หญิงชาวอเมริกันฟ้องศาลว่าถูกเลือกปฏิบัติแบบย้อนกลับ เมื่อเธอและเพื่อน Heterosexual ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง แต่คนที่ได้กลับเป็นเลสเบี้ยน
การเลือกปฏิบัติในที่ทำงานยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก หลายคนต้องพลาดโอกาสเพียงเพราะองค์กรมีอคติเรื่องเพศสภาพหรือเชื้อชาติ ทั้งที่ความสามารถของเขาอาจไปได้ไกลกว่านั้น แต่วันนี้ บนสนทนาในบางสังคมกำลังจะขยับออกไปกว้างกว่าเดิม อย่างเช่นในกรณีของสหรัฐอเมริกาที่มีการตระหนักรู้เรื่องการเลือกปฏิบัติเหล่านี้อย่างสูง และมีการออกกฎหมายห้ามเลือกปฏิบัติในที่ทำงานตั้งแต่ปี 1964 ว่าด้วยเหตุแห่งเพศ (sex) เชื้อชาติ สีผิว ศาสนา และในปี 2020 ก็ขยายขอบเขตให้รวมถึงรสนิยมทางเพศ (sexual orientation)
และแนวทางปฏิบัติของหลายองค์กรในปัจจุบัน ก็ทำให้บางคนที่อยู่ในกลุ่มคนส่วนใหญ่ (Majority) รู้สึกว่าตัวเองกำลังเผชิญกับ Reverse Discrimination หรือ ‘การเลือกปฏิบัติย้อนกลับ’
Marlean Ames คือหญิงชาวอเมริกันวัย 60 ปี ที่ยื่นคำร้องต่อศาลว่าเธอถูกกีดกันจากการเลื่อนตำแหน่ง อีกทั้งต่อมายังถูกลดตำแหน่ง เพียงเพราะเธอเป็นผู้หญิง heterosexual (ชอบเพศตรงข้าม)โดยเธออ้างว่าเธอมีผลการประเมินงานที่ดีมาตลอด แต่ในปี 2019 เธอและเพื่อนที่เป็น heterosexual อีกสองคนต้องพลาดการเลื่อนตำแหน่ง และโอกาสนั้นตกเป็นของเพื่อนร่วมงานที่เป็นเลสเบี้ยนแทน ต่อมาเธอก็ยังถูกลดตำแหน่งลงและให้เพื่อนร่วมงานที่เป็นเกย์มารับตำแหน่งแทนด้วย
Ames เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอนั้นเป็นเพราะเรื่องรสนิยมทางเพศ (sexual orientation) จึงตัดสินใจฟ้องร้อง สำนักงานเยาวชนแห่งรัฐโอไฮโอ ที่เธอทำงานมายาวนานกว่า 20 ปี
สำหรับการพิจารณาคดีในศาลโอไฮโอ มีคำตัดสินออกมาว่าการตัดสินใจของผู้จัดการในสำนักงานเยาวชนนั้น “ไม่ขัดต่อกฎหมาย และเป็นไปด้วยเหตุผลทางธุรกิจที่ไม่ใช่การเลือกปฏิบัติ” โดยกฎหมายของบางรัฐ รวมถึงโอไฮโอ ระบุว่าหากคนที่อยู่ในกลุ่ม majority ต้องการร้องเรียนเรื่องการเลือกปฏิบัติในที่ทำงานจะต้องยื่นหลักฐานที่แน่นหนากว่ากลุ่มผู้มีความหลากหลาย เนื่องจากคำนึงเรื่องความเสมอภาค เพราะที่ผ่านมากลุ่ม majority นั้นได้รับสิทธิพิเศษมาก่อนอย่างเป็นปกติ และโดยทั่วไปแล้วกรณีเลือกปฏิบัติย้อนกลับนั้นเกิดขึ้นได้ยากหรือไม่ค่อยเกิดขึ้น
โดยทนายฝั่งของสำนักงานเยาวชนฯ ระบุว่าผู้จัดการสำนักงานไม่รับรู้ถึงรสนิยมทางเพศของ Ames รวมถึงรสนิยมทางเพศของคนที่ได้รับตำแหน่งแทนเธอด้วยซ้ำ ดังนั้นการตัดสินใจจึงไม่ได้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของรสนิยมทางเพศของใครอย่างแน่นอน
อย่างไรก็ตาม เมื่อการพิจารณาคดีมาถึงศาลสูงที่มีผู้พิพากษา 9 คน แบ่งออกเป็นฝั่งอนุรักษ์นิยม 6 คน และฝั่งเสรีนิยม 3 คน ผู้พิพากษาต่างก็เห็นว่า Ames ถูกเลือกปฏิบัติ ทั้งยังมีแนวโน้มจะเอนเอียงไปทางฝั่งของ Ames โดยผู้พิพากษาท่านหนึ่งกล่าวว่า “การเลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งรสนิยมทางเพศไม่ว่าคุณจะเป็นเกย์หรือเป็นสเตรทก็ล้วนแต่เป็นสิ่งผิดกฎหมาย กฎยังคงต้องเป็นกฎไม่ว่าทิศทางการเลือกปฏิบัติจะหันไปทางไหนก็ตาม” และการพิจารณาคดีจะมีขึ้นต่อไปเพื่อหาข้อพิสูจน์ว่าการตัดสินใจของสำนักงานเยาวชนฯ นั้นเป็นไปเพราะรสนิยมทางเพศของคนทำงานจริงหรือไม่
ในกรณีนี้ ความคิดเห็นของชาวอเมริกันแบ่งเป็นสองฝ่ายฝั่งหนึ่งมองว่า Ames ถูกเลือกปฏิบัติจริง ขณะที่อีกฝั่งมองว่าเมื่อคนขาว/สเตรทสูญเสียสิทธิพิเศษของตัวเองไป ความเท่าเทียมก็กลับกลายเป็นการเลือกปฏิบัติเสียอย่างนั้น โดยในช่วงเวลาเดียวกันนี้เอง ทางโดนัลด์ ทรัมป์ก็เพิ่งมีคำสั่งให้ตรวจสอบ 45 บริษัทในอเมริกาที่มีนโยบาย DEI หรือ Deversity, Equality และ Inclusivity จนทำให้หลายคนตั้งข้อสงสัยว่าหรือนี่กำลังเป็นส่วนหนึ่งของการหันขวาของสหรัฐอเมริกา มากกว่าการเรียกร้องความเท่าเทียมให้เกิดกับ ‘ทุกคน’ อย่างแท้จริงกันแน่
อ้างอิง