ปรีดี แปลก อดุล : "ปรีดี-แปลก" มิตรภาพที่มีเยื่อใย
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (54)
“ปรีดี-แปลก” มิตรภาพที่มีเยื่อใย
มิตรภาพ “แปลก-อดุล” ที่ยาวนานตั้งแต่ครั้งเป็นนักเรียนนายร้อย ขาดสะบั้นลงไปอย่างเด็ดขาดเมื่อครั้งจอมพล ป.พิบูลสงคราม เปลี่ยนจุดยืนประชาธิปไตยของคณะราษฎรไปสู่อำนาจนิยมระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2
ส่วนมิตรภาพ “ปรีดี-อดุล” เมื่อหลวงอดุลวางมือจากการเมืองอย่างเด็ดขาดหลังรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 แล้วแม้จะมีความรู้สึกที่ดีต่อกันจากจุดยืนประชาธิปไตยและร่วมเสี่ยงภัยในเสรีไทย แต่เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่มีลักษณะส่วนตัว จึงไม่ปรากฏหลักฐานใดๆ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างกันอีกในบั้นปลายของชีวิต
แต่ความสัมพันธ์ “ปรีดี-แปลก” หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ยังคงมีเยื่อใยที่สลับซับซ้อนไม่น้อย เป็นความสัมพันธ์ที่ยังคงเกี่ยวข้องกับการต่อสู้กับฝ่ายอำนาจเก่า และยังมีสถานการณ์สงครามเย็นเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย โดยเฉพาะสงครามปลดปล่อยเวียดนาม
จากรูสเวลต์สู่ทรูแมน
ตลอดเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ผู้นำฝ่ายสัมพันธมิตร ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. รูสเวลต์ มีนโยบายแน่วแน่ที่จะปลดปล่อยประเทศที่ถูกยึดครองจากลัทธิอาณานิคมหลังสิ้นสุดสงครามครั้งนี้ ซึ่งไม่ได้รับความเห็นชอบจากเจ้าอาณานิคมอังกฤษและฝรั่งเศสที่ยังคงมีอาณานิคมหลายแห่งในโลก แต่ไม่อาจแสดงการคัดค้านได้อย่างชัดเจน
ประธานาธิบดีรูสเวลต์ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อต้นปี พ.ศ.2488 ก่อนเยอรมนีและญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้ แฮร์รี่ เอส.ทรูแมน ขึ้นดำรงตำแหน่งแทน พร้อมกับการเผชิญหน้าครั้งใหม่ระหว่างมหาอำนาจที่เรียกว่า “สงครามเย็น” ซึ่งมีโซเวียตเป็นผู้นำ
สหรัฐอเมริกาเปลี่ยนนโยบายเป็นให้ความสำคัญกับการต่อสู้ในสงครามเย็นครั้งนี้มากกว่าเรื่องของอาณานิคมตามนโยบายเดิมของประธานาธิบดีรูสเวลต์ ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อสถานการณ์ในอินโดจีนและประเทศไทย
อินโดจีน สายลมที่พัดกลับ
ตลอดระยะเวลาของสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ญี่ปุ่นเข้ายึดครองอินโดจีน โฮจิมินห์ผู้นำทางจิตวิญญาณชาวเวียดนามเข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรภายใต้การนำของประธานาธิดีรูสเวลต์โดยมีความหวังเต็มเปี่ยมว่าจะได้รับการสนับสนุนให้เวียดนามได้รับเอกราชจากฝรั่งเศสหลังสงครามสิ้นสุด
ทันทีที่ญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้อย่างเป็นทางการเมื่อ 15 สิงหาคม พ.ศ.2488 ถัดมาเพียง 2 สัปดาห์เศษ วันที่ 2 กันยายน โฮจิมินห์ก็ก้าวขึ้นสู่แท่นปราศรัย ณ จัตุรัสบาดิ่น กลางกรุงฮานอย อ่านประกาศเอกราชอย่างเป็นทางการสู่การรับรู้ของโลกว่า…
“สิทธิอันเท่าเทียมกันของมนุษย์ที่ถือกำเนิดเกิดมาในโลกไม่อาจที่จะลบล้างได้ นั่นคือ สิทธิในการมีชีวิต มีเสรีภาพ และการแสวงหาความสุข คำกล่าวอันเป็นอมตะนี้ได้ปรากฏอยู่ในคำประกาศเอกราชของอเมริกาเมื่อ ค.ศ.1776 ในความหมายด้านกว้างว่า มนุษย์ในโลกทุกคนเสมอภาคนับเมื่อเกิด มนุษย์ทุกคนมีสิทธิที่จะดำเนินชีวิต มีความสุข มีเสรี
ปฏิญญาสิทธิมนุษยชนในการอภิวัฒน์ฝรั่งเศสในปี ค.ศ.1791 ก็ได้ระบุว่ามนุษย์ทุกคนเกิดมาเป็นอิสระและมีสิทธิเท่าเทียมกัน และจักต้องดำรงอิสระและสิทธิแห่งความเท่าเทียมนั้นตลอดไป นี่คือความจริงที่ไม่อาจจะปฏิเสธได้
กระนั้นก็ตาม จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสได้ทำลายเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพในทางที่ผิดมามากกว่า 80 ปี ทำการประทุษร้ายปิตุภูมิของเราและกดขี่ประชาชนของเรา ฝรั่งเศสได้ปฏิบัติตัวในทางที่ตรงข้ามต่อคติแห่งมนุษยธรรม และความยุติธรรมตลอดมา
ในทางการเมือง ฝรั่งเศสได้พรากสิทธิเสรีภาพแห่งประชาธิปไตยทุกประการไปจากประชาชนเรา
ฝรั่งเศสได้ออกกฎหมายอันไร้มนุษยธรรม แบ่งเขตการปกครองเวียดนามออกเป็นเหนือ กลาง ใต้ เพื่อทำลายเอกภาพแห่งชาติเรา และขัดขวางประชาชนของเราไม่ให้สามัคคีกัน
ฝรั่งเศสได้ล่ามโซ่มติมหาชนของเรา ต่อต้านเรา ปิดหู ปิดตา มิให้ประชาชนของเราได้รู้ความจริง เพื่อทำให้เราอ่อนแอ
ฝรั่งเศสได้มอมเมาเราด้วยฝิ่น และแอลกอฮอล์
ในทางเศรษฐกิจ ฝรั่งเศสปอกลอกกระดูกสันหลังของเรา ทำให้ประชาชนของเรายากจน และทำความพินาศให้แก่แผ่นดินของเรา
ฝรั่งเศสปล้นสะดมทุ่งนา แหล่งแร่ ป่าไม้ และทรัพยากรของเรา ฝรั่งเศสผูกขาดการธนาคารและการค้าต่างประเทศ
ฝรั่งเศสได้สร้างระบบภาษีอันไม่ยุติธรรมมากมาย เพื่อบั่นทอนประชาชนของเรา โดยเฉพาะชาวนาให้ยากจนถึงที่สุด
ฝรั่งเศสขัดขวางไม่ให้ประชาชาติของเรางอกงาม และกดขี่ขูดรีดกรรมกรของเราอย่างไร้คุณธรรม
ในฤดูใบไม้ร่วงปี ค.ศ.1940 เมื่อฟาสซิสต์ญี่ปุ่นบุกรุกอินโดจีน เพื่อสร้างฐานทัพต่อสู้กับฝ่ายสัมพันธมิตร จักรวรรดินิยมฝรั่งเศสได้คุกเข่าลงต่อหน้าญี่ปุ่น และส่งมอบประเทศของเราให้ญี่ปุ่นโดยดุษณีภาพ
นับแต่วันนั้นเป็นต้นมา ประชาชนของเราต้องแบกแอกทั้งฝรั่งเศสและญี่ปุ่น ความทุกข์และความยากแค้นแสนสาหัสได้เพิ่มทวีขึ้นแก่ประชาชนของเรา ผลการสยบให้ญี่ปุ่นนับจากปลายปีก่อนถึงต้นปีนี้ พี่น้องร่วมชาติของเราตั้งแต่จังหวัดกว่างตรี ถึงเวียดนามเหนือ ได้อดตายไปมากกว่า 2 ล้านคน
ในวันที่ 9 มีนาคม ค.ศ.1945 ที่ญี่ปุ่นปลดอาวุธกองทหารฝรั่งเศสนั้นเล่า นักล่าเมืองขึ้นฝรั่งเศสได้พากันหนีและยอมจำนนต่อญี่ปุ่น นี่แสดงให้เห็นว่าฝรั่งเศสไม่เพียงแต่ไม่สามารถป้องกันเราได้เท่านั้น แต่ภายใน 5 ปีนั้น เขาได้ส่งมอบประเทศของเราให้แก่ญี่ปุ่นถึงสองครั้งอีกด้วย
ในเวลาต่อมา ก่อนหน้าวันที่ 9 มีนาคม ศกนี้ กองทัพเวียดมินห์ที่ได้ก่อตั้งขึ้นแล้วได้เรียกร้องให้ฝรั่งเศสต่อต้านญี่ปุ่น แต่แทนที่นักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสจะเห็นด้วยกับข้อเสนอนั้น พวกเขากลับต่อต้านสมาชิกแห่งกองทัพเวียดมินห์หนักมือขึ้น ก่อนจะหนีจากไป ฝรั่งเศสยังได้ประหารพวกเราที่เป็นนักโทษการเมืองที่ถูกขังไว้ในคุกเอียนบ๋ายและกาวบั่งไปเป็นจำนวนมาก
แต่กระนั้นพี่น้องร่วมชาติของเรายังได้แสดงน้ำใจต่อชาวฝรั่งเศสอย่างอดทนและมีมนุษยธรรมตลอดมา แม้ภายหลังการยึดครองของญี่ปุ่นในเดือนมีนาคม ค.ศ.1945 กองทัพเวียดมินห์ได้ช่วยชาวฝรั่งเศสจำนวนมากให้ข้ามพรมแดน ช่วยนักโทษให้ออกจากคุกญี่ปุ่น ตลอดจนช่วยปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของชาวฝรั่งเศสอีกด้วย
โดยความเป็นจริงแล้ว เราสิ้นสุดการเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสมาตั้งแต่ฤดูใบไม้ร่วง ปี ค.ศ.1940 โดยตกอยู่ในความยึดครองของญี่ปุ่น
ภายหลังญี่ปุ่นยอมจำนนต่อสัมพันธมิตร ประชาชนของเราทั่วประเทศได้เรียกร้องอธิปไตยของชาติ และสถาปนาประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนามขึ้น
ความจริงก็คือ เราได้ต่อสู้ช่วงชิงเอกราชของชาติมาจากญี่ปุ่น ไม่ใช่ฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสหนีไป ญี่ปุ่นยอมจำนน จักรพรรดิเบาได๋ยอมสละราชสมบัติ ประชาชนของเราจึงทำลายโซ่ตรวนที่ล่ามตรึงเรามาเกือบหนึ่งศตวรรษ เราได้นำเอกราชมาสู่ปิตุภูมิของเรา ขณะเดียวกันประชาชนของเราก็ได้ยกเลิกการปกครองแบบราชาธิปไตย ที่พระมหากษัตริย์มีอำนาจสูงสุดมาช้านานแล้ว และได้สถาปนาการปกครองระบบสาธารณรัฐประชาธิปไตยที่อำนาจสูงสุดอยู่กับประชาชน
ด้วยเหตุผลดังกล่าว เราในฐานะรัฐบาลชั่วคราวซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของประชาชนชาวเวียดนามทั้งปวง จึงขอประกาศล้มล้างสิทธิพิเศษทั้งหมดที่ฝรั่งเศสได้ตราขึ้นใช้บนแผ่นดินของเรา อันไม่ชอบด้วยกฎหมายระหว่างประเทศ
ปวงชนชาวเวียดนามทุกผู้ทุกนาม ต่างมีความสำนึกร่วมกันแล้วว่า พวกเขาได้ต่อสู้เพื่อจบสิ้นความขมขื่นที่บรรดานักล่าอาณานิคมฝรั่งเศสได้ทำไว้ และบัดนี้เราได้ชัยชนะของชาติกลับคืนมาแล้ว
เราเชื่อว่าประเทศสัมพันธมิตรที่ยอมรับหลักการตัดสินใจด้วยตนเองและหลักความเสมอภาคแห่งชาติ ณ ที่ประชุมแห่งกรุงเตหะราน และซานฟรานซิสโก คงไม่ปฏิเสธที่จะรับรองเอกราชของเวียดนาม
ประชาชนผู้ซึ่งต่อสู้คัดค้านการครอบครองของฝรั่งเศสอย่างกล้าหาญมากว่า 80 ปี ประชาชนผู้ซึ่งต่อสู้ขัดขวางฟาสซิสต์เคียงบ่าเคียงไหล่กับฝ่ายสัมพันธมิตรในระยะที่ผ่านมา จะต้องเป็นประชาชนที่มีเอกราช เสรีภาพ
ด้วยประการฉะนี้ เราในฐานะของรัฐบาลชั่วคราวแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยเวียดนาม จึงขอประกาศให้โลกได้รับรู้ว่า เวียดนามเป็นประเทศที่มีเสรีภาพ มีเอกราช ซึ่งความจริงก็เป็นสิ่งที่มีอยู่เรียบร้อยแล้ว ประชาชนเวียดนามทั้งปวงมีความมุ่งมั่นทั้งกายและใจที่จะสละชีวิตและทรัพย์สินทั้งหลาย เพื่อธำรงไว้ซึ่งเอกราชและเสรีภาพของตน”
(ศุขปรีดา พนมยงค์ “เทพเจ้าผู้ยังมีลมหายใจ”)
สหรัฐอเมริกาประกาศตัวเป็นศัตรูกับโฮจิมินห์ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ปรีดี แปลก อดุล : “ปรีดี-แปลก” มิตรภาพที่มีเยื่อใย
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com