โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KBank-JMT ลงขันหมื่นล้าน ตั้ง JK AMC รับซื้อหนี้เสีย 3 ปี แสนล้าน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2565 เวลา 11.05 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2565 เวลา 08.57 น.

ธนาคารกสิกรไทย ผนึก เจเอ็มที จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) ทุนจดทะเบียน 1 หมื่นล้านบาท หวังรับซื้อหนี้เสียทะลักเข้าระบบจากพิษโควิด พร้อมตั้งเป้าปีแรกซื้อ 3 หมื่นล้านบาท ปี’68 เพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท ดันเป็นผู้นำอันดับ 1 ธุรกิจบริหารสินทรัพย์

วันที่ 29 มิถุนายน 2565 นายพัชร สมะลาภา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า จากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้สินเชื่อจับตาเป็นพิเศษ (Stage 2) หรือ SM เพิ่มขึ้น และมีแนวโน้มไหลเข้าไปสู่ Stage 3 หรือ หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) มากขึ้น และคาดว่าแนวโน้มในปีนี้และปี 2566 จะมีเอ็นพีแอลไหลเข้าระบบธนาคารอีกจำนวนมาก จึงต้องหาวิธีการจัดการขายออกด้วย

ทั้งนี้ วิธีการบริหารจัดการเอ็นพีแอลจะมีด้วยกัน 3 วิธี คือ 1.ธนาคารทำเอง เช่น ปรับโครงสร้างหนี้ ลดดอกเบี้ย เป็นต้น 2.ตัดขายให้บริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) และ 3.ตั้งบริษัทร่วมทุนบริหาร จึงเป็นที่มาของการร่วมลงทุนกับกลุ่มบริษัท เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส จำกัด (มหาชน) (JMT) จัดตั้งบริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด (JK AMC) ขึ้นมา ซึ่งเป็นอีกทางเลือกในการบริหารหนี้เสียของธนาคารเพิ่มเติม

สำหรับการขายหนี้เสียให้ JK AMC นอกจากธนาคารจะได้รับเงินจากการขายหนี้แล้ว ธนาคารจะได้รับส่วนแบ่งจากผลกำไรของการบริหารหนี้จาก JK AMC ด้วย ในฐานะผู้ถือหุ้น JK AMC ในสัดส่วน 50% ซึ่งธนาคารลงทุนผ่านบริษัท กสิกร วิชั่น จำกัด (KVISION)

ทั้งนี้ ธนาคารกสิกรไทยมีแผนโอนขายหนี้เอ็นพีแอล ให้ JK AMC ในปีนี้จำนวน 5 หมื่นล้านบาท โดยจะเป็นหนี้สินเชื่อที่อยู่อาศัย และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน เป็นหลัก เนื่องจากธนาคารบริหารไม่เก่ง ซึ่งสามารถตามกลับมาได้เพียง 40-57% และใช้เวลาค่อนข้างนาน 7-20 ปีจึงจะสามารถได้เงินกลับมา ขณะดียวกัน การขายหนี้ในครั้งนี้ จะส่งผลให้เอ็นพีแอลและการตั้งสำรองในอนาคตของธนาคารลดลง ทำให้ธนาคารมีโอกาสสร้างรายได้เพิ่มจากการปล่อยสินเชื่อใหม่ได้

“เราเริ่มมองว่าหนี้ที่มีอยู่ของธนาคารหากสามารถเอามาบริหารจัดการได้ เราก็จะมีเงินมาปล่อยสินเชื่อต่อ เพราะถ้าปล่อยไว้นานเราไม่สามารถเอาเงินไปทำอะไรได้ และเราไม่รู้ว่าหนี้เสียขาเข้าใหม่จะเยอะเท่าไร หากมาเยอะเราก็ต้องขายให้เร็ว ซึ่งเรามองว่าปีนี้และปีหน้าน่าจะมีหนี้ไหลเข้ามาแน่ เพราะผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้ธุรกิจอยู่ไม่รอด เราจึงพยายามขายให้ JK มากที่สุด”

นายปิยะ พงษ์อัชฌา รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ มาร์ท และกรรมการ บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส กล่าวว่า เศรษฐกิจที่การฟื้นตัวยังคงมีความเปราะบาง ทำให้สถานการณ์หนี้ด้อยคุณภาพมีโอกาสเพิ่มขึ้น จะเห็นว่าแนวโน้มหนี้ครัวเรือนที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาปัจจุบันอยู่ที่ 14.3 ล้านล้านบาท หรือสัดส่วนประมาณ 90% ของจีดีพี

ดังนั้น การจัดตั้ง JK AMC โดยถือหุ้นในสัดส่วนเท่ากันอยู่ที่ 50% ระหว่างธนาคารกสิกรไทยและ JMT เพื่อมาดูแลปัญหาหนี้เอ็นพีแอล ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของธนาคารแห่งประเทศ (ธปท.) ที่ส่งเสริมการร่วมมือกันระหว่างสถาบันการเงินและบริษัท AMC มาเป็นเครื่องมือในการดูแลหนี้เสีย และให้ประชาชนสามารถกลับมาเป็นลูกค้าปกติได้

“ภายหลังความร่วมมือในแง่ในเชิงการเติบโตโดยปกติของ JMT จะมีอัตราการเติบโตของกำไรสุทธิอยู่ที่ 30% แต่ภายหลังจากร่วมมือครั้งนี้ จะเพิ่มการเติบโตแบบ J Curve จะต้องเติบโตไม่ต่ำกว่า 50% และพอร์ตรับซื้อหนี้เริ่มแรกเริ่ม 3 หมื่นล้านบาท และภายใน 2-3 ปีจะเพิ่มเป็น 1 แสนล้านบาท และเชื่อว่าจุดแข็งที่เรามีอยู่ จะช่วยลดต้นทุนในการทำงาน และยังช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้ได้รับความช่วยเหลือผ่านข้อเสนอการชำระหนี้ที่เหมาะสม เมื่อปรับตัวดีขึ้นก็จะสามารถกลับมาขอสินเชื่อในระบบต่อไป และสามารถไปถึงเป้าหมาย โดยภายในปี 68 จะขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ AMC จากปริมาณการลงทุน”

นายสุทธิรักษ์ ตรัยชิรอาภรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. เจ เอ็ม ที เน็ทเวอร์ค เซอร์วิสเซ็ส และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ เจเค จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า JK AMC มีเงินทุนเริ่มต้นในการจัดตั้งบริษัทจำนวน 10,000 ล้านบาท โดยมีความสามารถรับซื้อหนี้มาบริหารจัดการได้ราว 3 เท่า หรือประมาณ 3 หมื่นล้านบาท และเบื้องต้นในเดือน มิ.ย.นี้ จะเริ่มโอนซื้อหนี้เสียทั้งที่มีหลักประกัน (Secure) และไม่มีหลักประกัน (Unsecure) จากธนาคารกสิกรไทยได้ 3 หมื่นล้านบาท รวมถึงสถาบันการเงิน หรือบริษัทอื่นๆ มาบริหารจัดการ และวางแผนภายใน 3 ปี ตั้งเป้ารับซื้อหนี้อยู่ 1 แสนล้านบาท โดยสามารถก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ของธุรกิจบริหารสินทรัพย์ด้อยคุณภาพได้

สำหรับกลยุทธ์ที่จะทำให้ JK สามารถไปถึงเป้าหมายทางธุรกิจได้คือ 1.ความเชี่ยวชาญในด้านการบริหารหนี้ของ JMT และ JMT ยังมีบริษัทในกลุ่มที่จะช่วยให้ JK AMC มีต้นทุนที่แข่งขันได้ 2.การใช้ช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารช่วยประชาสัมพันธ์ทรัพย์ NPA ไปสู่ลูกค้าที่สนใจ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้ซื้อทรัพย์ NPA ทั่วประเทศ และ 3.โอกาสเพิ่มมูลค่าธุรกิจอื่นๆ ให้ครบวงจร เช่น การรับปรับปรุงบ้านให้กับผู้ซื้อทรัพย์ด้อยคุณภาพ และราคาที่สมเหตุสมผล การช่วยเหลือลูกค้าที่มีประวัติเครดิตที่ดี เป็นต้น โดยบริษัท JK AMC ได้ถูกจัดตั้งอย่างเป็นทางการ

“การรับซื้อหนี้เราจะใช้ราคามาตรฐาน ไม่สูงหรือต่ำเกินไป และ JK มีเป้าหมายรับซื้อจากสถาบันการเงินอื่น โดยเราประเมินแนวโน้มหนี้เสีย แม้ว่าจะทรงตัวในช่วง 2 ไตรมาสที่ผ่านมา โดยสินเชื่อรายย่อยทรงตัวอยู่ที่ 2.9% แต่ไตรมาสที่ 3 เริ่มทยอยปรับขึ้น และตัวที่เห็นชัดจะเป็นกลุ่ม Stage 2 ที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 7% คาดว่าจะทยอยไหลเข้ามาในปีนี้และปีหน้า”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...