การเดินทางอันยาวนานของ “MK” จากวันเริ่มต้นถึงวันปรับตัวเพื่อไปต่อ
หากจะกล่าวถึงร้านสุกี้ในตำนานของประเทศไทย เชื่อว่าแทบทุกคนต้องนึกถึงร้านชื่อดังอย่าง “เอ็มเค” อย่างแน่นอน เพราะนอกจากจะเป็นร้านที่มีประวัติความเป็นมาอย่างยาวนานแล้ว ยังเป็นสัญลักษณ์ของการไม่ยอมแพ้ให้กับกาลเวลาอีกด้วย
เห็นได้จากการที่แม้ว่าร้านจะถูกสร้างขึ้นมาเป็นระยะเวลายาวนาน ผ่านสถานการณ์หลากหลายที่อาจกระทบต่อการทำธุรกิจ แต่ก็ยังคงยืนหยัดฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ มาได้อย่างต่อเนื่อง จนสามารถผลักดันธุรกิจ จากร้านสุกี้เล็ก ๆ ให้กลายเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่สามารถก้าวเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้สำเร็จ
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าการเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์จะนับว่าเป็นความท้าทายเป็นอย่างมากสำหรับบริษัทฯ แต่ด้วยลักษณะธุรกิจหลักที่เป็นธุรกิจร้านอาหารที่มีความเกี่ยวข้องกับความต้องการของผู้บริโภคอยู่เสมอ ทำให้การดำเนินธุรกิจของ “เอ็มเค” ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบนัก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแข่งขันทางธุรกิจที่ยิ่งนับวัน วงการธุรกิจร้านอาหารก็ยิ่งมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในแง่ของจำนวนร้านอาหารที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกที่หลากหลายยิ่งขึ้น หรือแม้แต่การแข่งขันทางด้านราคาที่ต่างก็งัดเอากลยุทธ์ต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่ส่วนใหญ่ต่างก็ต้องการความคุ้มค่า คุ้มราคา จนทำให้เห็นร้านอาหารในลักษณะบุฟเฟต์เกิดขึ้นในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะร้านอาหารในลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ทำให้กลายเป็นอีกหนึ่งโจทย์หินของ “เอ็มเค” ที่จะต้องเอาชนะเพื่อให้กิจการสามารถไปต่อบนเส้นทางนี้ได้ต่อ ซึ่งยังไม่นับรวมช่วงเวลาวิกฤตอย่างการแพร่ระบาดของ COVID-19 ที่กระทบทุกภาคส่วน ซึ่งหนึ่งในธุรกิจที่ได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากก็หนีไม่พ้นธุรกิจร้านอาหารที่หมายรวมไปถึงธุรกิจของ “เอ็มเค” ด้วย
ด้วยปัจจัยเหล่านี้ ทำให้ในช่วงระยะหลัง ๆ จะได้เห็นข่าวการพยายามปรับตัวของ “เอ็มเค” อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการนำโปรโมชั่นต่าง ๆ มาเรียกลูกค้า หรือการนำน้ำจิ้มสุกี้สูตรเฉพาะของทางแบรนด์เข้าสู่ตลาดเพื่อขยายฐานลูกค้าให้กว้างขึ้น
และล่าสุดกับการปรับโฉมการให้บริการใหม่เป็นในรูปแบบของบุฟเฟต์เพื่ออุดช่องว่างในการแข่งขันของธุรกิจในรูปแบบเดียวกัน จึงเปรียบเสมือนเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงความพยายามปรับตัวของบริษัทฯ เพื่อให้สามารถเดินหน้าธุรกิจไปได้อย่างต่อเนื่อง
ในวันนี้ Wealthy Thai จะพาย้อนไปยังจุดเริ่มต้นของแบรนด์จนถึงการปรับตัวเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจในช่วงเวลาต่าง ๆ ดังนี้
ปี 2505 จุดเริ่มต้นการทำธุรกิจร้านอาหารของ “MK”
ในช่วงแรกเริ่ม ธุรกิจของ “เอ็มเค” เกิดจากการเปิดร้านอาหารไทยเล็ก ๆ มีเนื้อที่เพียง 1 คูหาที่สยาม สแควร์ ซอย 3 ดำเนินกิจการโดย “คุณทองคำ เมฆโต” ซึ่งซื้อกิจการต่อมาจากเจ้าของชาวฮ่องกงเดิม คุณมาคอง คิงยี (Makong King Yee) จึงเป็นที่มาของชื่อร้าน “MK” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเดิม โดยอาหารขึ้นชื่อในสมัยนั้นมีหลายอย่าง เช่น ข้าวมันไก่ เนื้อตุ๋น ผัดไทย ผัดขี้เมา เนื้อย่างเกาหลี (เตาถ่าน) ยำทุกชนิด อีกทั้งยังมีเค้กขายในช่วงเทศกาลปีใหม่อีกด้วย
ปี 2527 เปิดร้าน “กรีน เอ็มเค” ในห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว
คุณสัมฤทธิ์ จิราธิวัฒน์ เจ้าของเครือเซ็นทรัล กรุ๊ป ได้ชวนคุณทองคำ มาเปิดร้านอาหารไทยในเซ็นทรัล ลาดพร้าว ภายใต้ชื่อร้านใหม่ว่า “กรีน เอ็มเค”
ปี 2529 เปิดร้าน “สุกี้เอ็มเค” สาขาแรกในห้างเซ็นทรัล ลาดพร้าว
ภายหลังจากการเปิดร้านอาหารไทยในห้างเซ็นทรับ ลาดพร้าว ได้ 2 ปี ในปี 2529 คุณสัมฤทธิ์ ได้ชักชวนคุณทองคำ ให้เปิดร้าน “สุกี้เอ็มเค” เพิ่มเติมภายในห้างเดียวกัน โดยภายหลังการเปิดร้านสุกี้ไม่นาน ก็สามารถดึงดูดลูกค้ามาใช้บริการในร้านได้อย่างต่อเนื่อง
ปี 2532 จัดตั้งบริษัท เพื่อทำธุรกิจ “ร้านอาหารประเภทสุกี้ยากี้”
ภายหลังกิจการดำเนินไปได้ด้วยดี และสามารถขยายสาขาเพิ่มเติมได้อีกหลายแห่ง ทำให้ในวันที่ 10 กรกฎาคม 2532 บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) ได้จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทขึ้น โดยมีทุนจดทะเบียนเริ่มแรก 1,000,000 บาท เพื่อดำเนินธุรกิจหลักคือ ร้านอาหารประเภทสุกี้ยากี้
ปี 2537 ขยายธุรกิจไปยังต่างประเทศ
ด้วยความนิยมของแบรนด์ที่สามารถดึงดูดลูกค้าได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้นอกจาก “สุกี้เอ็มเค” จะสามารถขยายสาขาเพิ่มในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่องแล้ว ในปี 2537 ยังได้เดินหน้าขยายสาขาไปยังต่างประเทศเป็นครั้งแรก ซึ่งได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น
ปี 2549 เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นร้านแรก
โดยในปี 2549 ได้เริ่มดำเนินกิจการร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า “ยาโยอิ”
ปี 2555 เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นเพิ่ม 2 แบรนด์
โดยได้เปิดร้านอาหารญี่ปุ่นภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า “ฮากาตะ” และ “มิยาซากิ” ซึ่งทั้ง 2 แบรนด์ดังกล่าว เริ่มดำเนินการในเดือนตุลาคม 2555
นอกจากนี้ ยังได้เปิดร้านอาหารไทยภายใต้ชื่อ และเครื่องหมายการค้า “ณ สยาม” และ “เลอ สยาม” ร้านข้าวกล่อง “บิซซี่ บ็อกซ์” ร้านขนมหวาน “เอ็มเค ฮาร์เวสต์” และ ร้านกาแฟ/เบเกอรี่ ภายใต้ชื่อและเครื่องหมายการค้า “เลอ เพอทิท” รวมถึงการดำเนินธุรกิจสถาบันฝึกอบรมอาชีพเพื่อฝึกอบรมพนักงานในเครือบริษัทฯ ทั้งหมด
ปี 2562 เข้าลงทุนในธุรกิจร้านอาหารเพิ่มเติม
โดยในช่วงปลายปี 2562 “เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป” ได้เข้าลงทุนในบริษัท แหลมเจริญ ซีฟู้ด จำกัด ซึ่งประกอบธุรกิจร้านอาหาร “แหลมเจริญ ซีฟู้ด” โดยมีสัดส่วนการลงทุน 65%
ปี 2563 เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “นม Memberry”
ซึ่งเป็นนมยูเอชทีผสมสารสกัดจากเบอร์รี่ ในเดือนสิงหาคม
ปี 2566 เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “น้ำจิ้มสุกี้เอ็มเคสูตรต้นตำรับ”
น้ำจิ้มสุกี้เอ็มเคสูตรต้นตำรับแบบบรรจุขวด เริ่มวางจำหน่ายที่ร้าน “เอ็มเค” ทุกสาขา นอกจากนี้ ในปีเดียวกัน “เอ็มเค” ยังได้เปิดให้บริการในรูปแบบบุฟเฟต์เพิ่มเติมเพื่อดึงดูดลูกค้าที่ชื่นชอบความคุ้มค่า โดยเป็นการเปิดให้บริการในบางสาขาและในช่วงระยะเวลาจำกัด
อย่างไรก็ดี ในปี 2567 ชื่อของ “เอ็มเค” ได้กลับมาถูกพูดถึงในวงกว้างอีกครั้ง เมื่อมีข่าวว่าทางแบรนด์จะเปิดตัวบุฟเฟต์รูปแบบใหม่ในช่วงต้นเดือนสิงหาคม 2567 โดยมีตัวเลือกที่หลากหลายให้กับลูกค้า ทั้งในเรื่องของตัววัตถุดิบ และราคา แม้ว่าจะเป็นการเปิดให้บริการในสาขาเฉพาะเจาะจง แต่ก็ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างหนาหูถึงการลงมาเล่นในตลาดบุฟเฟต์ของทางแบรนด์
เนื่องจากในช่วงปีหลัง ๆ “เอ็มเค” เป็นแบรนด์สุกี้ที่เกิดการตั้งคำถามจากกลุ่มผู้บริโภคอยู่เสมอว่าจะสามารถยืนหยัดต่อไปได้หรือไม่ ในช่วงเวลาที่มีคู่แข่งทางธุรกิจก่อตัวขึ้นอย่างมากมาย โดยเฉพาะในรูปแบบที่เป็นลักษณะของบุฟเฟต์ ซึ่งจะทำให้ “เอ็มเค” ที่ยังคิดราคาแบบจานต่อจาน อาจเสียเปรียบในเชิงการแข่งขัน
ดังนั้น เมื่อทางแบรนด์ได้กระโดดเข้ามาสู่สมรภูมิแห่งบุฟเฟต์แล้ว ก็ทำให้เกิดการจับตาดูว่าในการปรับตัวของทางแบรนด์ครั้งนี้ จะสามารถพลิกฟื้นธุรกิจให้กลับขึ้นมาเฟื่องฟูได้อีกครั้งหรือไม่ ซึ่งแม้ว่าในระยะเริ่มต้น อาจจะมีการทดลองแค่บางสาขา แต่ก็คงพอจะมีฟีดแบคให้ทางแบรนด์ได้สามารถนำไปคิดคำนวณถึงความคุ้มค่า และอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญในอนาคตได้
อย่างไรก็ตาม แม้ว่า “เอ็มเค” จะไม่ได้เป็นที่ถูกพูดถึงมากนัก แต่ในแง่ของผลประกอบการกลับมีความสามารถในการทำกำไรอย่างสม่ำเสมอ โดยผลประกอบการ 4 ย้อนหลังของ บริษัท เอ็มเค เรสโตรองต์ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือชื่อย่อหลักทรัพย์ “M” มีดังนี้
ปี 2563 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 907 ล้านบาท
ปี 2564 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 131 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 776 ล้านบาท หรือลดลง 85.6% จากปี 2563
ปี 2565 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,439 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,308 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 998.5% จากปี 2564
ปี 2566 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 1,682 ล้านบาท ปรับตัวเพิ่มขึ้น 243 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 16.9% จากปี 2565