โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

'การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ' (1)

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 18 ก.ย 2567 เวลา 02.34 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2567 เวลา 02.34 น.

การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ

‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (1)

(ร่างคำบรรยายของผู้เขียนเพื่อเป็นเกียรติแก่ศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ในโครงการ 60th Anniversary Academic Lecture ณ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ 30 สิงหาคม 2567)

เป็นเหตุบังเอิญอันชวนสะทกสะท้อนใจที่ผมมีกิจกรรมเข้าร่วมอภิปรายและบรรยายเพื่อเป็นเกียรติและรำลึกถึงครูผู้จากไปของผมถึง 3 ท่านในเดือนนี้ ได้แก่ ศาสตราจารย์ชัยวัฒน์ สถาอานันท์, ศาสตราจารย์เบ็น แอนเดอร์สัน และศาสตราจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์

ความแตกต่างอยู่ตรงในกรณีอาจารย์ชัยวัฒน์ ผมสามารถอาศัยประสบการณ์และความรู้จักคุ้นชินโดยส่วนตัวมาเล่าถึงความคิดอ่านทางปรัชญาการเมืองของท่านได้ และในกรณีอาจารย์เบ็น ผมได้อาศัยข้อมูลความเข้าใจทางเศรษฐศาสตร์การเมืองโลกและการเมืองไทยระยะใกล้ที่ได้ฝึกฝนติดตามค้นคว้ามาประยุกต์กับแนวคิดชุมชนในจินตนากรรมของท่าน

ทว่า ในกรณีอาจารย์นิธิ วิชาประวัติศาสตร์อยู่นอกขอบเขตการอบรมเรียนรู้โดยตรงของผมในทางรัฐศาสตร์ แม้ข้อมูลความเข้าใจสำหรับการคิดวิเคราะห์ทางการเมืองจำนวนมากย่อมอาศัยประวัติศาสตร์เป็นพื้น แต่ก็ไม่ใช่ความชำนาญเฉพาะทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพยายามจะพูดถึงในเชิงปรัชญา/ทฤษฎีประวัติศาสตร์และประวัติศาสตร์นิพนธ์

เมื่อทางผู้จัดติดต่อทาบทามไป ด้วยความเคารพรักอาจารย์นิธิและน้ำใจไมตรีที่มีต่อคณาจารย์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่มายาวนาน ผมจึงรับคำด้วยความครั่นคร้ามว่า “อยากทำให้” แต่ก็ไม่มั่นใจในผลลัพธ์ของการเตรียมงานซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ศึกษาเป็นประจำและในเวลาจำกัด

อย่างไรก็ตาม เมื่อผมได้ทดลองเสนอหัวข้อเค้าโครงคำบรรยายมาและทางคณะผู้จัดเห็นว่าสอดคล้องและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาการประวัติศาสตร์ ผมจึงบังอาจรับมาบรรยายในวันนี้ ฉะนั้น หากมันสามารถก่อประโยชน์ทางสติปัญญาต่อท่านผู้ฟังด้วยประการใดแล้ว ผมใคร่ขอให้ถือเป็นอานิสงส์คุณูปการของอาจารย์นิธิผู้ทำให้ผมสำนึกในความสำคัญของการมองและเข้าใจประวัติศาสตร์

ส่วนจุดอ่อนข้อบกพร่องที่ย่อมมีจะโดยรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม ผมขอน้อมรับไว้เพื่อปรับปรุงแก้ไขค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมต่อไปข้างหน้าโดยส่วนตัว

ผมขอแบ่งการบรรยายในวันนี้ออกเป็น 3 หัวข้อใหญ่ :

– บทยืน (thesis) : ประวัติศาสตร์รัฐชาติสยามในฐานะประวัติศาสตร์รัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ราชาชาตินิยมสยาม อันนำไปสู่สัจนิยมทางประวัติศาสตร์ (historical realism)

– บทแย้ง (anti-thesis) : วิพากษ์ประวัติศาสตร์ราชาชาตินิยมในฐานะสัจนิยมทางประวัติศาสตร์

– บทสรุปยืน (synthesis) : ข้อสังเคราะห์ทางทฤษฎีว่าด้วยวิธีการตรวจสอบสามเส้าทางประวัติศาสตร์นิพนธ์ (historiographical triangulation)

1.บทยืน : ประวัติศาสตร์รัฐชาติสยามในฐานะประวัติศาสตร์รัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ราชาชาตินิยมสยาม อันนำไปสู่สัจนิยมทางประวัติศาสตร์ (historical realism)

ประวัติศาสตร์นิพนธ์รัฐชาติสยามเกิดขึ้นในบริบทของการเปลี่ยนรูปแบบการเมืองการปกครองไทยแต่เดิมจากรัฐราชสมบัติ (นิธิ) หรือระบอบศักดินา (จิตร ภูมิศักดิ์) หรือระบอบราชูปถัมภ์ (เสน่ห์ จามริก) มาเป็น –> รัฐชาติสมัยใหม่ โดยผ่านการนำเข้าดัดแปลงและรังสรรค์ของชนชั้นนำเจ้านาย-ขุนนางต้นรัตนโกสินทร์สมัยรัชกาลที่ 5 และ 6 เป็นสำคัญ จนกลายเป็น :

รัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ (absolutist state) ได้แก่ รัฐที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลางโดยเฉพาะสถาบันกษัตริย์ + ระบบราชการสมัยใหม่ที่เอาอย่างตะวันตก และ

ราชาชาตินิยม (royal-naitonalism) หมายถึงชุมชนที่ถูกจินตนากรรมขึ้นให้มีสถานที่ร่วมกัน (ด้วยแผนที่), มีอดีตร่วมกัน (ด้วยประวัติศาสตร์) และมีสายสัมพันธ์ร่วมกัน (ด้วยสัญลักษณ์ต่างๆ เช่น ธงชาติ, เพลงชาติ ฯลฯ) โดยผูกความเป็นชาติเข้ากับสถาบันกษัตริย์เป็นหนึ่งเดียวทางแนวคิดและจินตนากรรมอย่างแยกไม่ออก

ดังปรากฏกลุ่มงานวิชาการของนักวิชาการไทยศึกษาท่านต่างๆ รวมทั้งอาจารย์นิธิที่บุกเบิกอธิบายเรื่องนี้ในสาระสำคัญตั้งแต่ทศวรรษที่ 1970 มาถึง 2000 อาทิ :

– Anderson, Benedict R. O’G., “Studies of the Thai State : The State of Thai Studies”, 1978.

– สมเกียรติ วันทะนะ, “รัฐสมบูรณาญาสิทธิ์ในสยาม 2435-2475”, 2533/1990.

– นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ชาติไทยและเมืองไทยในแบบเรียนประถมศึกษา”, 2534/1991.

– นิธิ เอียวศรีวงศ์, “ระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ไทย”, 2537/1994.

– Chaiyan Rajchagool, The Rise and Fall of the Thai Absolute Monarchy : Foundations of the Modern Thai State from Feudalism to Peripheral Capitalism, 1994.

– Thongchai Winichakul, Siam Mapped : A History of the Geo-Body of a Nation, 1994.

– ธงชัย วินิจจะกูล, “ประวัติศาสตร์ไทยแบบราชาชาตินิยม จากยุคอาณานิคมอำพรางสู่ราชาชาตินิยม ใหม่หรือลัทธิเสด็จพ่อของกระฎุมพีไทยในปัจจุบัน”, 2544/2001.

– Kullada Kesboonchoo Mead, The Rise and Decline of Thai Absolutism, 2004.

ก็แลบุคคลสำคัญผู้ริเริ่มสร้างประวัติศาสตร์นิพนธ์รัฐชาติสยามขึ้นย่อมได้แก่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ พระองค์เจ้าดิศวรกุมาร กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงมีบทบาทสร้างรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์กับราชาชาตินิยม เป็นอเนกประการในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยและอื่นๆ รวมทั้งผลิตงานประวัติศาสตร์ของรัฐชาติสยาม จนได้รับการถวายพระสมัญญานามว่า “พระบิดาแห่งประวัติศาสตร์ไทย”

บทบาทผลงานสำคัญของกรมพระยาดำรงฯ ในการนิยาม “ความเป็นไทย” และชี้ให้คนไทยเข้าใจตัวเองโดยอิงอาศัยประวัติศาสตร์เป็นฐานคติอาจเห็นได้จากตัวอย่างเช่น :

– “ชนชาติไทยสามารถปกครองประเทศสยามมาได้นานด้วยคุณธรรมของคนชาติไทย 3 ประการคือ

1. ความจงรักอิสระของชาติ

2. ความปราศจากวิหิงสา และ

3. ความฉลาดในการประสานประโยชน์เป็นอย่างดี” (2470)

– เป้าหมายของการจัดการศึกษาได้แก่ :

“1. รักอิศรภาพแห่งชาติภูมิและประพฤติตนอยู่ในสุจริตธรรม และ

2. มีความรู้ทางวิทยาการ”

– วิธีการจัดการศึกษา : “รัฐบาลมีอำนาจที่จะตกแต่งนิไสยใจคอไพร่บ้านพลเมืองได้ด้วยแต่งหนังสือสำหรับสอนเด็กนักเรียน…” (2449)

อันเป็นฐานที่มาของจินตนากรรมชุมชนชาติไทยในแบบเรียนประถมศึกษาของรัฐราชการไทยตามที่อาจารย์นิธิค้นคว้าสรุปไว้ (2534) กล่าวคือ ชาติไทยและเมืองไทยคือชุมชนหมู่บ้าน (Gemeinschaft) นั่นเอง

ความเกี่ยวโยงระหว่างประวัติศาสตร์กับรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์สยามในผลงานของกรมพระยาดำรงฯ ปรากฏในการค้นคว้าน่าสนใจของศาสตราจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ แห่งมหาวิทยาลัยศิลปากร ซึ่งได้นำเสนอไว้ในงานเสวนา “มรดกสมบูรณาญาสิทธิราชย์?” ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อ 31 พฤษภาคม 2562 ในประเด็นมุมมองประยุกต์เปรียบเทียบเชิงประวัติศาสตร์ศิลป์เรื่อง “โบราณวัตถุ มิวเซียม และรายงานสำรวจในฐานะเครื่องมือสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” (https://www.youtube.com/watch?v=FFuC-6L2Y9o) กล่าวคือ :

โบราณวัตถุ มิวเซียม และรายงานเดินทางสำรวจมีส่วนสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามขึ้นมาภายใต้การอำนวยการของกรมพระยาดำรงฯ (ความรู้ –> การก่อตัวของรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์/การสร้างภูมิกายาชาติสยาม)

ภาระหน้าที่อย่างหนึ่งของหน่วยงานเทศาภิบาลในท้องที่ต่างๆ คือรวบรวมโบราณวัตถุและรายงานสู่ส่วนกลางคือกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อประกอบเข้ากับรายงานเดินทางสำรวจ ข้อมูลโบราณคดี โบราณวัตถุต่างๆ แล้วก็เป็นฐานข้อมูลในการก่อรูปขึ้นเป็น –> พรมแดนศิลปะของสยามประเทศ (artistic boundaries of Siam)

ฉะนั้น จึงมีความสอดคล้องพ้องรับกันอย่างสำคัญในบทบาทฐานะของกรมพระยาดำรงฯ ที่ทรงเป็นเสนาบดีว่าราชการอำนาจรวมศูนย์ส่วนกลางที่มหาดไทย และทรงเป็นบิดาของวิชาโบราณคดีและประวัติศาสตร์ศิลปะไทย

อาจารย์ชาตรีตั้งข้อสังเกตเทียบเคียงว่ากระบวนการนี้พ้องกับข้อสังเกตของ Chandra Mukerji ศาสตราจารย์หญิงด้านการสื่อสารและวิทยาศาสตร์ศึกษาสังกัดมหาวิทยาลัยแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย ณ เมืองซานดิเอโก ผู้เขียนงานโดดเด่นเรื่อง Territorial Ambitions and the Gardens of Versailles (1997) ในกรณีการสร้างรัฐสัมบูรณาญาสิทธิ์ฝรั่งเศสของพระเจ้าหลุยส์ที่สิบสี่ในศตวรรษที่สิบเจ็ด

Mukerji ชี้ให้เห็นความเชื่อมโยงอย่างแยบยลระหว่างกระบวนการยาตราทัพรุกรบยึดดินแดนและวิศวกรรมพื้นที่ต่างๆ กับวัฒนธรรมเชิงวัตถุในการออกแบบพระราชอุทยานที่วังแวร์ซายส์ผ่านการดัดแปลงภูมิทัศน์เพื่อเป็นพาหะจำลองขอบเขตดินแดนแห่งราชอาณาจักรขึ้นมาในจินตนากรรมผ่านศิลปกรรมและธรรมชาติ หรือนัยหนึ่ง :

[Material Culture -> Art World -> Vehicles of Imagination]

ในกรณีสยาม อาจารย์ชาตรีได้ชี้ให้สังเกตการปรากฏขึ้นในช่วงปีไล่ๆ กันของเอกสารและสิ่งปลูกสร้างสำคัญทางภูมิศาสตร์และประวัติศาสตร์ศิลป์จำนวนหนึ่ง ได้แก่ แบบเรียนภูมิศาสตร์ประเทศสยาม (กรมตำรา ศธ. 2468), ตำนานพุทธเจดีย์สยาม (กรมพระยาดำรงฯ 2469), โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร (ยอร์ช เซเดส์ 2471) และ ระเบียงวัดเบญจมบพิตร (อันเป็นที่ประดิษฐานเรียงรายพระพุทธรูปต่างๆ ในลักษณะมิวเซียม) ฯลฯ

ว่ามันร่วมกันสะท้อนความพยายามในการรังสรรค์สร้างภูมิกายาสยามขึ้นผ่านวัฒนธรรมเชิงวัตถุ (material construction of the Siamese geobody) อันได้แก่พุทธเจดีย์ในท้องที่ต่างๆ, โบราณวัตถุที่ถูกจัดระเบียบลำดับ นำเสนอในพิพิธภัณฑ์ และพระพุทธรูปองค์ต่างๆ ในระเบียงวัดเบญจมบพิตร เหล่านี้ถูกปะติดปะต่อเรียบเรียงเป็น -> พาหะจินตนาการสยามผ่านวัฒนธรรมทางวัตถุที่ศูนย์กลางอำนาจรัฐ

อันตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าวัตถุทางวัฒนธรรมสะท้อน DNA ของชาติพันธุ์…

โดยที่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 แม้จะแยกสถาบันกษัตริย์ออกจากชาติในทางอำนาจการเมืองการปกครองและแนวคิดหลักการ แต่กระนั้นกลับไม่ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความรู้โบราณคดี ประวัติศาสตร์ศิลป์ และพิพิธภัณฑ์ดังที่สร้างวางไว้ตั้งแต่สมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (1)

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichonweekly.com

youtube
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...