โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

โลกันตนรก 'นรกเย็น' นอกกำแพงจักรวาล ในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 05 มี.ค. 2566 เวลา 10.28 น. • เผยแพร่ 05 มี.ค. 2566 เวลา 10.17 น.
ภาพประกอบ : โลกันตนรก ในสมุดภาพไตรภูมิฉบับกรุงธนบุรี /หนังสือ : ศิลปะกรุงธนบุรี ผู้เขียน : รศ.ดร.นิรันดร์ ชูวิเชียร สำนักพิมพ์มติชน

เมื่อเอ่ยถึง ‘นรก’ เรามักนึกถึงดินแดนที่มีไฟลุกโชติช่วงแผดเผาอยู่ตลอดเวลา ‘ไฟ’ กับ ‘ความร้อน’ จึงอยู่คู่นรก

อย่างไรก็ดี ‘นรกเย็น’ มีที่ตั้งและรูปพรรณสัณฐานมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไม่เหมือนนรกใด ไม่มีนรกใดเหมือน

‘นรกเย็น’ หรือ ‘โลกันตนรก’ อยู่ไกลแสนไกล อยู่ระหว่างสามจักรวาล ถ้าแต่ละจักรวาลคือวงกลม 3 วง เมื่อเอาสองวงมาเรียงชิดติดกันบนพื้นราบแถวเดียวกัน แล้วเอาวงกลมวงที่สามวางซ้อนไว้บนกึ่งกลางสองวงนั้น จะเกิดช่องว่างเป็นรูปสามเหลี่ยมระหว่างวงกลมทั้งสาม

ช่องว่างดังกล่าวคือ ‘ มีความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานว่า ระหว่างโลก

ภาพของนรกนี้มีบรรยายเปรียบเทียบไว้ในวรรณคดีสมัยสุโขทัยเรื่อง “ไตรภูมิพระร่วง” ว่า

“ฝูงจักรวาลทั้งหลายนี้แล 3 อัน อยู่ใกล้กันดั่งเกียน 3 อันแลวางไว้ข้างกันดั่งบาตร 3 ลูกอันขว้ำไว้ใกล้กันนั้น ระหว่างจักรวาล 3 อันแล มีนรกชื่อว่า “โลกันตนรก” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นรกนี้นอกจากกว้างแสนกว้าง ยังมีลักษณะกลวง เบื้องบนเป็นปล่องยาวไกลไปถึงแดนพรหม เบื้องล่างลงไปเป็นคูที่ลึกจนมองไม่เห็นผิวน้ำ

“ในโลกันตนรกนั้นกว้างได้ 8,000 โยชน์ ด้วยหลายนักหนาแลจะนับบ่มิได้ มีคูลึกวงรีหาพื้นน้ำบ่มิได้ หาฝาเบื้องบนมิได้ เบื้องใต้ไส้น้ำอันชูแผ่นดินนี้หากเป็นพื้น ขึ้นชื่อโลกันตนรกนั้นแล เบื้องบนนั้นเป็นปล่องขึ้นไปเถิงพรหมโลก อันว่าจะมีวิมานเทพดาอยู่ตรงบนโลกันตนรกขึ้นไปนั้นหาบ่มิได้โสด”

โลกันตนรกนั้นมืดตึ๊ดตื๋อ มืดเสียจนมองอะไรไม่เห็นเนื่องจากอยู่นอกกำแพงจักรวาล แสงสว่างจากดวงอาทิตย์ดวงจันทร์ส่องถึงแค่ภายในกำแพงจักรวาลเท่านั้น

โอกาสที่นรกนี้จะเห็นแสงแวบแปลบเดียวหายมีเพียง 5 ครั้ง

ดังที่ “ไตรภูมิพระร่วง” เล่าถึงวาระสำคัญของพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าว่า

“เมื่อท่านเสด็จลงเอาปฏิสนธิในครรภ์พระมารดานั้นก็ดี และเมื่อท่านสมภพจากมาตุคัพโภทรก็ดี และเมื่อพระพุทธิเจ้าตรัสแก่สัพพัญญูตญาณนั้นก็ดี และเมื่อพระพุทธิเจ้าตรัสเทศนาพระธรรมจักรนั้นก็ดี แลเมื่อพระพุทธิเจ้าเสด็จเข้าสู่นิพพานนั้นก็ดี ในกาลทั้ง 5 ครั้งนี้ ในโลกกันตนรกนั้นจิงได้เห็นหนแท้นักหนา คนซึ่งอยู่ในนรกนั้นจิงได้เห็นกันแล”

ถึงจะมีแสงสว่างเมื่อพระพุทธองค์ทรงถือกำเนิด ประสูติ ตรัสรู้ เทศนาธรรมครั้งแรก และเสด็จสู่ปรินิพพาน แต่เป็นเวลาสั้นๆ ชั่วพริบตา ดังที่ “ไตรภูมิพระร่วง” เปรียบเทียบว่า

“เห็นเร็วประมาณดีดนิ้วมือเดียวไส้ เห็นปานดังสายฟ้าแมลบคาบเดียวไส้…ฯลฯ…ก็กลับมืดไปดั่งเก่าแล”

นั่นคือเห็นแสงสว่างชั่วเวลาดีดนิ้วมือหรือเพียงฟ้าแลบแวบเดียว แต่กระนั้นก็เพียงพอที่จะทำให้ ‘ฝูงสัตว์ซึ่งได้ไปเกิดในโลกันตนรกนั้น’ รู้ตัวว่าไม่ได้อยู่เพียงลำพังท่ามกลางความมืดมิดหนาวเย็น ลองนึกภาพผู้คนที่ทำร้ายพ่อแม่และพระสงฆ์ ยุงยงให้สงฆ์แตกกัน เมื่อตายแล้วไปเกิดในโลกันตนรก ตัวจะใหญ่โตเหลือหลาย เล็บมือเล็บตีนเหมือนค้างคาวร่างมหึมา และมีพฤติกรรมไม่ต่างกัน คือเอาตีนที่มีเล็บยาวแหลมเกาะกำแพงจักรวาลห้อยหัวลงมา

“ตนเขานั้นใหญ่นักหนาโดยสูงได้ 6,000 วา เล็บตีนแลเล็บมือเขานั้นดั่งผืนค้างคาว แลใหญ่ยาวนักหนาสมด้วยตัวอันใหญ่นั้น เล็บนั้นเสี้ยมนักหนาผิแลเกาะแห่งใดก็ติดอยู่แห่งนั้น เขาเอาเล็บเขานั้นเกาะกำแพงจักรวาลหมั้นหน่วงอยู่แล เขาห้อยตนอยู่ดั่งค้าวคาวนั้นแล”

แม้ดินแดนแห่งนี้มืดสนิท แต่บรรดาสัตว์นรกที่ห้อยหัวลงมาเป็นระนาวเหล่านี้หิวขึ้นมาก็ไม่อยู่เฉย ป่ายปีนอุตลุดควานหาของกินให้ควั่ก เมื่อไปโดนมือกันเข้าก็กินกันเองด้วยการตะครุบจับกอดรัดฟัดกันจนตกลงไปในน้ำเย็นเฉียบเบื้องล่าง

“เมื่อเขาอยากอาหารนักหนาไส้ เขาปีนไปมาเพื่อจะหากิน ครั้นได้ต้องมือกันเข้าไส้ ใจเขานึกว่าเข้ากินก็จับกุมกันกิน คนผู้หนึ่งนั้นก็ใส่ใจว่าของกิน จิงคนทั้งสองนั้นก็จับกุมกันกิน ต่างคนต่างตะครุบกันกิน ก็รัดเอาด้วยกันทั้งสองมือ ก็ตกลงทั้งสองคนในน้ำอันชูแผ่นดินนี้”

ผืนน้ำในโลกันตนรกมิใช่น้ำธรรมดา แต่เป็น ‘น้ำกรดเย็นยะเยือก’ กัดกร่อนทำลายร่างแหลกสลายตายทันที

“เมื่อเขาตกลงในน้ำนั้น ดุจลูกไม้อันใหญ่แลหล่นลงในน้ำนั้นแล ใต้น้ำนั้นโสด แต่แรกตั้งแผ่นดิน แดดบ่ห่อนจำไปต้องน้ำนั้นได้สักคาบหนึ่งเลย แลน้ำนั้นเย็นนักหนา ครั้นว่าเขาตกลงมาในน้ำนั้น บัดเดี๋ยวใจไส้ ตนเขาก็เปื่อยแหลกออกไปสิ้น ดั่งก้อนอาจมซึ่งตกลงในน้ำนั้น”

ตกนรก คือ ทนทุกข์ทรมานยาวนานไม่สิ้นสุด ตราบใดยังไม่หมดกรรมร่างที่เปื่อยยุ่ยย่อยสลายไปเพราะน้ำกรดก็คืนตัวตนขึ้นมาใหม่ กลับไปเกาะกำแพงห้อยหัวลงมาตามเดิม สู่วงเวียนกรรมทนทุกข์ทรมานตายแล้วเป็น เป็นแล้วตายเช่นนี้เรื่อยไปยาวนานชั่วพุทธันดรกัลป์

‘พุทธันดรกัลป์’ คือ ช่วงเวลานานแสนนานระหว่างพระพุทธเจ้าสองพระองค์ เมื่อองค์หนึ่งจากไป กว่าอีกองค์จะมา นึกดูแล้วกันว่านานแค่ไหน

ในเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” โลกันตนรกเป็นส่วนหนึ่งในคำสาบานของพระไวยว่าจะรักมั่นแต่นางศรีมาลาเท่านั้น หากผิดคำขอให้ตกนรกโลกันต์

“พี่จะให้ความสัตย์ปัฏิญาณ ขอบันดาลเทพดาจงมาฟัง

ถ้าพี่นี้ทิ้งขว้างร้างหย่า ไม่เลี้ยงเจ้าศรีมาลาไปวันหลัง

ขอให้มีอันเป็นเห็นจริงจัง ลงนรกตกกระทั่งถึงโลกันต์”

ไม่เพียงเรื่องรัก แม้เรื่องรบ เมื่อพระเจ้าเชียงใหม่ยอมแพ้สองพ่อลูกคือ ขุนแผนและพลายงาม ก็ให้คำสัตย์สาบานว่าจะจงรักภักดีสมเด็จพระพันวษา ถ้าคิดคด ตายแล้วก็ขอให้ตกนรกโลกันต์

“ทุกสิ่งสิ้นสารพัดเป็นสัจจัง ชาติกษัตริย์ตรัสดังว่าช้างงา

ถ้าขืนคดหดเหี้ยนเหมือนเศียรเต่า ขอให้เราสิ้นชีวังสังขาร์

แล้วทนทุกข์ท่วมหัวชั่วกัลป์ปา ในมหาโลกันต์แต่วันตาย”

ต่อให้พระไวยทิ้งศรีมาลา หรือพระเจ้าเชียงใหม่คิดคดต่อสมเด็จพระพันวษา ก็ไม่ตกโลกันตนรกแน่นอน เพราะมิได้ ‘กระทำร้ายแก่พ่อแลแม่แลสมณพราหมณาจารย์ผู้มีศีลแลยุยงสงฆ์ให้ผิดกัน’

รู้ทั้งรู้ยังกล้าสาบาน •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...