โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รู้หรือไม่ “ช้าง” คือ หนึ่งใน “สินค้าส่งออก” ที่ขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 13 พ.ค. 2567 เวลา 05.47 น. • เผยแพร่ 10 พ.ค. 2567 เวลา 06.19 น.
การจับช้างในเพนียด

หลักฐานจารึกสุโขทัยหลักที่ 1 กล่าวว่า รัชสมัยของพ่อขุนรามคำแหงมี “การค้าช้าง” และม้าในกรุงสุโขทัย อย่างไรก็ดีการค้าช้างในยุคนั้นยังเป็นการค้าในวงจำกัด คือระหว่างชุมชนหรือเมืองที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากกันนัก เพราะช้างเป็นสัตว์ใหญ่ การขนส่งลำเลียงค่อนข้างยุ่งยาก

มาถึงสมัยกรุงศรีอยุธยา หลังเสียกรุงครั้งที่ 1 “การค้าช้าง” ขยับขยายถึงขั้นมี “การส่งออก” ทางทะเล

พระราชพงศาวดารกรุงเก่ากล่าวว่า ครั้งที่สมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงทำสงครามยุทธหัตถีมีชัยชนะทรงได้ช้างใหญ่สูง 6 ศอก มาถึง 300 ช้าง ช้างพลายและพังระวางเพรียวอีก 500 เชือก แต่ก็มีความจำเป็นในการใช้อยู่มาก ประกอบกับหัวเมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี ซึ่งเมืองท่าของสยามถูกพม่ายึดไว้ตั้งแต่ครั้งเสียกรุง

การค้าช้างสมัยกรุงศรีอยุธยาสันนิษฐานว่าเริ่มขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ หรือรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งเป็นช่วงเวลาบ้านเมืองสงบสุข ถึงรัชกาลสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง หัวเมืองมะริด และตะนาวศรี เมืองท่าส่งออกสินค้าไปยังอ่าวเบงกอลกลับมาอยู่ในความควบคุมของอยุธยาโดยสมบูรณ์ ทำให้การส่งออกสินค้าต่างๆ รวมถึงช้าง เดินทางสู่ฝั่งตะวันตกได้สะดวกขึ้น

หนังสือ “สำเภากษัตริย์สุไลมาน” บันทึกการเดินทางของคณะทูตอิหร่านที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสยามสมัยสมเด็จพระนารายณ์ กล่าวว่า ช้างเป็นสินค้าส่งออกสำคัญอย่างหนึ่งของสยาม ทุกปีพระมหากษัตริย์จะทรงจัดให้มีการคล้องช้าง โดยแต่ละครั้งจะจับช้างได้ราว 200-400 ตัว ช้างส่วนหนึ่งจะถูกฝึกให้เชื่องเพื่อใช้งานและส่งขาย

ตลาดค้าช้างใหญ่ที่สุดคือบริเวณรอบอ่าวเบงกอล ได้แก่ แถบเมืองท่าชายทะเลฝั่งตะวันตกของสยาม และฝั่งตะวันออกของอินเดีย ส่วนเมืองท่าหลักที่ส่งออกช้างจากสยาม คือ เมืองทวาย มะริด และตะนาวศรี กับเมืองที่อยู่ในคาบสมุทรภาคใต้ฝั่งตะวันตก คือ ตรัง

จากเมืองท่าดังกล่าว ช้างจะถูกลำเลียงไปยังเมืองท่าฝั่งตะวันออกของอินเดีย โดยมีตลาดรับซื้อใหญ่ 2 แห่ง ได้แก่ เมืองท่าของอาณาจักรเบงกอล และเมืองท่าแถบชายฝั่งโคโรแมนเดล ลงไปจนถึงศรีลังกา โดยช้างสยามที่ส่งออกไปจำหน่ายนั้น จะใช้เป็นแรงงานชักไม้ออกจากป่า เป็นพาหนะในการเดินทาง และทำสงคราม

ฟรังซัวส์ อังรี ตุรแปง บันทึกความสำคัญการค้าช้างของสยามใน “ประวัติแห่งพระราชอาณาจักรสยาม” ว่า “…พระเจ้าแผ่นดินและบรรดาเจ้านายจับช้างได้เป็นอันมาก จึงทรงเลือกช้างงามๆ ไว้ใช้งาน และส่งเชือกที่เหลือไปเมืองมะริด เพื่อขายให้แก่พ่อค้า…และนำเอาผ้างามๆ จากเบงกอล เมืองสหรัตและประเทศเปอร์เซียมาแลกเปลี่ยน

*เกือบทุกปีมีการขายช้างอย่างน้อยห้าสิบเชือก การค้าช้างนี้แหละ ทำให้พระราชอาณาจักรสยามมีผ้าทุกชนิดมากมายซึ่งนำมาจากทุกภูมิภาคในเอเชีย นี่แหละความร่ำรวยอันแท้จริงของชาวสยาม ซึ่งอาศัยการค้าช้างและค้างาช้างจึงได้รับผลผลิตต่างๆ จากต่างประเทศ…”*

การค้าช้างของสยามส่วนใหญ่ดำเนินการโดยพ่อค้าแขก โดยเฉพาะพ่อค้าชาวอินเดีย เนื่องจากช้างสยามเป็นที่นิยมมากในอินเดีย ทั้งในเบงกอล และเดคคาน

“สำเภากษัตริย์สุไลมาน” บันทึกว่าราคาช้างในสยามตกอยู่ราวตัวละ 7 ถึง 8 โตมาน (เงินอิหร่าน 1 โตมาน เทียบได้กับเงินอังกฤษประมาณ 3 ปอนด์เศษในช่วงเวลานั้น ราคาช้างหนึ่งเชือกจึงน่าจะอยู่ที่ 20-25 ปอนด์อังกฤษ) แต่ถ้าช้างรอดชีวิตจากการเดินทางและนำไปขายยังต่างประเทศจะได้ราคาถึง 30 โตมาน (ราว 100 ปอนด์) ราคาที่เพิ่มขึ้นถึง 4 เท่า เป็นแรงจูงใจที่ทำให้พ่อค้าแขกอินเดียซื้อช้างสยามไปขาย

การค้าช้างของสยามเฟื่องฟูอยู่หลายสิบปี ก็เริ่มซบเซาเมื่ออิทธิพลของชาวตะวันตกในราชสำนักสยามเพิ่มขึ้น การค้าที่เคยอยู่ในมือของพวกมุสลิมปลี่ยนไปอยู่กับชาวตะวันตก โดยเฉพาะคอนสแตนติน ฟอลคอน หรือ ออกญาวิชาเยนทร์ ที่ปรึกษาของสมเด็จพระนารายณ์ แทนที่อกามะหะหมัด หรือออกญาศรีเนาวรัตน์ ขุนนางมุสลิมเชื้อสายอิหร่าน ซึ่งถึงอนิจกรรมไปเสียก่อน

ฟอลคอนสนับสนุนการค้าของชาวตะวันตก แต่ขัดขวางการค้าของพวกมุสลิม จนเป็นเหตุให้พ่อค้าแขกไม่พอใจ และได้ร่วมกันต่อต้านการค้าของสยามที่ผ่านทางพ่อค้ายุโรป โดยไม่ยอมช่วยเหลือกระจายสินค้าของสยามในตลาดฝั่งตะวันตกเหมือนก่อน ทางการสยามก็ตอบโต้ ด้วยการยึดเรือสินค้าของมุสลิมในแถบเมืองท่าของสยาม ฯลฯ ความขัดแย้งรุนแรงถึงขั้นประกาศสงครามแก่กัน ส่งผลให้การค้าระหว่างสยามกับรัฐต่างๆ ในอินเดียประสบภาวะชะงักงัน

ความขัดแย้งระหว่างสยามกับอินเดียช่วงปลายรัชสมัยสมเด็จพระนารายณ์ พ่อค้ามุสลิมจากอินเดียหันไปซื้อช้างจากหัวเมืองมอญและพม่า เช่น พะโค (หงสาวดี) ซึ่งกลายเป็นตลาดการค้าที่รุ่งเรืองขึ้นในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 23 แถมยังมีราคาถูกกว่าช้างของสยามอีกด้วย

สาเหตุอีกประการหนึ่งที่ทำให้การค้าช้างซบเซาลง ก็เพราะความต้องการช้างในการใช้งานน้อยลง เนื่องจากรัฐมุสลิมชีอะห์ในแคว้นเดคคาน รวมทั้งอาณาจักรเบงกอล ได้ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของจักรพรรดิโมกุลเสียแล้ว ทำให้ความต้องการช้างเพื่อใช้ในสงครามพลอยลดน้อยลงไปด้วย

การค้าช้าง ได้รับการฟื้นฟูอีกครั้งในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย แต่ได้เปลี่ยนไปใช้เส้นทางค้าขายที่เมืองตรังแทน เพราะทวาย มะริด และตะนาวศรี ถูกพม่ายึดไปได้ตั้งแต่เสียกรุงครั้งที่ 2 และการค้าช้างของหลวงคงยกเลิกไปในรัชกาลที่ 4 เมื่อมีการยกเลิกพระคลังสินค้า อันเป็นการยกเลิกระบบผูกขาดทางการค้าของราชสำนักนั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

หมายเหตุ :

บทความนี้เขียนเก็บความจาก ดร. จุฬิศพงศ์ จุฬารัตน์. “ช้างเป็นสินค้า ค้าช้างสมันอยุธยา” ใน, ศิลปวัฒนธรรม มกราคม 2547.

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 10 พฤษภาคม 2567

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : รู้หรือไม่ “ช้าง” คือ หนึ่งใน “สินค้าส่งออก” ที่ขึ้นชื่อของกรุงศรีอยุธยา

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...