โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ทีมนักวิทย์จีน-สิงคโปร์ใช้ AI วินิจฉัย-รักษา ‘โรคเบาหวาน’

Xinhua

อัพเดต 30 ก.ค. 2567 เวลา 17.00 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2567 เวลา 10.00 น. • XinhuaThai

× กรุณาติดต่อทีมงานเพื่อดาวน์โหลดคลิป

(แฟ้มภาพซินหัว : ทีมแพทย์ปรึกษาหารือที่โรงพยาบาลในนครเสิ่นหยาง มณฑลเหลียวหนิงทางตะวันออกเฉียงเหนือของจีน วันที่ 25 มี.ค. 2024)

ปักกิ่ง, 30 ก.ค. (ซินหัว) — ทีมนักวิทยาศาสตร์ของจีนและสิงคโปร์ร่วมมือริเริ่มการใช้เครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับการดูแลรักษาโรคเบาหวานเบื้องต้น ซึ่งถือเป็นโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) หลายรูปแบบชิ้นแรกของโลกที่ออกแบบมาเพื่อจัดการกับโรคเรื้อรังที่พบได้มากชนิดนี้

รายงานคาดว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานกว่า 500 ล้านคนทั่วโลกในปี 2021 ซึ่งส่วนใหญ่อาศัยอยู่ในกลุ่มประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลาง ภูมิภาคเหล่านี้มักเผชิญกับการขาดแคลนแพทย์ระดับปฐมภูมิ และสามารถเข้าถึงการตรวจคัดกรองโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาได้อย่างจำกัด

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยชิงหัว มหาวิทยาลัยเซี่ยงไฮ้ เจียวทง และมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ร่วมพัฒนาระบบที่คล้ายกับจีพีที-4 (GPT-4) ที่สามารถให้คำแนะนำการจัดการโรคเบาหวานเฉพาะบุคคลสำหรับแพทย์ระดับปฐมภูมิได้

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ เมดิซีน (Nature Medicine) เมื่อไม่นานนี้ ระบุว่าแพลตฟอร์มรูปภาพ+ภาษา หรือดีพดีอาร์-แอลแอลเอ็ม (DeepDR-LLM) ได้รับการออกแบบมาสำหรับใช้ประโยชน์จากพลังของโมเดลภาษาขนาดใหญ่และการเรียนรู้เชิงลึก เพื่อมอบโซลูชั่นสำหรับการวินิจฉัยด้วยภาพทางการแพทย์และมอบคำแนะนำการรักษาที่เหมาะสม

ทีมงานใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่แบบโอเพนซอร์ส (open-source LLM) ซึ่งใช้คำแนะนำด้านการจัดการ 371,763 รายการจากผู้เข้าร่วม 267,730 คน จากนั้นจึงตรวจสอบโมดูลรูปภาพโดยใช้ชุดข้อมูล 21 ชุดที่มีภาพจอตาแบบมาตรฐานหรือโอนย้ายได้จาก 7 ประเทศ ได้แก่ จีน สิงคโปร์ อินเดีย ไทย สหราชอาณาจักร แอลจีเรีย และอุซเบกิซสถาน

การศึกษาระบุว่าระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพทัดเทียมกับแพทย์ระดับปฐมภูมิเมื่อใช้งานในภาษาอังกฤษ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเมื่อใช้งานในภาษาจีน ขณะที่ความแม่นยำเฉลี่ยของแพทย์ระดับปฐมภูมิในการระบุโรคเบาหวานขึ้นจอประสาทตาแบบไม่ได้ใช้ระบบอยู่ที่ร้อยละ 81 และมีความแม่นยำเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 92.3 เมื่อใช้ระบบ

ทั้งนี้ ทีมนักวิจัยสนับสนุนการประยุกต์ใช้ระบบดังกล่าวในเกณฑ์การดูแลรักษาโรคเบาหวานเบื้องต้น เพราะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการวินิจฉัยและการรักษาอย่างชัดเจน ส่งผลให้ผู้ป่วยโรคเบาหวานมีผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ดีขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...