ผู้ว่าฯนนท์ พร้อมชลประทาน เร่งแก้ไขเขื่อนริมเจ้าพระยาทรุด ในพื้นที่บางกรวย
จากเหตุการณ์เขื่อนป้องกั้นน้ำท่วมตั้งแต่ประตูระบายน้ำปากคลองบางกรวยจนถึงหน้าวัดลุ่มคงคารามได้พังลงแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นระยะทางประมาณ 50 เมตร โดยเหตุเกิดตั้งแต่เวลา 20.00 น.วันที่ 11 พ.ค.2567
วันนี้ (13 พฤษภาคม 2567) ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่บริเวณประตูระบายน้ำปากคลองบางกรวย พบว่าวันนี้ทางนายชุติมันต์ สกุลพราหมณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 นำวิศวะกรพร้อมเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบสาเหตุเขื่อนป้องกันน้ำที่พังลงมา และเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน
นายชุติมันต์ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นการสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งริมแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณประตูระบายน้ำคลองบางกรวย โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เพื่อพัฒนาแหล่งชุมชนที่อยู่ใกล้โรงไฟฟ้า ซึ่งทางการไฟฟ้าได้สนับสนุนงบประมาณมาประมาณ 38 ล้านบาทเพื่อทำการซ่อมแซมเขื่อนป้องกันตลิ่งดังกล่าวเพราะมีน้ำรั่วน้ำซึมเข้าจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน หลังเกิดเหตุทางกรมชลประทานก็ไม่ได้นิ่งนอนใจจะเข้าดำเนินการตรวจสอบและเร่งซ่อมแซมให้ใช้งานได้อย่างปกติ
นายชุมันต์ กล่าวว่า สำหรับโครงการนี้มีการก่อสร้างตั้งแต่วัดค้างคาว ไปจนถึงวัดลุ่ม ระยะทางประมาณ 380 เมตร เขื่อนนี้สร้างมาตั้งแต่ปี 55 มีการใช้งานมาหลายปี และบริเวณที่เขื่อนพังนั้นเป็นพื้นที่คุ้งน้ำ ทำให้เกิดการเซาะกร่อน เราจึงระวังและหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องมือหนัก โดยใช้คนแทนในการขนหินคลุกมาลงเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย หลังจากนี้ทางเราจะรีบแก้ไขเบื้องต้นทางทีมวิศวกรจะมีการนำแผ่นเหล็กชีทไพล์มาวางเป็นแนว หลังจากนั้นก็จะนำดินและหินคลุกมาลง คาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน ส่วนที่พังก็จะทุบทิ้งแล้วสร้างขึ้นใหม่ให้ได้มาตรฐาน สำหรับชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบเราได้เข้าไปพูดคุยทำความเข้าใจแล้ว บ้านไหนที่เสียหายทางเราจะซ่อมแซมให้เหมือนเดิม
ต่อมานายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี พร้อมคณะได้เดินทางมาตรวจสอบ จุดที่เขื่อนพังบริเวณประตูระบายน้ำปากคลองบางกรวย โดยทางเจ้าหน้าที่กรมชลประทานได้มีการอธิบายถึงสาเหตุที่เขื่อนพังทรุดตัว
นายสุธี ทองแย้ม ผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรี กล่าวว่า วันนี้ลงมาดูเขื่อนที่พังเสียหาย เนื่องจากตอนนี้นนทบุรีกำลังทำโครงการซ่อมแซมอาคารประกอบประตูระบายน้ำปากคลองบางกรวย เพราะที่ผ่านมาเมื่อน้ำท่วมเกิดจากน้ำรอดใต้เขื่อนแนวผนังกั้นน้ำเข้าไปท่วมในพื้นที่ จึงได้หาวิธีป้องกันไม่ให้น้ำรอดใต้เขื่อนหรือผนังกั้นน้ำเข้าไปท่วมบ้านเรือนประชาชนด้านในเขตอำเภอบางกรวย จึงได้หาวิธีโดยกรมชลประทานจังหวัดนนทบุรีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำดินมาถมด้านในแนวหลังเขื่อน แต่เนื่องจากระหว่างก่อสร้างน้ำขึ้นลงมาก จะเกิดการทรุดตัวของแนวกำแพงเขื่อนเอนลงไปในแม่น้ำเจ้าพระยา ดึงจนกำแพงหักล้มลงไปประมาณ 50 เมตร ซึ่งจากผลที่กำแพงล้มตรงนี้จะทำให้นนทบุรีไม่สามารถป้องกันน้ำท่วมในช่วงที่น้ำขึ้นได้ เดิมจะควบคุมโดยประตูควบคุมน้ำปากคลองบางกรวย แต่ตอนนี้เมื่อแนวกำแพงเขื่อนพัง น้ำก็จะไหลเข้าไปโดยไม่สามารถควบคุมได้ แต่ช่วงนี้เป็นช่วงที่น้ำยังอยู่ในภาวะปกติ คือน้ำยังไม่ท่วมแต่มีปัญหาเรื่องน้ำเค็ม ก็จะพยายามกั้นน้ำเค็มไม่ให้เข้าไปในคลองมากเกินไป โดยการปิดประตูควบคุมน้ำ
แต่ตอนนี้เมื่อช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำก็จะขึ้นมาอีกประมาณ 1 ถึง 2 เซนติเมตรก็ไม่มากนัก ก็ไม่ส่งผลกระทบอะไรกับบ้านเรือนประชาชน แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร เพื่อกันน้ำก่อนที่ฤดูน้ำหลากจะมาถึง ซึ่งได้คุยกับสำนักชลประทานที่ 11 แล้ว จะมีการซ่อมชั่วคราวก่อน เพราะถ้าจะให้ทำเหมือนเดิมจะใช้เวลาข้ามปี ไม่ทันช่วงเวลาน้ำหลาก การซ่อมชั่วคราวก็ใช้ชิปพายเสียบเป็น 2 แนวและใช้ดินลง ส่วนที่มีข่าวว่าบ้านเรือนประชาชนเสียหาย จริงๆแล้วเกิดจากชาวบ้านมาสร้างบ้านชิดแนวกำแพงเขื่อนมากเกินไป เมื่อมีโครงการที่จะปรับปรุงโดยการนำหินคลุกมาลงคู่กับกำแพงเพื่อไม่ให้น้ำรอดเข้ามา หินก็อาจจะไหลไปดันเสาบ้านบ้าง ทางชลประทานจังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นเจ้าของโครงการก็ได้เข้ามาพูดคุย แล้วลดการใช้เครื่องจักรลงและใช้กำลังคนแทน เพื่อไม่ให้กระทบกับชาวบ้าน ส่วนที่เสียหายทางชลประทานจังหวัดก็จะเข้ามาดูแล ตรงนี้ตนให้ความสำคัญเพื่อซ่อมแซมในการป้องกันน้ำหลากให้เร็วที่สุด