ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น “จีน-อินเดีย” ปีนี้โตแรง น่าลงทุนมากแค่ไหน
ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น “จีน-อินเดีย” น่าลงทุนมากแค่ไหน หลังจากช่วงต้นปีปรับเพิ่มขึ้นแรง
วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศจีนและอินเดียเป็น 2 ตลาดหุ้นที่กำลังถูกจับมาอย่างมากในตอนนี้ ด้วยการเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย โดยตั้งแต่เปิดปี 2567 หุ้นจีนกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้งหลังรัฐบาลจีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาสนับสนุนตลาดหุ้นมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียเองก็ยืนระยะได้อย่างมั่นคงวิ่งเป็นขาขึ้น ราคาแพงแล้วก็ยังแพงได้อีก จนน่าดึงดูดให้เข้าไปตามเทรนด์อย่างมาก
ความน่าสนใจตลาด หุ้นจีน-อินเดีย
นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมากองทุนหุ้นจีนเติบโตในทิศทางขาขึ้น โดย H-Share (ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง) สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกง ผลตอบแทนต้นปี (YTD) 20%, A-Share (ตลาดหลักทรัพย์จีน) สกุลเงินหยวน ผลตอบแทน (YTD) อยู่ที่ 11%, หุ้นจีน All-China ที่กระจายไปได้หลากหลายตลาด ผลตอบแทน (YTD) อยู่ที่ 15-17%
โดยสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นและตลาดฮ่องกงบวกขึ้นค่อนข้างแรง เนื่องจากหุ้นที่จดทะเบียนที่ฮ่องกงเป็นหุ้นขนาดใหญ่รวมถึงมีหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนที่ลงทุน ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่เข้ามามองเรื่องราคาถูก และเทรนด์ AI เป็นที่นิยมจึงมาลงทุนหุ้น H-Share มากกว่า ขณะที่ A-Share ยังมีนักลงทุนที่กังวลเรื่องการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จีนที่อาจไม่ตามเป้าหมาย 5% รวมถึงการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่ยังไม่ฟื้นตัว
“มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสุดท้ายเทคโนโลยีจีนจะตามทันสหรัฐ อย่างหุ้น 7 นางฟ้าที่วิ่งไป P/E 20-30 เท่า ขณะที่หุ้นเทคจีน Valuation ราคาถูกกว่า จึงมีนักลงทุนเข้ามาลากหุ้นกลุ่มเทคให้วิ่งแรง”
ด้านตลาดหุ้นอินเดีย “ชยนนท์” กล่าวว่า ผลตอบแทนกองทุนต้นปี (YTD) เพิ่มขึ้นประมาณ 10-16% จะเห็นว่าบวกน้อยกว่าตลาดหุ้นจีน แต่ตลาดหุ้นอินเดียบวกแรงตั้งแต่ปี 2565-2566 แล้ว เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศอันดับ 2 ที่อยู่ใน MSCI Emerging Market รองจากประเทศจีน ซึ่งจากที่จีนเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา นักลงทุนจึงมองหาการลงทุนในเอเชียที่สามารถรองรับเม็ดเงินได้
ขณะที่สาเหตุปีนี้อินเดียวิ่งได้ช้า เป็นผลมาจากฟันด์โฟลว์ส่วนหนึ่งกลับไปที่ประเทศจีน แต่หากดูที่โครงสร้างจะเห็นว่า GDP โตที่ระดับ 6% เป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี
อินเดียลงทุนระยะยาวปลอดภัย
นอกจากนี้ สาเหตุที่อินเดียเป็นตลาดเทรนด์ขาขึ้นค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากอินเดียอยู่ในจุดที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับตลาดใด ๆ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาเนื่องจากยังคงต้องมีการทำธุรกิจร่วมกันและอินเดียมีประชากรที่มาก ในอนาคตอาจจะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งนี้จึงมองว่าหากลงทุนระยะยาวหุ้นอินเดียปลอดภัยกว่าหุ้นจีน
เลือกตั้งสหรัฐยังกดดันจีน
ทั้งนี้มองไปข้างหน้าตลาดหุ้นจีนผลตอบแทนยังน่าลงทุน โดยเฉลี่ยค่า P/E ปัจจุบัน Valuation ของ A-Share และ H-Share ถูกกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ประมาณ 10 เท่า หากนักลงทุนในจีนเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลมีมาตรการที่สนับสนุน มองว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์เข้าไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่ามีอัพไซด์จำกัด เนื่องจากเป็นปีของการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ที่จะมีการขึ้นกำแพงภาษี ทำให้การวิ่งขึ้นของหุ้นจีนมีจำกัดได้
“ถามว่าหุ้นจีนจะ outperform ตลาดหุ้นอื่น ๆ ได้ไหมยังคงไม่แน่ใจ เพราะว่าเรื่องความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศยังปกคลุมตลาดหุ้นจีนอยู่ ทั้งนี้มองว่าระยะสั้น 3-6 เดือน จีนยังมีอัพไซด์ จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาและหากมีการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มจีนอาจเกิดปัญหาได้ หุ้นจีนถือยาวไม่ค่อยได้กำไร แต่ระหว่างทางนั้นแกว่งขึ้นลงตลอด”
หุ้นจีนถูกผลตอบแทนคุ้มเสี่ยง
ด้านนายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ บลจ.จิตตะ เวลธ์ กล่าวว่า ในปีนี้ ข้อมูล ของ จิตตะ เวลธ์ แนะนำลงทุนในจีน เพราะ AI ของเราวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานเห็นหุ้นดีราคาถูก กำไร บจ.ฟื้นตัว ซึ่งเมื่องบฯดีทำกำไรเชื่อว่าในอนาคตเม็ดเงินก็จะกลับเข้ามา แต่ก็ยังมีปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามากระทบ ดังนั้นการลงทุนในช่วงสั้นอาจผันผวนต่อได้ แต่ในระยะยาวเม็ดเงินก็ต้องไหลเข้ามาในตลาดที่หุ้นดีราคาถูกเช่นกัน
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเป็นอีกดัชนีที่ชี้วัดอำนาจเศรษฐกิจ และจีนที่กำลังแข่งขันกับสหรัฐเพื่อก้าวเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจย่อมไม่ทำลายตลาดหุ้นของตัวเองแน่นอน แม้ที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ จะออกมาไม่เอื้อต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม
“เรายังแนะนำลงทุนหุ้นจีน ราคายังถูกมาก และผลตอบแทนก็คุ้มความเสี่ยง รวมถึงหุ้นเทคขนาดเล็ก ที่ราคาปรับตัวลดลงไปมากกว่าหุ้นเทคขนาดใหญ่ หรืออาจจะเลือกลงทุน Global ETF ลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้”
ส่วนตลาดหุ้นอินเดีย ถือว่าราคาแพงมาก แต่ตราบใดที่คนยังใส่เงินเข้าไปหุ้นก็ยังขึ้นได้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตดี ประชากรเติบโตดี แต่ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง จากราคาที่ขึ้นไปมากและช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเงินไหลเข้าไปลงทุนมาก จากการขายหุ้นจีนออก ดังนั้นเมื่อหุ้นจีนฟื้นตัว โอกาสที่คนจะขายทำกำไรหุ้นอินเดียและเข้าตลาดหุ้นจีนได้
- ไทยคนโสดมากขึ้น 40.5% สภาพัฒน์แนะส่งเสริมแอปหาคู่ หนุน Work-life Balance
- เปิด 10 อันดับกองทุน “หุ้นอินเดีย” ผลตอบแทนสูงสุดย้อนหลัง 3 ปี
- จิตตะ เวลธ์ ชี้หุ้นจีน-ฮ่องกงเด่น ชูลงทุนด้วย AI ผลตอบแทนเหนือตลาด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น “จีน-อินเดีย” ปีนี้โตแรง น่าลงทุนมากแค่ไหน
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net