โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น “จีน-อินเดีย” ปีนี้โตแรง น่าลงทุนมากแค่ไหน

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 28 พ.ค. 2567 เวลา 03.44 น. • เผยแพร่ 28 พ.ค. 2567 เวลา 03.33 น.

ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น จีน-อินเดีย น่าลงทุนมากแค่ไหน หลังจากช่วงต้นปีปรับเพิ่มขึ้นแรง

วันที่ 28 พฤษภาคม 2567 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ประเทศจีนและอินเดียเป็น 2 ตลาดหุ้นที่กำลังถูกจับมาอย่างมากในตอนนี้ ด้วยการเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย โดยตั้งแต่เปิดปี 2567 หุ้นจีนกลับมาอยู่ในแดนบวกอีกครั้งหลังรัฐบาลจีนมีการกระตุ้นเศรษฐกิจ และหันมาสนับสนุนตลาดหุ้นมากขึ้น ขณะที่ตลาดหุ้นอินเดียเองก็ยืนระยะได้อย่างมั่นคงวิ่งเป็นขาขึ้น ราคาแพงแล้วก็ยังแพงได้อีก จนน่าดึงดูดให้เข้าไปตามเทรนด์อย่างมาก

ความน่าสนใจตลาด หุ้นจีน-อินเดีย

นายชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัทหลักทรัพย์นายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุน (บลน.) ฟินโนมีนา เปิดเผยว่า ในช่วงต้นปีที่ผ่านมากองทุนหุ้นจีนเติบโตในทิศทางขาขึ้น โดย H-Share (ตลาดหลักทรัพย์ฮ่องกง) สกุลเงินดอลลาร์ฮ่องกง ผลตอบแทนต้นปี (YTD) 20%, A-Share (ตลาดหลักทรัพย์จีน) สกุลเงินหยวน ผลตอบแทน (YTD) อยู่ที่ 11%, หุ้นจีน All-China ที่กระจายไปได้หลากหลายตลาด ผลตอบแทน (YTD) อยู่ที่ 15-17%

โดยสาเหตุที่ทำให้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นและตลาดฮ่องกงบวกขึ้นค่อนข้างแรง เนื่องจากหุ้นที่จดทะเบียนที่ฮ่องกงเป็นหุ้นขนาดใหญ่รวมถึงมีหุ้นเทคโนโลยีบางส่วนที่ลงทุน ดังนั้นนักลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) ที่เข้ามามองเรื่องราคาถูก และเทรนด์ AI เป็นที่นิยมจึงมาลงทุนหุ้น H-Share มากกว่า ขณะที่ A-Share ยังมีนักลงทุนที่กังวลเรื่องการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) จีนที่อาจไม่ตามเป้าหมาย 5% รวมถึงการลงทุนภาคอสังหาริมทรัพย์จีนที่ยังไม่ฟื้นตัว

“มีนักลงทุนกลุ่มหนึ่งที่เชื่อว่าสุดท้ายเทคโนโลยีจีนจะตามทันสหรัฐ อย่างหุ้น 7 นางฟ้าที่วิ่งไป P/E 20-30 เท่า ขณะที่หุ้นเทคจีน Valuation ราคาถูกกว่า จึงมีนักลงทุนเข้ามาลากหุ้นกลุ่มเทคให้วิ่งแรง”

ด้านตลาดหุ้นอินเดีย “ชยนนท์” กล่าวว่า ผลตอบแทนกองทุนต้นปี (YTD) เพิ่มขึ้นประมาณ 10-16% จะเห็นว่าบวกน้อยกว่าตลาดหุ้นจีน แต่ตลาดหุ้นอินเดียบวกแรงตั้งแต่ปี 2565-2566 แล้ว เนื่องจากอินเดียเป็นประเทศอันดับ 2 ที่อยู่ใน MSCI Emerging Market รองจากประเทศจีน ซึ่งจากที่จีนเศรษฐกิจเริ่มมีปัญหา นักลงทุนจึงมองหาการลงทุนในเอเชียที่สามารถรองรับเม็ดเงินได้

ขณะที่สาเหตุปีนี้อินเดียวิ่งได้ช้า เป็นผลมาจากฟันด์โฟลว์ส่วนหนึ่งกลับไปที่ประเทศจีน แต่หากดูที่โครงสร้างจะเห็นว่า GDP โตที่ระดับ 6% เป็นผลมาจากการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงบริษัทที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารและเทคโนโลยีที่ปรับตัวขึ้นมาได้ค่อนข้างดี

อินเดียลงทุนระยะยาวปลอดภัย

นอกจากนี้ สาเหตุที่อินเดียเป็นตลาดเทรนด์ขาขึ้นค่อนข้างชัดเจน เนื่องจากอินเดียอยู่ในจุดที่ไม่ได้เป็นคู่ขัดแย้งกับตลาดใด ๆ ทั้งจีนและสหรัฐอเมริกาเนื่องจากยังคงต้องมีการทำธุรกิจร่วมกันและอินเดียมีประชากรที่มาก ในอนาคตอาจจะเป็นฐานการผลิตสำคัญ ทั้งนี้จึงมองว่าหากลงทุนระยะยาวหุ้นอินเดียปลอดภัยกว่าหุ้นจีน

เลือกตั้งสหรัฐยังกดดันจีน

ทั้งนี้มองไปข้างหน้าตลาดหุ้นจีนผลตอบแทนยังน่าลงทุน โดยเฉลี่ยค่า P/E ปัจจุบัน Valuation ของ A-Share และ H-Share ถูกกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ประมาณ 10 เท่า หากนักลงทุนในจีนเริ่มมองเห็นความเปลี่ยนแปลง รัฐบาลมีมาตรการที่สนับสนุน มองว่าจะเห็นฟันด์โฟลว์เข้าไปได้ อย่างไรก็ตามคาดว่ามีอัพไซด์จำกัด เนื่องจากเป็นปีของการเลือกตั้งสหรัฐอเมริกา ที่จะมีการขึ้นกำแพงภาษี ทำให้การวิ่งขึ้นของหุ้นจีนมีจำกัดได้

“ถามว่าหุ้นจีนจะ outperform ตลาดหุ้นอื่น ๆ ได้ไหมยังคงไม่แน่ใจ เพราะว่าเรื่องความเสี่ยงการเมืองระหว่างประเทศยังปกคลุมตลาดหุ้นจีนอยู่ ทั้งนี้มองว่าระยะสั้น 3-6 เดือน จีนยังมีอัพไซด์ จนกว่าผลการเลือกตั้งจะออกมาและหากมีการตั้งกำแพงภาษีเพิ่มจีนอาจเกิดปัญหาได้ หุ้นจีนถือยาวไม่ค่อยได้กำไร แต่ระหว่างทางนั้นแกว่งขึ้นลงตลอด”

หุ้นจีนถูกผลตอบแทนคุ้มเสี่ยง

ด้านนายตราวุทธิ์ เหลืองสมบูรณ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน จิตตะ เวลธ์ จำกัด หรือ บลจ.จิตตะ เวลธ์ กล่าวว่า ในปีนี้ ข้อมูล ของ จิตตะ เวลธ์ แนะนำลงทุนในจีน เพราะ AI ของเราวิเคราะห์จากข้อมูลพื้นฐานเห็นหุ้นดีราคาถูก กำไร บจ.ฟื้นตัว ซึ่งเมื่องบฯดีทำกำไรเชื่อว่าในอนาคตเม็ดเงินก็จะกลับเข้ามา แต่ก็ยังมีปัจจัยเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เข้ามากระทบ ดังนั้นการลงทุนในช่วงสั้นอาจผันผวนต่อได้ แต่ในระยะยาวเม็ดเงินก็ต้องไหลเข้ามาในตลาดที่หุ้นดีราคาถูกเช่นกัน

นอกจากนี้ ตลาดหุ้นเป็นอีกดัชนีที่ชี้วัดอำนาจเศรษฐกิจ และจีนที่กำลังแข่งขันกับสหรัฐเพื่อก้าวเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจย่อมไม่ทำลายตลาดหุ้นของตัวเองแน่นอน แม้ที่ผ่านมามาตรการต่าง ๆ จะออกมาไม่เอื้อต่อบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ก็ตาม

“เรายังแนะนำลงทุนหุ้นจีน ราคายังถูกมาก และผลตอบแทนก็คุ้มความเสี่ยง รวมถึงหุ้นเทคขนาดเล็ก ที่ราคาปรับตัวลดลงไปมากกว่าหุ้นเทคขนาดใหญ่ หรืออาจจะเลือกลงทุน Global ETF ลงทุนตลาดหุ้นทั่วโลกก็ได้”

ส่วนตลาดหุ้นอินเดีย ถือว่าราคาแพงมาก แต่ตราบใดที่คนยังใส่เงินเข้าไปหุ้นก็ยังขึ้นได้ จากแนวโน้มเศรษฐกิจเติบโตดี ประชากรเติบโตดี แต่ตลาดหุ้นอาจปรับตัวลง จากราคาที่ขึ้นไปมากและช่วง 2 ปีที่ผ่านมาเงินไหลเข้าไปลงทุนมาก จากการขายหุ้นจีนออก ดังนั้นเมื่อหุ้นจีนฟื้นตัว โอกาสที่คนจะขายทำกำไรหุ้นอินเดียและเข้าตลาดหุ้นจีนได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ส่องเทรนด์กองทุนหุ้น “จีน-อินเดีย” ปีนี้โตแรง น่าลงทุนมากแค่ไหน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...