ลูกสาวร้องสื่อ นั่งดูแม่ทรมานใน รพ. 40 ชม. ก่อนดับต่อหน้า แค้นหมอไม่ให้ย้าย
ลูกสาวร้องสื่อ นั่งดูแม่ทรมานใน รพ. 40 ชม. ก่อนดับต่อหน้า แค้นหมอไม่ให้ย้าย หลังร้องขอหลายรอบ อ้างว่าเอาอยู่ สุดท้ายช่วยไม่ได้
25 มิ.ย. 2566 - ผู้สื่อข่าวได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.นัญชิดา ชมชัยภูมิ อายุ 39 ปี ชาวบ้านดงพลอง ต.ดงพลอง อ.แคนดง จ.บุรีรัมย์ ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรมจากการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัด จนทำให้มีผู้เสียชีวิตในโรงพยาบาลอย่างทรมาน
โดยได้นำเอกสารการเสียชีวิตของ นางรวง สิทธิวงศ์ อายุ 58 ปี มารดา ที่เสียชีวิตไปเมื่อกลางดึกของวันที่ 10 มิ.ย. ที่ผ่านมา มาร้องเรียนต่อสื่อมวลชน โดยในเอกสารการเสียชีวิตของ นางรวง ว่า กระดูกซี่โครงหักจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ ซึ่งสร้างความกังขาให้กับ น.ส.นัญชิดา ลูกสาวเป็นอย่างมาก เพราะอาการของแม่ไม่ควรจะเสียชีวิต
น.ส.นัญชิดา เล่าว่า เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. เวลา 07.00 น. แม่ได้ขี่จักรยานยนต์ออกจากบ้านไปทำงานเป็นแม่บ้านในตัว อ.สตึก ระยะทางห่างจากบ้านประมาณ 15 กม. เมื่อขับรถไปได้ประมาณ 5 กม. ได้เกิดอุบัติเหตุจักรยานยนต์ล้มกลางถนน จากคำบอกเล่าของแม่ มีสุนัขมาวิ่งตัดหน้าจึงเบรกกะทันหัน ทำให้จักรยานยนต์ล้มใส่ร่าง หลังจากนั้นหน่วยกู้ชีพ อบต.ดงพลอง ได้นำตัวส่งโรงพยาบาล ซึ่งหลังจากนั้นตนได้เข้าไปดูแลแม่อย่างใกล้ชิด
อาการของแม่มีอาการปวดช่องท้องตลอดเวลา จนกระทั่งหมอพาแม่ไปเอกซ์เรย์ พบว่ากระดูกซี่โครงด้านขวาหัก 3 ซี่ ไหปลาร้าขวาหัก หลังจากนั้นได้นอนรอหมอมาดูอาการเป็นระยะ แต่อาการปวดท้องของแม่ยังไม่ดีขึ้น แม่บอกตนตลอดเวลาว่า "ปวดท้องมาก ให้หมอมาฉีดยาหน่อย"
จนช่วงบ่าย ตนจึงขอย้ายแม่ไปรักษาตัวต่อที่โรงพยาบาลศูนย์บุรีรัมย์ แต่ได้รับคำตอบจากหมอว่า อาการแม่ไม่เป็นอะไรมาก ทางโรงพยาบาลรักษาได้ โรงพยาบาลบุรีรัมย์มีคนไข้แน่น ไม่ควรจะไป พร้อมยืนยันว่าหมอที่นี่ "เอาอยู่" ในขณะที่แม่ยังนอนร้องด้วยความเจ็บปวดตลอดเวลา
เวลาผ่านจนถึง 21.00 น. ตนไปร้องขอให้ย้ายแม่ไปรักษาต่ออีกครั้ง ได้รับคำตอบจากหมอว่า เวลานี้หมอไม่ทำงาน จะต้องรอรุ่งเช้าของวันถัดไป ตนต้องนอนฟังเสียงแม่ร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวดตลอดทั้งคืนจนไม่ได้หลับ จนเข้าสู่วันที่ 9 มิ.ย. แม่ยังมีอาการเช่นเดิมคือปวดช่องท้องตลอดเวลา จึงไปแจ้งหมออีกว่า "แม่ปวด" หมอได้เอายามาฉีดเพื่อให้หายปวด แต่บรรเทาได้เพียง 4 ชม.แม่ก็กลับมาปวดอีก
น.ส.นัญชิดา เล่าต่อว่า หลังจากนั้นแม่บอกว่าหายใจไม่ออก หมอจึงเอาออกซิเจนมาใส่ให้ แต่ไม่ได้ทำอะไรต่ออีก ตนพยายามขอย้ายแม่ไปรักษาที่โรงพยาบาลบุรีรัมย์ แต่ก็ถูกปฏิเสธอีกครั้ง ตนอยากจะพาแม่ไปเอง แต่ไม่มีอุปกรณ์ทางการแพทย์ จึงจำเป็นต้องรอให้แม่ดีขึ้นตามที่หมอแจ้ง
ช่วงค่ำวันที่ 9 แม่ยังเหมือนเดิม ตนไปขอร้องหมอให้ย้ายแม่อีกครั้ง ทำให้หมอไม่พอใจและได้รับคำตอบเดิมว่า "เวลานี้หมอออกเวรแล้ว" ต้องรอวันรุ่งขึ้น และเมื่อเวลาประมาณ 01.30 น.ของคืนเดียวกันแต่เป็นวันที่ 10 มิ.ย .แม่เกิดอาการตาค้างพยายามดึงสายออกซิเจนออก เหมือนต้องการสื่ออะไรบางอย่าง แล้วนิ่งไป ตนจึงวิ่งไปแจ้งหมอมาดู โดยรอบนี้หมอตื่นเต้นมากที่สุดหลังมาดูอาการของแม่ ต่างจากทุกครั้งที่ไปแจ้ง จากนั้นหมอหลายคนได้พยายามปั๊มหัวใจแม่นานกว่า 1 ชม. แม่ไม่ฟื้น แล้วหมอแจ้งว่า "หมอเสียใจด้วย"
หลังงานศพแม่ โรงพยาบาลเอาพวงหรีดไปมอบให้ 1 พวง และช่วยงานมา 1,000 บาท หลังจากฌาปนกิจแม่เสร็จ หมอได้แจ้งกับตนว่า โรงพยาบาลเราเป็นโรงพยาบาลขนาดเล็ก ไม่มีอุปกรณ์เพียงพอในการรักษา จะให้โรงพยาบาลช่วยเยียวยาแบบไหน ยอมรับแปลกใจที่หมอเปลี่ยนคำพูดจากคำว่า "เราเอาอยู่เรารักษาได้ไม่หนัก" มาเป็นเครื่องมือไม่เพียงพอ
ตนรู้สึกว่าไม่เป็นธรรม และเชื่อว่าแม่เสียชีวิตเพราะความบกพร่องในการบริหารจัดการของโรงพยาบาล หากพาแม่ไปส่งรักษาต่อแล้วแม่เสียชีวิตตนไม่เสียใจ แต่ครั้งนี้พยายามร้องขอ เพราะแม่รู้สึกตัวตลอดเวลา พูดตอบโต้ได้แม่ไม่ควรตายแบบนี้เชื่อว่าแม่ต้องมีความผิดปกติบางอย่างในช่องท้อง แต่หมอไม่สนใจ “สงสารแม่ที่เจ็บปวดทรมานยาวนานกว่า 40 ชม.แต่ใครช่วยไม่ได้