โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หอมกลิ่นความเจริญ… ทำไมกลิ่นและการพัฒนาเมืองจึงสัมพันธ์กัน ?

The Reporters

อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 15.00 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 15.00 น.

ช่วงหลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราต่างทราบผลค่อนข้างแน่ชัดแล้วว่า การเปลี่ยนแปลงประเทศพอจะออกมาในทิศทางหรือรูปแบบใดกัน สิ่งที่ตามมาคือปรากฏการณ์ที่ใครหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “กลิ่นความเจริญกำลังลอยมา” ซึ่งเป็นที่น่าสงสัยว่าทำไมกลิ่นแทนที่จะเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัว ถึงกลายเป็นความหมายในแง่มุมเชิงสังคม หรือบ่งบอกถึงการพัฒนาของเมืองได้เหมือนกัน

บทความนี้เราจะพาทุกคนไปสำรวจพร้อม ๆ กันว่า ทำไมการใช้กลิ่นกับสังคมรอบตัวจึงสัมพันธ์กันมากไปกว่าการเป็นเรื่องของความรู้สึกส่วนตัว ดังเช่นคำว่า “เรื่องนี้มันมีกลิ่นตุ ๆ” แล้วประโยคดังกล่าวเป็นเพียงแค่การอุปมาอุปมัยขึ้นมาจริง ๆ เพียงเท่านั้นหรือ ? บางทีอาจเกี่ยวข้องไปถึงกลิ่นที่เราอยากจะได้รับมากกว่ากลิ่นอีกแบบก็ได้

กลิ่น กับความรู้สึกที่ชวนนึกถึงบางสิ่งที่คล้ายกัน

กลิ่นเป็นหนึ่งในการรับความรู้สึกที่มีความแตกต่างไปจากการรับรู้รสชาติด้วยลิ้นที่สามารถบรรยายออกมาด้วยลักษณะของความหวาน เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ขม เป็นต้น แต่การบรรยายถึงลักษณะของกลิ่นนั้น อาศัยวิธีการเทียบเคียงความคล้ายกับบางสิ่งเพราะไม่สามารถบรรยายได้อย่างชัดเจน ตัวอย่างเช่น “กลิ่นของช็อคโก้มิ้น ทำให้นึกถึงกลิ่นยาสีฟันสูตรมิ้นที่เคยใช้เลย” “กลิ่นเท้าเน่าเหมือนกับกลิ่นปลาเค็ม”

กลิ่นและการบรรยายถึงลักษณะจึงมีความพิเศษ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้คนที่เคยได้รับกลิ่นชนิดหนึ่งมาก่อน กล่าวคือ เมื่อช่วงเวลาหนึ่งเคยได้รับความรู้สึกถึงกลิ่น A มาก่อน เมื่อวันหนึ่งได้กลิ่น B ขึ้นมา ทำให้หวนไปรู้สึกถึงความคับคล้ายคับคลาถึงกลิ่น A ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ การได้กลิ่นของสิ่ง ๆ หนึ่งจึงมาพร้อมกับความรู้สึกถึงประสบการณ์ที่เคยสัมผัสที่ประสบการณ์ของแต่ละบุคคลเคยพบเจอมา ในขณะที่บุคคลอื่นอาจเทียบเคียงกลิ่น B เหมือนกับกลิ่น C ก็ได้

กลิ่นจึงมาพร้อมกับความรู้สึกที่ทำให้ชวนนึกถึงบางสิ่ง ซึ่งในบางครั้งอาจชวนให้นึกถึงอดีตของตน หรือสิ่งที่เคยได้สัมผัสแล้วคิดถึงมัน เช่น “กลิ่นของดินหลังฝนตกบริเวณที่ทำงาน ชวนให้นึกถึงกลิ่นของโคลนแถวบ้านเกิดในแถบชนบทที่จากมา” อีกทั้งความรู้สึกของกลิ่นยังแบ่งตามความชอบออกเป็นเพียงกลิ่นที่หอม ซึ่งเป็นที่ชื่นชอบ กับกลิ่นที่เหม็น สะท้อนถึงความรู้สึกรังเกียจ หรือไม่สันทัด

ความน่าสนใจของกลิ่นนั้นสามารถเปรียบเทียบไปถึงบริบททางสังคมการเมืองได้ ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ที่ทำให้กลิ่นของแต่ละบุคคลประกอบสร้างขึ้นมาผ่านความทรงจำเวลานึกถึงบางกลิ่น อีกทั้งความรู้สึกหอมและเหม็นในทางสังคม ก็เคยถูกศึกษาและเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมืองที่พูดถึงความสะอาดของเมือง และกลิ่นเหม็นโชย เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นเมืองในมุมที่ต้องการการแก้ไขและปรับปรุง ไม่ว่าจะมาจากน้ำเน่า หรือขยะก็ตาม

การศึกษากลิ่นผ่านเลนส์ของนักมานุษยวิทยา

กลิ่นในการศึกษาของนักมานุษยวิทยานั้น เริ่มต้นมาจากความต้องการศึกษาสังคมของตะวันตก ที่พยายามทำความเข้าใจโลกของคนที่แตกต่างกัน นำไปสู่การศึกษาที่เรียกว่า ‘มานุษยวิทยาผัสสะ’ (Sensory Anthropology) โดยให้ความสนใจต่อการรับรู้โลกที่หลากหลายของผู้คน อาศัยการรับรู้ที่ต่างกันไม่ว่าจะเป็น การมอง การฟัง การได้กลิ่น การรับรู้ถึงรสชาติ เป็นต้น ซึ่งโจทย์สำคัญคือ วิธีการที่กลุ่มคนจะเรียนรู้โลกด้วยการฝึกผัสสะในแต่ละด้านที่ต่างกัน เช่นเดียวกับกลิ่นที่มีบทบาทต่อการสร้างความหมายแก่คน มีผลให้การรับรู้โลกต่างกันได้เช่นกัน

แรกเริ่มเดิมที มุมมองด้านกลิ่นมาจากความเข้าใจในฐานะที่เป็นการรับรู้หนึ่งภายใน ‘ร่างกาย’ (body) ของมนุษย์ นักมานุษยวิทยาช่วงแรกพยายามศึกษาผัสสะด้วยการวิเคราะห์เชิงนามธรรม นั่นคือแนวคิดของความรู้จากประสบการณ์ที่ได้มาจากการสัมผัสโดยร่างกาย สิ่งที่มนุษย์เรียนรู้ธรรมชาติรอบตัวนั้น มาจากการเอาร่างกายของตัวเองไปแฝงฝังการรับรู้ในบริบทต่าง ๆ ซึ่งเชื่อมโยงกับ "ปรากฏการณ์วิทยาแห่งการรับรู้" (Phenomenology of Perception) ของ Merleau-Ponty ที่กล่าวถึงการแบ่งร่างกายกับโลกภายนอกออกมา ดังนั้น ร่างกายจึงกลายเป็นเงื่อนไขในประสบการณ์ของมนุษย์ (Csordsas 1994, 37)

มนุษย์เราใช้ร่างกายในการเข้าไปรับรู้สื่งต่าง ๆ รอบตัว จนเกิดเป็นประสบการณ์ที่แต่ละคนเข้าใจโลกต่างกันไปตามวัฒนธรรม ในมุมมองนี้ ‘กลิ่น’ จึงเป็นวัฒนธรรมที่มนุษย์รับรู้ผ่าน ‘การได้รับกลิ่น’ นั้น ๆ เข้ามา และสร้างความหมายทางสังคมขึ้น Bettina Beer (2014) อธิบายว่ากลิ่นที่แตกต่างกันเป็นผลมาจากความรู้สึกทางสังคม เป็นสิ่งเร้าที่ทำให้กลิ่นมีระดับของความเข้มข้นและรับรู้ต่างกัน สิ่งนี้ยังเป็นผลมาจากมิติของเชื้อชาติ เพศภาวะ และชนชั้นทางสังคม ที่ทำให้กลิ่นไม่ได้มีเพียงการแยกความแตกต่างอย่างตรงไปตรงมาเท่านั้น คำศัพท์ที่ถูกใช้เพื่ออธิบายความรู้สึกที่มีต่อกลิ่นนั้น ๆ จึงเป็นการพรรณนาในแง่ของการสื่อความหมายทางสังคมวัฒนธรรมตลอดจนการตีความเชิงสัญลักษณ์

นอกจากนี้ ทฤษฎีโครงสร้างนิยม ยังถูกใช้ในการอธิบายการแยกคุณลักษณะของกลิ่นด้วยลักษณะแบบคู่ตรงข้าม กลิ่นในแง่มุมของชีวิตทางสังคมถูกแบ่งความแตกต่างในการระบุ กลิ่นที่หอมและกลิ่นที่เหม็น ความสะอาดและความสกปรก หรือแม้กระทั่งกลิ่นที่อยู่ในพิธีกรรมถูกจัดแบ่งไว้ในขอบเขตของความศักดิ์สิทธิ์ กลิ่นหอมแสดงถึงการมาถึงของเทพ ในขณะที่กลิ่นเหม็นถูกเชื่อมโยงถึงปีศาจร้าย สิ่งนี้ปรากฏในงานศึกษาศาสนาคริสต์ ฮินดู และอิสลามเช่นกัน กลิ่นยังใช้สำหรับการแบ่งความเป็นชายและหญิงออกจากกัน เช่นเดียวกับการแบ่งกลิ่นของความเป็นธรรมชาติและวัฒนธรรม (Low, 2009)

เรื่องของกลิ่นจึงไม่ได้มีเพียงเรื่องของชีววิทยา จิตวิทยา หรือปัจเจก เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการประกอบสร้างทางวัฒนธรรม (Howes, 2005) ซึ่งกลิ่นอาจบ่งบอกถึงความศักดิ์สิทธิ์หรือบาป อำนาจทางการเมืองหรือการกีดกันทางสังคม เป็นสิ่งที่สร้างความประทับใจทางกาย รวมไปถึงเป็นสิ่งประกอบสร้างทางการเมืองเช่นกัน (Classen, 1997)

Brian Moeran (2007) สรุปประเด็นคุณลักษะของกลิ่นต่อการศึกษาเชิงผัสสะไว้อย่างน่าสนใจ เขาชี้ให้เห็นถึงประเด็นของกลิ่นไว้สองประการด้วยกัน ดังนี้

ประการแรก กลิ่นไม่สามารถแยกลักษณะในแบบลำดับขั้นได้เหมือนกับที่เราแยกเป็นเฉดของสี แต่เราสามารถเข้าใจผ่านผลกระทบที่กลิ่นสร้างขึ้น เช่น ความรู้สึกสงบ ความรู้สึกอาการวิงเวียน

ประการที่สอง กลิ่นจะถูกเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดและแฝงฝังเข้าไปในความทรงจำของผู้รับกลิ่น

ดังนั้นกลิ่นจึงไม่ได้มีความหมายตั้งต้นด้วยตัวของมันเอง แต่ความทรงจำของผู้รับที่มีต่อกลิ่นเองเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการอธิบาย ในชีวิตประจำวันของเราจะพบเจอกลิ่นเป็นพัน ๆ กลิ่น แต่เราจะไม่สามารถจดจำกลิ่นได้หากปราศจากการกระตุ้นจากบริบทภายนอกที่มีส่วนต่อการสร้างกลิ่นนั้นขึ้นมา

กลิ่นกับการเมือง ไปด้วยกันได้อย่างไร ?

มนุษย์ในสังคมสมัยใหม่จะถูกจำกัดร่างกายให้มีกลิ่นอันพึงประสงค์ที่ไม่ได้มาจากกลิ่นดั้งเดิมจากร่างกายซึ่งแสดงถึงความสกปรกและเสื่อมโทรมในการใช้ชีวิตสมัยใหม่ ความสนใจในการดมกลิ่นกลายเป็นประเด็นที่ถูกใช้สำหรับการแบ่งลำดับชั้นทางสังคม ซึ่งเป็นแง่มุมหนึ่งของการใช้กลิ่นทางการเมือง

หากย้อนไปช่วงศตวรรษที่ 18 การเกิดโรคระบาดใหญ่ทำให้เกิดกลิ่นเน่าเปื่อยของร่างกาย การสูดเข้าไปจะส่งผลต่อสุขภาพและเกิดการติดต่อของโรคได้ ความกลัวในกลิ่นที่เน่าเหม็นเป็นแรงผลักให้เกิดการควบคุมสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด (Vigarello, 1988: 149) ในขณะเดียวกับที่มีการนำกลิ่นหอมจากสมุนไพรมาใช้ในการรักษาและกลบกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ออกไป แพทย์ที่ลงสนามต่อสู่กับโรคจะสวมชุดที่คลุมทั้งตัวไม่ให้กลิ่นเข้ามาและหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับผู้ป่วยโดยตรง หน้ากากถูกทำให้เป็นจงอยปากยาวแบบนกที่เต็มไปด้วยเครื่องสมุนไพรหอมที่อันแน่นไว้สำหรับสูดกลิ่นหอมเข้าไป (Finger, 2001: 177-180)

การเข้าถึงกลิ่นหอมเพื่อป้องกันโรคระบาดก็สร้างความแตกต่างทางชนชั้นได้อย่างชัดเจน น้ำหอมที่เข้าถึงมีราคาแพงในขณะเดียวกับที่ห้องอาบน้ำยังไม่ใช่สิ่งที่มีในทุกบ้าน การใช้ห้องน้ำตามโบสถ์หรือสถานที่สาธารณะก็เป็นสิ่งที่ผู้คนตื่นตระหนกและพยายามหลีกเลี่ยง สิ่งนี้ยิ่งชี้ให้เห็นว่ากลิ่นสร้างผลกระทบต่อปฏิสัมพันธ์ของผู้คนอย่างมาก

ภายหลังในช่วงศตวรรษที่ 19 กลิ่นกลายเป็นประเด็นที่ต้องถูกควบคุมและจัดการโดยรัฐ พื้นที่สาธารณะโดยเฉพาะพื้นที่สำคัญสำหรับการรวมกลุ่ม เช่น โรงพยาบาล จะถูกควบคุมเป็นพิเศษ กลิ่นกลายเป็นเรื่องของสุขอนามัยและความสะอาดรวมเข้าด้วยกัน กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จะถูกควบคุมไม่ให้เล็ดลอดออกมาและขณะเดียวกันก็ปล่อยให้กลิ่นไม่น่าพึงประสงค์เข้าไปอยู่ในพื้นที่ของความอันตรายและความไร้ระเบียบ เช่น ท่อระบายน้ำและชุมชนสลัม

สิ่งนี้แฝงมาด้วยอคติทางชนชั้นและชาติพันธุ์เนื่องจากกลิ่นถูกควบคุมโดยรัฐและชนชั้นนำของประเทศ การจัดระเบียบกลิ่นและความสะอาดยังสอดคล้องกับภาวะของความเป็นสมัยใหม่และความมีอารยะของสังคม เป็นสิ่งที่ตรงข้ามกับชีวิตแบบธรรมชาติ เช่นเดียวกับกลิ่นที่ออกมาจากร่างกายถือว่าเป็นกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์และเป็นสิ่งสกปรกในสังคมสมัยใหม่ วัฒนธรรมการอาบน้ำเริ่มกลับมามีบทบาทอีกครั้ง เพื่อกลิ่นที่พึงประสงค์และร่างกายที่สะอาดจะต้องเข้าถึงผลิตภัณฑ์ชำระร่างกาย

ความสกปรกจากกลิ่นเหงื่อของร่างกายจะสัมพันธ์กับความยากจนและความเป็นแรงงานกรรมาชีพ กลุ่มคนเหล่านี้ถูกจัดให้อยู่กลุ่มของความเจ็บป่วยเนื่องจากมีกลิ่นที่สกปรกจากการทำงานหนัก (Vigarello, 1988: 149-150) ในแง่นี้การจัดระเบียบความสะอาดมาพร้อมกับการกีดกันทางสังคม กลิ่นที่ออกมาจากร่างกายกลายเป็นเครื่องหมายที่สะท้อนถึงสถานะทางสังคม

บรรยากาศของกลิ่นที่ถูกจัดระเบียบในพื้นที่สาธารณะได้เคลื่อนตัวมาสู่การจัดการกลิ่นในบริบทร่วมสมัยผ่านการผลิตกลิ่นเทียมในสังคมของการบริโภคนิยม กลิ่นสังเคราะห์ที่ถูกสร้างขึ้นใหม่กลายเป็นความหอมที่สร้างความสดชื่นและความสะอาดอย่างน่าหลงไหลที่ช่วยสร้างประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้นได้ระหว่างการเดินทางหรือระหว่างการไปเยือนสถานที่ต่าง ๆ ความสดชื่นของกลิ่นที่ถูกผลิตสร้างบรรยากาศแบบใหม่แก่ผู้มาเยือนให้รู้สึกน่าจดจำเช่นเดียวกับสถานที่พักผ่อนอย่างโรงแรมหรือร้านกาแฟ (Classen, Howes and Synnott, 1994)

ความรู้สึกที่เกิดจากการได้รับกลิ่นต่าง ๆ นั้น จึงมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับระเบียบทางสังคม และวัฒนธรรม กลิ่นของบางสิ่งที่ได้เรารับ จะตีความไปถึงอีกสิ่งผ่านประสบกาณณ์ของมนุษย์ที่เอาร่างกายตัวเองไปอยู่บริบทต่าง ๆ การดมกลิ่นของมนุษย์ในสิ่งที่เคยดม ทำให้มนุษย์มีประสบการณ์ในสิ่ง ๆ นั้นต่างกัน หรือก็คือ ได้กลิ่นหนึ่งแล้วนึกถึงอีกสิ่ง ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยเมื่อเราเคยได้รับกลิ่นของเมืองรูปแบบหนึ่งที่เราเคยไปเยือนมา อาจจะมาจากอีกประเทศหนึ่ง พอเดินทางไปอีกประเทศหนึ่งจึงเกิดข้อเปรียบเทียบได้ว่า กลิ่นแบบไหนคือกลิ่นที่ทำให้เรารู้สึกชื่นชอบมากกว่า

เช่นเดียวกับการพัฒนาเมือง กลิ่นที่คนอาศัยในเมืองอยากจะได้รับ จึงไม่ใช่กลิ่นของควันดำของรถที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ กลิ่นริมคลองที่เหม็นเน่า กลิ่นของขยะเปียกตามทางเดิน ซึ่งล้วนแต่เป็นกลิ่นที่สัมผัสในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น นั่นทำให้เรานึกถึงกลิ่นของเมืองที่อาจเรียกได้ว่า ‘กลิ่นของเมืองที่เจริญแล้ว’ ซึ่งเป็นกลิ่นที่เราอยากสัมผัส แน่นอนว่าแต่ละคนอาจมีจินตนาการถึงกลิ่นนี้ไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแต่ละคน รวมถึงที่ที่แต่ละคนเคยไปมา

แม้ว่ากลิ่นของความเจริญที่แต่ละคนนึกถึงอาจไม่เหมือนกัน แต่แน่นอนว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่จะ ‘เปลี่ยนแปลง’ กลิ่นที่ได้รับอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งบางทีอาจสะท้อนไปถึงความไม่พอใจในกลิ่นบางอย่างที่มีอยู่ของเมือง ยิ่งผลการเลือกตั้ง 66 ที่ออกมา ยิ่งทำให้ผู้คนเห็นทิศทางการเปลี่ยนแปลงของเมืองมากขึ้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่คำว่า “หอมกลิ่นความเจริญ” จะออกมาเต็มโซเชียล ซึ่งคำนี้ไม่ได้หมายความตรงตัวไปซะทีเดียวว่าเมืองจะออกมาในรูปแบบใด แต่ความหมายแฝงของคำนี้อาจหมายถึง ‘การเปลี่ยนแปลง’ ครั้งสำคัญ ที่พอจะทำให้ผู้คนจินตนาการได้ว่า กลิ่นของเมืองจะต้องเปลี่ยนแปลงไปเช่นกัน และเมืองที่พวกเขา (รวมถึงเรา) วาดฝันกำลังมาพร้อมกับกลิ่นใหม่ ๆ และการจัดระเบียบกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์บางอย่างออกไปเช่นกัน

อ้างอิง

Beer, Bettina. (2014). Boholano Olfaction: Odor Terms, Categories, and Discourses. Senses &Society. 9(2), 151–73.
Classen, Constance, David Howes and Anthony Synnott, (1994). Aroma: The Cultural History of Smell. Routledge: New York.
Classen, Constance. (1997). Foundations for an Anthropology of the Senses. International Social Sciences Journal. 153, 401–412.
Csordas, Thomas J., ed. (1994). Embodiment and Experience: The Existential Ground of Culture and Self. Cambridge: Cambridge University Press.
Finger, Stanley. (2001). Origins of Neuroscience: A History of Explorations. In BrainFunction. Oxford UP.
Howes, David. (2005). Introduction and Forming Perceptions. In Empire of the Senses: The Sensory Culture Reader. Oxford: Berg.
Low, Kelvin E. Y. (2009). Scents and Scent-sibilities: Smell and Everyday Life Experiences. Newcastleupon Tyne: Cambridge Scholars.
Moeran, Brian. (2007). Marketing Scents and the Anthropology of Smell. Social Anthropology. 15(2),153–168.
Vigarello, Georges. (1988). Concepts of Cleanliness: Changing Attitudes in France since the MiddleAges. Cambridge: Cambridge University Press.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...