เปิดนโยบาย "เศรษฐกิจโตเพื่อทุกคน" พรรคก้าวไกล ชูค่าไฟเป็นธรรม-ลดแปรปรวนราคาน้ำมัน แก้กฎหมายแข่งขันทางการค้า ทลายทุนผูกขาด
ความเคลื่อนไหวของกลุ่มขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มโรงไฟฟ้า หรือหุ้นในกลุ่มของปตท. ปรับตัวลดลง หลังตลาดเชื่อกันว่ากลุ่มดังกล่าวจะได้รับผลกระทบจากนโยบายของฝ่ายรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ามา
โดยบริษัทหลักทรัพย์หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ให้ความเห็นว่า ในกรณีที่มีการจัดตั้งรัฐบาลที่มีแกนนำของกลุ่มฝ่ายค้านเดิม ได้แก่พรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยนั้น หากพรรคเพื่อไทยได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ด้วยนโยบายของพรรคอาจจะมีผลทำให้ตลาดไต่ระดับในช่วงขาขึ้น และหุ้นในกลุ่มบริโภคในประเทศจะเด่น เพื่อส่วนใหญ่เชื่อว่านโยบายของพรรคเพื่อไทยจะได้รับความนิยมต่อตลาดหุ้น
แต่อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังมีความไม่แน่นอนว่าพรรคก้าวไกล หรือพรรคเพื่อไทยจะใช้นโยบายของจากทางฝั่งไหนเป็นตัวนำ เพราะนโยบายมีจุดแตกต่าง ถ้าหากใช้นโยบายจากฝั่งพรรคก้าวไกล ที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงระบบ ด้วยการที่คนตัวเล็กจะมีเสียงมากขึ้น ลดปัญหาการผูกขาด ดังนั้นภาพรวมของตลาดหุ้นในระยะกลางจะปรับฐานเป็นรายกลุ่ม เพราะนักลงทุนจะเลือกรอดูความชัดเจน
โดยกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวกับทุนนิยมเดิมจะเกิด Overhang ได้แก่กลุ่มโรงไฟฟ้า เพราะเชื่อว่าการประมูลโครงการใหม่จะเกิดขึ้นน้อยลง ส่วนการประมูลไปแล้ว จำนวน 5,300 MW นั้นจะต้องรอดูว่าจะมีการเจรจาต่อรองหรือไม่ ดังนั้นจึงทำให้หมายความว่าหุ้นกลุ่มนี้จะมีอัตราการเติบโตที่ลดลง ซึ่งจะตามมาด้วยการปรับประมาณการ P/E ก็จะตามมาด้วย เพราะโรงไฟฟ้าพลังงานทางเลือกของไทย เทรดกันที่ P/E สูงหลายบริษัท โดยเฉพาะหุ้นบิ๊กแคป
สำหรับในกลุ่มถัดมาคือหุ้นกลุ่ม PTT ที่เชื่อมโยงกับค่าไฟฟ้า ค่าแก๊ซ ซึ่งก็จะกระทบ PTT และ PTTGC เป็นหลัก ซึ่งหุ้นเหล่านี้จะ UnderPerform ถ้าหากพรรก้าวไกลได้เป็นแกนนำในการจัดตั้ง แต่หากใช้นโยบายของพรรคเพื่อไทยหุ้นเหล่านี้ก็จะไม่กระทบมากนัก
ส่วนหุ้นกลุ่มอื่นๆ เช่นสื่กลุ่มอสาร แต่อาจจะไม่กระทบเท่า 2 กลุ่มแรก แต่อาจจะถูกเพ่งเล็งเป็นพิเศษ ว่าจะกระทบอย่างไร แต่อย่างไรก็ตามมองว่าจะไม่กระทบอย่างมีนัยสำคัญ แต่อาจจะได้รับ sentiment ให้คนมองว่า ถ้ามีแรงขายก็อาจจะขายทำกำไรไปก่อน รวมถึงกลุ่มผู้ประกอบการเดินรถไฟฟ้า ที่อยู่ระหว่างการเจรจาในรายละเอียดของโครงการรถไฟฟ้าสายสีต่างๆ ในการต่อรองเงื่อนไขว่าจะเปลี่ยนไปหรือไม่
ดังนั้นในครั้งนี้ Wealthy Thai จะพานักลงทุนมาทำรู้ และความเข้าใจเกี่ยวนโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคก้าวไกล ที่ถือเป็นอีกหนึ่งเสาหลักนโยบายพรรคในการขับเคลื่อนประเทศไทย ภายใต้หัวข้อ "เศรษฐกิจโตเพื่อทุกคน"
เปิดตลาดซื้อ-ขายไฟฟ้าเสรี รัฐดูแลระบบสายส่ง
ข้อเสนอ: ปลดล็อกให้ประชาชนเลือกซื้อแผนการใช้ไฟฟ้าระหว่างผู้ผลิตหลายราย (เหมือนการเลือกแพ็คเกจโทรศัพท์) โดยการยกเลิกการที่ กฟผ. เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้ารายเดียว และเปิดตลาดแข่งขันเสรี เพื่อลดค่าไฟให้ประชาชน กระตุ้นการใช้เทคโนโลยีลดต้นทุนการผลิต ยกระดับคุณภาพบริการ และ ป้องกันผลประโยชน์ทับซ้อน
ปรับบทบาทของ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ให้เหลือแค่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตไฟฟ้าในประเทศ โดยแยกหน้าที่ของการกำกับดูแลระบบสายส่งให้มาอยู่ภายใต้หน่วยงานใหม่ของรัฐ เพื่อความเป็นธรรมในการเข้าถึงสายส่งไฟฟ้า
เปิดตลาดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ซึ่งมีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ เพื่อขายให้กับภาคธุรกิจเอกชน/กิจกรรมทางสังคม (เช่น การประชุม คอนเสิร์ต) ที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในราคาที่เพิ่มสูงขึ้น และคืนทุนได้เร็วขึ้น เป็นแรงจูงใจให้มีการผลิตพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นได้
“ค่าไฟแฟร์” ถูกและเป็นธรรมสำหรับประชาชน
ข้อเสนอ : ลดค่าไฟให้กับประชาชนได้อย่างน้อย 70 สตางค์/หน่วย (เฉลี่ยบ้านละ 150 บาท) โดยปรับนโยบายเพื่อให้ความสำคัญกับประชาชนก่อนกลุ่มทุน (เช่น การเปลี่ยนนโยบายก๊าซธรรมชาติให้โรงแยกก๊าซร่วมหารต้นทุนก๊าซใน Energy Pool ด้วย และให้ก๊าซจากอ่าวไทยขายให้โรงไฟฟ้าก่อนโรงงานอุตสาหกรรม หรือขายก๊าซให้โรงงานอุตสาหกรรมในราคา LNG เพื่อให้ก๊าซจากอ่าวไทยราคาถูกกว่าป้อนโรงไฟฟ้าได้มากขึ้น)
เจรจาสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับสัมปทานทุนใหญ่พลังงานใหม่ เพื่อลดต้นทุนที่เกิดขึ้นจากค่าความพร้อมจ่ายของโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้เดินเครื่อง
“หลังคาสร้างรายได้” เปิดเสรีโซลาร์เซลล์ ประกันราคาซื้อพลังงานสะอาดสำหรับครัวเรือน
ข้อเสนอ : ปลดล็อกให้ประชาชนทุกบ้านติดแผงโซลาร์ ด้วยระบบ net metering (หักลบหน่วยขาย/ซื้อ) เพื่อช่วยลดค่าไฟฟ้า และเปิดโอกาสให้ขายไฟฟ้าที่ผลิตเกินใช้ กลับคืนให้รัฐในราคาตลาด
เพิ่มแต้มต่อให้ประชาชนผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียน โดยการสนับสนุนให้เกิดการรับซื้อไฟฟ้าส่วนเกิน (จากระบบ net metering) จากโซลาร์เซลล์และพลังงานหมุนเวียนที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกน้อย ในราคาที่สูงกว่าตลาด และประกันราคารับซื้อไฟฟ้าขั้นต่ำ หากยังไม่มีตลาดที่ 2.2 บาท/หน่วย
รถเมล์ไฟฟ้าทุกคันภายใน 7 ปี
ข้อเสนอ: อุดหนุนงบประมาณ 10,000 ล้านบาท ให้ท้องถิ่นในการเพิ่มปริมาณของบริการขนส่งสาธารณะที่มีคุณภาพในพื้นที่ต่างๆ ทั่วประเทศ
พัฒนาและควบคุมมาตรฐานการบริการขนส่งสาธารณะทั่วประเทศอย่างเข้มงวด
ส่งเสริมระบบขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (เช่น รถเมล์ไฟฟ้า) ซึ่งจะช่วยให้เกิดการจ้างงานในประเทศ ลดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และลดมลพิษในแต่ละเมือง รวมถึงกระตุ้นการใช้วัตถุดิบในประเทศ เช่น ยางพารา
ออกกฎหมายกำหนดให้รถโดยสารประจำทางทั่วประเทศไทยต้องใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนแทนที่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ในระยะเวลา 7 ปี
เปลี่ยนปัญหาเป็นอาชีพ สร้างงาน ซ่อมประเทศ
ข้อเสนอ: ลงทุนปรับปรุงบริการสาธารณะพื้นฐานของประเทศ เช่น ระบบประปา ระบบขนส่งสาธารณะ โดยให้มีการจัดซื้อจัดจ้างจากผู้ประกอบการภายในประเทศ อาทิ มิเตอร์น้ำอัจฉริยะ รถเมล์ EV ซึ่งมีการผลิตชิ้นส่วนและสินค้าขั้นสุดท้ายภายในประเทศ การลงทุนเหล่านี้จะก่อให้เกิดการจ้างงานตลอดห่วงโซ่การผลิต
ส่งเสริมการติดโซล่าเซลล์ตามครัวเรือน และทำระบบ Net Metering เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าในครัวเรือนให้ประชาชน และประชาชนสามารถขายไฟจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ โดยจะก่อให้เกิดการจ้างงานด้านการติดตั้งโซล่าร์เซลล์ และการเปลี่ยนมิเตอร์ไฟฟ้าให้รองรับระบบ Net Metering
เพิ่มการจ้างงานเกี่ยวกับดูแลเด็กเล็กและผู้สูงอายุ ภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเป็นสวัสดิการดูแลเด็กและผู้สูงอายุในประเทศ ลดภาระประชาชนวัยแรงงาน
ลงทุนเพิ่มพื้นสีเขียว เพิ่มพื้นที่สวนป่า ผ่าน 5 กลไก ได้แก่ สวนป่าปลดหนี้ สวนป่าบำนาญ สวนป่าที่เกษตรกรดูแลเอง การดูแลรักษาป่าชุมชน และการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในเมือง โดยมีพื้นที่ปลูกไม้ยืนต้น/สวนป่าทั้งสิน 5 ล้านไร่ในเวลา 4 ปี ทำให้เกิดการจ้างงานประมาณ 500,000 ตำแหน่งงาน (หรือ 1 คนต่อ 10 ไร่ โดยประมาณ)
สร้างความมั่นคงทางพลังงานภายในประเทศ
ข้อเสนอ : เดินหน้าเร่งเจรจาสัมปทานก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อน ไทย-กัมพูชา เพื่อลดการพึ่งพา LNG นำเข้า
เพิ่มรายได้รัฐจากโรงแยกก๊าซ
ข้อเสนอ: นำ LPG จากโรงแยกก๊าซ ที่จะขายให้โรงปิโตรเคมีโดยไม่ได้ให้ประชาชนใช้ ส่งเข้ากองทุนน้ำมัน/หรือเก็บภาษีปิโตรเคมี เพื่อเพิ่มรายได้รัฐในการดูแลประชาชน (เช่น ทำให้ LPG ถูกลง 2.5 บาท/กิโลกรัม)
ลดความแปรปรวนของราคาน้ำมัน
ข้อเสนอ: ควบคุมค่าการตลาดให้อยู่ในเกณฑ์ที่ตกลง และเปิดเผยข้อมูลราคาขายหน้าโรงกลั่น เพื่อกระตุ้นให้เกิดการแข่งขัน
หนี้สินธนาคารรัฐ จ่ายดี ลดดอกเบี้ย
ข้อเสนอ : ผ่อนปรนภาระหนี้สินให้กับลูกหนี้บุคคลธนาคารรัฐ ที่จ่ายดี จ่ายตรงเวลาเกินกว่า 12 งวด ด้วยการลดดอกเบี้ย 10 % โดยรัฐบาลจะเป็นผู้อุดหนุนงบประมาณชดเชยการลดดอกเบี้ย
ดอกเบี้ยเงินกู้เป็นธรรม ผ่านการวิเคราะห์ข้อมูลการชำระเงิน
ข้อเสนอ: ส่งเสริมให้ธนาคารนำข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลในการชำระค่าสาธารณูปโภค (เช่น น้ำประปา ไฟฟ้า) คำนวณเครดิตของลูกหนี้ เพื่อให้ธนาคารประเมินความเสี่ยงได้ดีขึ้น ลูกหนี้ที่ประวัติดีจะได้ดอกเบี้ยเงินกู้ต่ำกว่าเดิม
ประกาศสงครามหนี้นอกระบบ ตั้งงบปรับโครงสร้างหนี้ 1 หมื่นล้านบาท
ข้อเสนอ : ทำหน้าที่เป็นเจ้าภาพในการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยใช้กลไกของสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับตำรวจ อัยการ สรรพากรและดีเอสไอ ในการเจรจากับเจ้าหนี้
นิรโทษกรรมเจ้าหน้าหนี้นอกระบบที่ยินยอมปรับโครงสร้างหนี้ที่เป็นธรรม
วางวงเงินสำหรับปรับโครงสร้างหนี้นอกระบบ (Refinance) 1 หมื่นล้านบาท
หนี้ราชการไม่ท่วมหัว หักไม่เกิน 70% ของเงินเดือน
ข้อเสนอ: ดำเนินการให้มีการเจรจากับเจ้าหนี้ที่จะให้กรมบัญชีกลางหักเงินเดือนต้องรับเงื่อนไขปรับดอกเบี้ยให้ไม่เกิน MLR -1% และเจรจาเจ้าหนี้ทุกรายให้สุดท้ายจัดการหักหนี้บัญชีเงินเดือนข้าราชการไม่เกิน 70 % ของเงินเดือน
ลดรายจ่าย SME: บรรเทาผลกระทบจากการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ
ข้อเสนอ: รัฐช่วยสมทบค่าประกันสังคมในส่วนของผู้ว่าจ้าง สำหรับแรงงานที่ถูกกระทบโดยการขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ (6 เดือนแรก)
เปิดให้ SME นำค่าแรงมาหักค่าใช้จ่ายทางภาษีได้ 2 เท่า (2 ปีแรก)
ลดรายจ่าย SME: ลดภาษีนิติบุคคล SME ให้เหลือ 0-15%
ข้อเสนอ: ลดภาษีเงินได้นิติบุคคล SMEs ให้เหลือ 0-15%
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ SMEs (ช่วงกำไร 3 แสนบาท ถึง 3 ล้านบาท) จาก 15% เป็น 10%
ลดอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลให้ SMEs (ช่วงกำไร 3 ล้านบาท ถึง 30 ล้านบาท) จาก 20% เป็น 15%
เพิ่มอัตราภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับทุนใหญ่ (ช่วงกำไรเกิน 300 ล้านบาท) จาก 20% เป็น 23%
ลดรายจ่าย SME: หักค่าใช้จ่ายเหมาภาษี เพิ่มจาก 60% เป็น 90%
ข้อเสนอ: เปิดให้ SMEs หักค่าใช้จ่ายเหมาภาษีบุคคลได้เพิ่มเป็น 90% (จากเดิม 60%)
เพิ่มแต้มต่อให้ SME: หวยใบเสร็จ ซื้อของร้านค้ารายย่อย ทั้งคนซื้อคนขายได้หวย ลุ้นรวยเงินล้าน
ข้อเสนอ: เพิ่มลูกค้าให้ SMEs โดยการเพิ่มแรงจูงใจให้ประชาชนที่เลือกซื้อสินค้า SME ได้รับแถมสลากกินแบ่งของรัฐบาลไปลุ้นรางวัล
สำหรับคนซื้อ หรือ ประชาชนทั่วไป: เมื่อซื้อสินค้าจาก SMEs ครบ 500 บาท สามารถแลกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ 1 ใบ (จำกัดไม่เกิน 2 ใบ/คน/เดือน และ จำนวน 10 ล้านคน/เดือน)
เพิ่มโอกาสลุ้นหวยให้ SMEs โดยการนำยอดขายมาแลกเป็นสลากกินแบ่งของรัฐบาลได้ด้วย
สำหรับคนขาย หรือ ผู้ประกอบการ SMEs ที่เข้าร่วมโครงการ: เมื่อขายสินค้าครบ 5,000 บาท สามารถแลกสลากกินแบ่งรัฐบาลได้ 1 ใบ
เพิ่มแต้มต่อให้ SME: ลดหย่อนภาษีให้ธุรกิจที่ซื้อจาก SME
ข้อเสนอ: เปิดให้นิติบุคคลที่ซื้อสินค้าจาก SMEs เพิ่มขึ้นจากปีก่อน สามารถหักภาษีนิติบุคคลได้ 1.5 เท่าในส่วนที่ซื้อจาก SMEs เพิ่มเติม
ส่งเสริมให้ธุรกิจซื้อสินค้าและบริการจาก SMEs มากขึ้น รวมถึงเลือก outsource บริการไปที่ SMEs
ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนใหญ่ขยายกิจการกินรวบทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เติมตลาดให้ SME: โควตาชั้นวางสำหรับสินค้า SME ในห้างใหญ่
ข้อเสนอ: กำหนดสัดส่วนชั้นวางสำหรับสินค้า SMEs ในห้างสมัยใหม่ (เช่น ห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต ร้านสะดวกซื้อ) เพื่อเปิดโอกาสให้สินค้า SMEs ได้มีโอกาสมาวางขาย และช่วยให้สินค้า SMEs มีโอกาสเข้าถึงตลาดใหญ่ได้เร็วขึ้น
เติมตลาดให้ SME: คูปองแลกซื้อสินค้าท้องถิ่น
ข้อเสนอ: ให้ประชาชนผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา มีเครดิต (จำกัดไม่เกิน 1,000 บาทต่อปี) สำหรับการแลกซื้อสินค้าท้องถิ่น วิสาหกิจชุมชน สหกรณ์เกษตร ในราคาครึ่งหนึ่ง (โดยรัฐสมทบอีกครึ่ง) เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนหันมาเลือกซื้อ-สนับสนุนสินค้าเหล่านี้ให้เติบโตต่อไป
เติมทุนให้ SME: ทุนแสนตั้งตัว 2 แสนราย/ปี & ทุนล้านตั้งตัว 2.5 หมื่นราย/ปี ไม่ต้องวางหลักประกัน
ข้อเสนอ: ปล่อยกู้ให้ SME เข้าถึงแหล่งทุนในระบบ (สำหรับเงินทุนหมุนเวียนและเงินทุนขยายกิจการ) โดยการจัดสรรงบอุดหนุนให้บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ค้ำประกันความเสี่ยงให้ SMEs เพื่อให้ SME กู้เงินได้โดยไม่ต้องใช้หลักประกัน ผ่าน 2 โครงการ:
“ทุนแสนตั้งตัว” (1 แสนบาท/ราย) สำหรับ SME 200,000 ราย/ปี
“ทุนล้านสร้างตัว” (1 ล้านบาท/ราย) สำหรับ SME 25,000 ราย/ปี
รวมกลุ่ม SME: จัดตั้งสภา SMEs ทุกจังหวัด
ข้อเสนอ: จัดตั้งสภา SMEs ในทุกจังหวัด เพื่อให้ SMEs มีตัวแทนช่วยสะท้อนความต้องการสู่ทุกภาคส่วน
นิยาม SMEs ใหม่ ป้องกันไม่ให้กลุ่มทุนใหญ่แตกบริษัทออกมาเป็นบริษัทย่อยๆ เพื่อมารับสิทธิประโยชน์ของ SMEs ได้
ปรับปรุงกฎหมายแข่งขันทางการค้า ทลายทุนผูกขาด
ข้อเสนอ: กำหนดให้กฎหมายแข่งขันทางการค้าเป็นกฎหมายสูงสุด - กฎหมายเฉพาะที่กำกับดูแลธุรกิจอื่นๆ ต้องมีมาตรฐานไม่ต่ำไปกว่านี้
ขยายขอบเขตการบังคับใช้ของกฎหมายให้ครอบคลุมกรณีที่ผู้ประกอบธุรกิจที่จดทะเบียนในต่างประเทศ (Extraterritoriality)
ยกเลิกการยกเว้นบังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้ากับรัฐวิสาหกิจ
เพิ่มสิทธิ์การอุทธรณ์ผลการวินิจฉัยการควบรวมธุรกิจ ให้รวมถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหรือผู้บริโภค
เผยแพร่คำวินิจฉัยฉบับเต็มที่มีความเห็นกรรมการรายบุคคลอย่างรวดเร็วหลังมีการตัดสิน
แก้ไขที่มาของคณะกรรมการสรรหาคณะกรรมการแข่งขันทางการค้าให้มีส่วนร่วมจากภาคประชาชน และมีความยึดโยงกับประชาชนมากขึ้นโดยการรายงานผลการดำเนินงานต่อสภา
เพิ่มกลไกสนับสนุนการฟ้องแพ่งเรียกค่าเสียหายโดยผู้บริโภคหรือประชาชน เพื่ออำนวยความสะดวก และลดภาระให้กับประชาชนที่เป็นผู้เสียหาย
เพิ่มการแข่งขันในธุรกิจการเงิน เพิ่มจำนวนใบอนุญาต Virtual Bank อย่างน้อย 3 เท่า
ข้อเสนอ: เพิ่มจำนวนใบอนุญาต Virtual Bank เป็น 10 ราย (จากเดิม 3 ราย)
ลดเพดานข้อจำกัดทุนจดทะเบียนเป็น 500 ล้านบาท (จากเดิม 5,000 ล้านบาท)
เพิ่มเงื่อนไขเรื่องการตั้งสำนักงานใหญ่ที่ต่างจังหวัด
กำหนด Data Standard เพื่อเพิ่มการถ่ายโอนข้อมูลส่วนบุคคลสำหรับการเพิ่มโอกาสในการได้รับอนุมัติสินเชื่อในระบบ (เช่น ข้อมูลทรัพย์สิน ข้อมูลรายรับรายจ่าย ข้อมูลชำระค่าน้ำ-ค่าไฟฟ้า-ค่ามือถือ ภาษี) และ เพิ่มเทคโนโลยี AI ในการวิเคราห์และแนะนำการเงินส่วนบุคคลได้ เมื่อสามารถเชื่อมข้อมูลการเงินทั้งหมดของตนเองได้จากแอปเป๋าตัง
ส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ (Health & Wellness Tourism)
ข้อเสนอ: กำหนดเป็นเป้าหมายการเป็น medical hub ที่สอดคล้องกับเทรนด์ตลาดโลก เช่น บริการรักษาโรคมะเร็งโดยใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ยกระดับธุรกิจเสริมความงาม
ทำ MOU กับบริษัทประกันหรือระบบประกันสุขภาพของประเทศที่มีนักท่องเที่ยวการแพทย์เป้าหมาย
สนับสนุนให้เกิด Wellness Economy ผ่าน Long Stay visa โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือ ผู้สูงอายุต่างชาติที่มีรายได้สูง เช่น จัดตั้งศูนย์ฟื้นฟูสุขภาพ กายภาพบำบัด จัดตั้ง Retirement Center/Facility ตามจังหวัดในภูมิภาคต่าง ๆ โดยสร้างความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลเอกชนและธุรกิจโรงแรม
ส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยวสีเขียว (Green Tourism)
ข้อเสนอ :สนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงความยั่งยืน ผ่านการให้ผลตอบแทนเป็น Carbon Credit แก่ทั้งผู้ประกอบการ และนักท่องเที่ยวสายสิ่งแวดล้อมที่มาใช้บริการ
ให้แรงจูงใจแก่โรงแรมที่มีเป้าหมาย Net-Zero Carbon โรงแรมที่ใช้พลังงานหมุนเวียน 100 % และโรงแรมที่ลงทุนปรับอาคารเป็นอาคารประหยัดพลังงาน โดยให้การสินเชื่อ Soft loan ดอกเบี้ยต่ำ การลดหย่อนภาษีเงินได้นิติบุคคลจากค่าใช้จ่ายที่ลงไปกับการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานและการลดคาร์บอน
ผลักดันให้เมืองท่องเที่ยวเป็นเมืองพลังงานหมุนเวียน 100% เช่น กระบี่ สมุย
ส่งเสริม Green MICE ตั้งเป้าหมายการเป็นศูนย์กลาง MICE ที่สอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม เช่น Net-zero carbon conference, RE100 conference
ส่งเสริมและยกระดับการท่องเที่ยว-ทำงาน (Workation)
ข้อเสนอ: เปิดให้มี Visa เข้ามาทำงานระยะยาวขึ้นมาอีกประเภท ที่มีระยะสั้นกว่า LTR เดิม (1 ปี แต่สามารถต่อได้ทุกปี) แต่มีเงื่อนไขเรื่องรายได้ผ่อนปรนกว่าเงื่อนไขของ LTR อาทิ ลดจำนวนรายได้ต่อปี ไม่กำหนดวุฒิการศึกษา ไม่กำหนดรายได้ของบริษัทที่ทำให้ด้วย เพื่อให้มีเงื่อนไข Visa ที่สามารถดึงดูด Digital Nomad สู้กับประเทศอื่น ๆ ได้
ปลดล็อกผู้ประกอบการรายย่อยด้านการท่องเที่ยว
ข้อเสนอ: แก้กฎกระทรวง ตาม พรบ. สำหรับสถานที่พักที่ไม่ใช่โรงแรม ให้เหมาะสมกับแต่ละประเภท ไม่ใช่ยึดมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด เช่น Homestay รับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 20 คน โดยมีเจ้าของบ้านพักอยู่ด้วย Camping ไม่มีสิ่งก่อสร้างถาวร Hostel รับนักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป โดยไม่ได้พำนักร่วมกับเจ้าของบ้าน Hotel รับนักท่องเที่ยวได้ตั้งแต่ 40 คนขึ้นไป
แก้ไข พ.ร.บ. โรงแรม ให้ถ่ายโอนอำนาจและหน้าที่ ให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อลดปัญหาคอขวดและความล่าช้าในการให้อนุญาตประกอบกิจการโรงแรม
แก้ไขกฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร โดยกำหนดมาตรฐานอาคารที่ใช้ทำเป็นที่พักแรมให้ยึดตามประเภทของอาคาร และประเภทของที่พักแรมนั้น ๆ
1 เมือง 1 พิพิธภัณฑ์
ข้อเสนอ: จัดให้มีพิพิธภัณฑ์ในทุกเมืองเพื่อเป็นจุดศูนย์กลางของการสร้างเรื่องเล่าในจังหวัดต่าง ๆ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่พื้นที่ โดยพิพิธภัณฑ์ในแต่ละจังหวัดนั้นจะดูแลและบริหารโดยกลไกของท้องถิ่นเป็นสำคัญโดยภาครัฐส่วนกลางจะจัดสรรงบเพื่อสนับสนุนการดำเนินการดังกล่าวของท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ
ส่งเสริมเทศกาลดึงดูดนักท่องเที่ยวตลอดปี
ข้อเสนอ: ส่งเสริมเทศกาลของแต่ละพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่
สนับสนุนเทศกาลและกิจกรรมในระดับสากล (เช่น เทศกาลวิ่ง ปั่นจักรยาน มาราธอน ให้ติดเทรนด์ระดับโลก)
คุ้มครองเสรีภาพทางศิลปะ ยกเลิกการเซนเซอร์
ข้อเสนอ : รื้อ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ 2551 ยกเลิกมาตราที่เปิดช่องให้รัฐสามารถแบนภาพยนตร์ที่ขัดต่อความมั่นคง ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีได้
ยกเลิกกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อเสรีภาพในการแสดงออก เช่น พ.ร.บ. คอมฯ
เพิ่มความหลากหลายทางศิลปะ รัฐไม่แทรกแซง-ไม่ทำตัวเป็นตำรวจศีลธรรม-ไม่แช่แข็งวัฒนธรรม
ข้อเสนอ: กำหนดว่าเกณฑ์ในการส่งเสริมศิลปะ ต้องไม่ผูกติดกับรสนิยมหรือค่านิยมของรัฐบาล
วางบทบาทของหน่วยงานสนับสนุนงานสร้างสรรค์ ให้มีระยะห่างจากรัฐเพื่อลดการแทรกแซง
หยุดพฤติกรรมของรัฐในการผูกขาดการตีความวัฒนธรรมเหมือนในอดีต (เช่น การห้ามรำไทยในเกม การห้ามคลิปทศกัณฑ์เที่ยวไทย)
เปลี่ยนกระทรวงวัฒนธรรม เป็นกระทรวงเศรษฐกิจและวัฒนธรรมสร้างสรรค์
ข้อเสนอ: เปลี่ยนชื่อจาก “กระทรวงวัฒนธรรม” เป็น “กระทรวงเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมสร้างสรรค์” เพื่อเชื่อมโยงภารกิจของกระทรวงกับการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ และการสร้างองค์ความรู้สำหรับสังคม
กำหนดให้สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์รับบทบาทหลักในการกำหนดนโยบาย ทำวิจัยและข้อมูล
เพิ่มสัดส่วนของคนจากอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องโดยตรง ในคณะกรรมการต่างๆ
เพิ่มงบสนับสนุนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 10 เท่า
ข้อเสนอ: จัดสรรงบประมาณใหม่ เพื่อเพิ่มงบทั้งหมดที่ใช้ในการส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 10 เท่า จาก 500 ล้านบาท เป็นอย่างน้อย 5,000 ล้านบาท
“ส่งออกได้ รัฐให้ bonus” รัฐส่งเสริมงานสร้างสรรค์ที่เจาะตลาดเวทีโลกได้
ข้อเสนอ: รัฐจะช่วยสมทบงบประมาณให้กับผู้ผลิตงานสร้างสรรค์ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ เพลง หนังสือ หรืองานศิลปะต่าง ๆ หากส่งออกไปตลาดต่างประเทศได้ รัฐจะช่วยสมทบในอัตรา 50% ของมูลค่าที่ส่งออก ( ส่งออกได้ 100 บาท รัฐสมทบ 50 บาท)
รื้อกฎระเบียบ-ใบอนุญาต ถ่ายทำหนังในไทยได้สะดวก ตั้งเงื่อนไขส่งเสริมคนไทย
ข้อเสนอ: ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อนหรือเกณฑ์ที่ไม่จำเป็นสำหรับกองถ่ายที่มีการขอถ่ายทำในไทย (ตามแนวทางของนโยบายลดใบอนุญาต 50%)
ปรับปรุงเงื่อนไขเพื่อส่งเสริมการถ่ายทำในไทยอย่างมียุทธศาสตร์ขึ้น เช่น สัดส่วนศิลปินที่เป็นศิลปินไทยโดยเฉพาะหน้าใหม่ สัดส่วนของหนังที่ถ่ายในประเทศ สิทธิในการเผยแพร่
เพิ่มพื้นที่ผลิตและแสดงงานสร้างสรรค์ (เช่น co-studio แกลเลอรี่)
ข้อเสนอ : เพิ่มพื้นที่สำหรับผลิตและแสดงงานสร้างสรรค์ ที่อุดหนุนโดยตรงจากรัฐส่วนกลาง
เพิ่มความร่วมมือระหว่าง อปท. และมหาวิทยาลัยในการตกแต่งเมืองด้วยงานสร้างสรรค์
เพิ่มงบสนับสนุนจากท้องถิ่นในการผลิตงานสร้างสรรค์ส่งเสริมเมือง (เช่น หนังส่งเสริมเมืองยุทธศาสตร์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและการลงทุน)
ใช้กลไกส่วนลดภาษีที่ดิน (negative land tax) เพื่อเพิ่มแรงจูงใจให้เอกชนในการใช้พื้นที่เพื่องานสร้างสรรค์
กองทุนภาพยนตร์ เพื่อสนับสนุนผู้ผลิตหนังหน้าใหม่
ข้อเสนอ: สนับสนุนการสร้างโอกาสให้กับภาพยนตร์หน้าใหม่ โดยการให้ทุนถ่ายทำหลายระดับ
หารายได้จากภาษีที่เก็บโรงภาพยนต์หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งเนื้อหา (เช่น 1% ของค่าตั๋ว) และการสมทบในจำนวนที่เท่ากัน (1:1) โดยรัฐ
กำหนดสัดส่วนเวลาฉายขั้นต่ำสำหรับภาพยนตร์ไทย-ท้องถิ่นในโรงหนัง
ข้อเสนอ: กำหนดหรือเจรจาสัดส่วนเวลาฉายขั้นต่ำในโรงภาพยนตร์ขนาดใหญ่ สำหรับการฉายภาพยนตร์ไทย-ท้องถิ่น (เช่น หนังไทย 1 เรื่อง ควรได้เข้าฉายอย่างน้อยกี่รอบในกี่โรงต่อสัปดาห์)
ทลายการผูกขาดในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์
ข้อเสนอ: บังคับใช้กฎหมายแข่งขันทางการค้าอย่างจริงจัง ในกรณีการผูกขาดในกิจการเดียวกัน (horizontal) และ ข้ามกิจการ (vertical) ซึ่งทำให้มีอำนาจเหนือตลาดจากการมีส่วนสำคัญในทุกขั้นตอนของการผลิตภาพยนตร์ (เช่น ผลิตหนัง นำเข้าหนัง เผยแพร่หนัง ฉายหนังในโรงภาพยนตร์)
คุ้มครองสวัสดิภาพและสิทธิแรงงานสร้างสรรค์และคนทำงานในกองถ่าย
ข้อเสนอ: กำหนดมาตรฐานและเพิ่มเงื่อนไขบังคับให้ทุกการจ้างงานผลิตสื่อต้องมี “สัญญาจ้างที่เป็นธรรม” (เช่น ปัญหาการจ้างรายวัน ชั่วโมงทำงาน เวลาพักผ่อน) โดยสตูดิโอที่ล่าช้าในการจ่ายค่าจ้างหรือไม่ใช้สัญญาจ้างแรงงานตามมาตรฐานจะไม่มีสิทธิได้รับการสนับสนุนจากกองทุนภาพยนตร์
กำหนดมาตรฐานและบังคับใช้กฎหมายด้านความปลอดภัยและการป้องกันอุบัติเหตุในกองถ่าย และเพิ่มการตรวจสอบมาตราฐานความปลอดภัยของกองถ่ายด้วยหน่วยงานรัฐ
กำหนดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิเด็กและการทำงานของเด็กในกองถ่าย
นำทุกคนเข้าสู่รับบประกันสังคมถ้วนหน้า - เจ็บป่วยได้เงินชดเชย-ค่าเดินทางหาหมอ
คุ้มครองสนับสนุนการรวมตัวของคนในวงการเดียวกัน ที่ไม่ได้มีผู้ว่าจ้าง-คู่สัญญาคนเดียวกัน ตามแนวทาง “แรงงานทุกกลุ่มตั้งสหภาพได้”
เพิ่มประสิทธิภาพและความรัดกุมในการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา
กำหนดมาตรฐานชั่วโมงทำงานของคนงานกองถ่าย - เวลาทำงานไม่เกิน 12 ชั่วโมงต่อวัน (เวลาปกติ 8 ชั่วโมง และ ล่วงเวลาสูงสุด 4 ชั่วโมง) / อย่างน้อย 12 ชั่วโมงหลังเลิกกองต้องเป็นเวลาพักผ่อนก่อนเรียกกลับมาทำงานใหม่
อาชีพให้บริการทางเพศ (sex worker) ถูกกฎหมาย
ข้อเสนอ: ออก พ.ร.บ. ค้าประเวณีและคุ้มครองผู้ให้บริการ ฉบับใหม่ เพื่อควบคุมการค้าประเวณี ให้ผู้ให้บริการทางเพศได้รับการคุ้มครองการทำงาน และมีอำนาจต่อรองกับเจ้าของสถานบริการ
เงื่อนไขในการควบคุม เช่น อายุไม่ต่ำกว่า 18 (เสนอ 20) ปี ต้องสมัครใจจริง ๆ ไม่สามารถบีบบังคับได้ (เช่น อยากหยุดวันไหนต้องหยุดได้ อยากเลิกทำเมื่อไหร่ก็ต้องเลิกได้ มีสิทธิในการปฏิเสธลูกค้า)
ให้สถานบริการตรวจโรค/สารเสพติด ทุก 3 เดือน
ต้องใช้ถุงยางอนามัย
มีการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ถ้าเลิกทำงานนี้แล้ว สถานบริการต้องลบข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ให้บริการภายใน 7 วัน
ปลดล็อกเซ็กซ์ทอย (sex toy) และหนังผู้ใหญ่
ข้อเสนอ: เสนอให้แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 287 เพื่อปลดล็อกเซ็กซ์ทอย
และหนังผู้ใหญ่ออกจากสิ่งอื่นใดอันลามก
ควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า
ข้อเสนอ: อนุญาตให้มีการผลิต นำเข้าและจำหน่ายบุหรี่ไฟฟ้าในประเทศไทยได้
มีข้อกำหนดเช่นเดียวกับบุหรี่ เช่น จำกัดอายุผู้สูบ ห้ามสูบในที่สาธารณะ การห้ามโฆษณาและจัดโปรโมชั่น
ต้องมีมาตรการในการป้องกันนักสูบหน้าใหม่ เช่น การห้ามแต่งกลิ่นและรสของผลิตภัณฑ์บุหรี่ไฟฟ้า
คาสิโนถูกกฎหมาย รัฐกำกับดูแล
ข้อเสนอ: อนุญาตให้ เสนอให้มีคาสิโนอย่างถูกกฎหมายโดยจำกัดอายุผู้เล่น ไม่ต่ำกว่า 20 ปี
จำกัดฐานะของผู้เล่น โดยกำหนดรายได้ขั้นต่ำของผู้ที่จะมีสิทธิเล่นได้ ยึดตามรายได้ที่แจ้งต่อสรรพากรในปีภาษีก่อนหน้า
จำกัดจำนวนคาสิโน โดยถ้าจังหวัดไหนจะมีคาสิโนได้ ต้องออกเป็น พ.ร.ฎ. กำหนดพื้นที่และจำนวนคาสิโนที่จะออกใบอนุญาตได้
มีคณะกรรมการการพนันและขันต่อเป็นผู้ออกใบอนุญาต รวมทั้งกำหนดประเภทของการพนันและขันต่อที่จะมีในคาสิโนได้
คาสิโนออนไลน์ถูกกฎหมาย รัฐกำกับดูแล
ข้อเสนอ: ออก พ.ร.ฎ. กำหนดจำนวน และให้คณะกรรมการฯ ออกใบอนุญาต-ควบคุม เหมือนเป็นคาสิโนปกติ
ข้อกำหนดอายุและข้อกำหนดอื่นเป็นเหมือนคาสิโนปกติ บัญชีธนาคารที่ผูกกับบัญชีคาสิโนต้องเป็นชื่อของตัวเองเท่านั้น
การพนันขันต่อบางอย่างอาจแตกต่างกันกับคาสิโนปกติ เช่น การพนันผลการแข่งขันกีฬา
ต้องทำเรื่อง National Digital ID ให้ดี เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีการสวมรอยเข้ามาเล่นพนันโดยคนที่ขาดคุณสมบัติ
ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่
ข้อเสนอ: เลิกการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่แบบซ้ำซ้อน (เช่น การก่อสร้างทั้งมอเตอร์เวย์ รถไฟความเร็วสูง รถไฟทางคู่ ในเส้นทางเดียวกัน ซึ่งมีจำนวนคนเดินทางไม่มากพอ)
รถไฟทั่วถึง ทุกจังหวัดทั่วไทย
ข้อเสนอ: ขยายโครงข่ายทางรถไฟให้ครอบคลุมอีก 30 จังหวัดที่ยังไม่มีทางรถไฟ
สร้างโครงข่ายระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมสถานีรถไฟเข้าไปในเมือง
ออกแบบระบบถนนหนทาง เพื่อลดรถติด-ลดอุบัติเหตุ
ข้อเสนอ: พัฒนาโครงข่ายถนนอย่างมีลำดับชั้นของถนน (เช่น ถนนสายประธาน ถนนในเมือง) ไม่ใช่แบ่งประเภทถนนตามหน่วยงานเจ้าของถนน (กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท) เป็นหลัก
กระจายงบซ่อมถนนอย่างเป็นธรรม
ข้อเสนอ: พัฒนาระบบตรวจวัดคุณภาพถนน ว่าถนนไหนควรซ่อมก่อนหรือหลัง ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นเรื่องการเมือง ใครมีอำนาจก็ดึงงบลงไปซ่อมในจังหวัดที่เป็นเขตอิทธิพลของตนเอง
กระจายอำนาจด้านการให้บริการระบบขนส่งสาธารณะ
ข้อเสนอ: ถ่ายโอนอำนาจในการอนุญาตเดินรถ กำหนดเส้นทางเดินรถ และราคาค่าโดยสาร จากคณะกรรมการควบคุมการขนส่งทางบกกลาง/จังหวัด มาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดำเนินการแทน
ตั้งงบประมาณอุดหนุนเฉพาะกิจแบบพิเศษให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อการให้บริการขนส่งสาธารณะ ปีละ 10,000 ล้านบาท
ปลดล็อกอำนาจท้องถิ่นในการใช้งบประมาณอุดหนุน/สนับสนุน และตั้งเงื่อนไขกับผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะเอกชน (เช่น การอุดหนุนเงินบางส่วนให้ผู้ประกอบการเพื่อนำไปจัดซื้อรถเมล์ใหม่)
ผนวกความต้องการด้านการขนส่งเข้ากับการพัฒนาอุตสาหกรรม
ข้อเสนอ: ส่งเสริมอุตสาหกรรมขนส่งสาธารณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
กำหนดให้รถโดยสารประจำทางทั่วประเทศไทยต้องใช้พลังงานไฟฟ้าขับเคลื่อนแทนที่เครื่องยนต์สันดาปภายใน ในระยะเวลา 7 ปี
กำหนดให้การจัดซื้อรถเมล์ใหม่ ต้องเป็นรถเมล์ไฟฟ้าเท่านั้น
เปลี่ยนรถไฟดีเซล เป็นรถไฟไฟฟ้า
ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่ไฟฟ้า ด้วยการ
อุดหนุนเงินให้กับสถาบันการศึกษา
ส่งเสริมทางอ้อมโดยใช้การจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ เพื่อเพิ่มการลงทุนโดยเอกชน
เพิ่มจุดเปลี่ยนถ่ายและกระจายสินค้าตามหัวเมืองต่าง ๆ ในทุกภูมิภาค
พัฒนาระบบตั๋วร่วม ใช้บัตรใบเดียว เดินทางได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะทั่วไทย
ข้อเสนอ: พัฒนาระบบตั๋วร่วม ใช้บัตรใบเดียวเดินทางได้ทุกระบบขนส่งสาธารณะทั่วประเทศไทย
รถเมล์และรถไฟฟ้า 8-45 บาทตลอดสาย ใช้บัตรใบเดียว ครอบคลุมทั้ง กทม.
ข้อเสนอ : พัฒนาระบบค่าโดยสารร่วม กำหนดราคาค่าโดยสาร
เที่ยวละ 8-25 บาท ตลอดสาย (รถเมล์)
เที่ยวละ 8-45 บาท ตลอดสาย (รถเมล์และรถไฟฟ้า)
ใช้งบประมาณในการจ่ายเงินชดเชยส่วนต่างให้ผู้ให้บริการรถเมล์/รถไฟฟ้า ประมาณปีละ 7,170 ล้านบาท
รถเมล์ไฟฟ้าทุกจังหวัด - เติมเงินให้ท้องถิ่น เพิ่มขนส่งสาธารณะ
ข้อเสนอ: อุดหนุนงบประมาณ 10,000 ล้านบาท เพื่อผลักดันในการเกิดการลงทุนเดินรถเมล์ไฟฟ้า ในทุกเมือง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ และทำให้ค่าโดยสารรถเมล์อยู่ในราคาที่เหมาะสม ไม่เป็นไปภาระกับประชาชนเกินควร
ส่งเสริมอุตสาหกรรมรถเมล์-รถบรรทุกไฟฟ้า
ข้อเสนอ: ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมรถเมล์และรถบรรทุกไฟฟ้าภายในประเทศ โดยออกมาตรการส่งเสริมและผลักดันให้ผู้ประกอบการขนส่งที่ยังใช้รถเครื่องยนต์สันดาปภายใน (ดีเซล-NGV-LPG) เปลี่ยนไปใช้รถพลังงานไฟฟ้า โดยภาครัฐออกมาตรการส่งเสริม อาทิ การออกเชื่อสินดอกเบี้ยต่ำ การนำรถเก่าแลกรถใหม่ การลดหย่อนภาษีนิติบุคคล การลดภาษีสรรพสามิต
ออกข้อกำหนดมาตรฐานรถเมล์และรถบรรทุกใหม่ผ่านการออกกฎกระทรวง ตาม พรบ. ขนส่งทางบก โดยกำหนดอายุของรถเมล์และรถบรรทุกที่สามารถให้บริการได้ เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนเป็นรถเมล์และรถบรรทุกไฟฟ้า สำหรับรถเมล์ไฟฟ้าตั้งเป้าเปลี่ยนรถเมล์ทั่วประเทศเป็นรถเมล์ไฟฟ้าภายในปี 2030 (100@30)
ในกรณีของรถเมล์ไฟฟ้า จะอุดหนุนงบประมาณ 10,000 ล้านบาทลงสู่ท้องถิ่น เพื่อผลักดันในการเกิดการลงทุนเดินรถเมล์ไฟฟ้า ในทุกเมือง ทุกจังหวัด ทั่วประเทศ
สร้างเศรษฐกิจสีเขียวครบวงจร
ข้อเสนอ: ส่งเสริมการวิจัยด้านเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนของอนาคต เช่น ไฮโดรเจน พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์เข้มข้น เพื่อสนับสนุนแนวทางเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนในประเทศ
ส่งเสริมอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงานหมุนเวียน เช่น เทคโนโลยีการกักเก็บพลังงานหรือแบตเตอรี่ อุตสาหกรรมผลิต inverter controller
ให้แรงจูงใจกับบริษัทเอกชนลงทุนเพื่อปรับปรุงเทคโนโลยีการผลิตที่ประหยัดพลังงาน และ/หรือลดการปล่อยคาร์บอน ผ่านการหักค่าใช้จ่ายได้ 1.5-2 เท่า เพื่อกระตุ้นให้เกิดธุรกิจบริการ solution ด้านเทคโนโลยีลดคาร์บอน อุตสาหกรรม sensor และอุปกรณ์ IOT ภายในประเทศ
ส่งเสริมอุตสาหกรรมปลายน้ำอื่นๆ เช่น อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการผลิตชุดอุปกรณ์ Fast Charging Station รองรับอุตสาหกรรมรถ/รถเมล์ไฟฟ้า/รถบรรทุกไฟฟ้า อุปกรณ์ติดตั้ง Smart City ด้านการประหยัดพลังงาน
สร้างอุตสาหกรรมชิปในประเทศ
ข้อเสนอ: ส่งเสริมให้เกิดอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้า (Power Electronics)ตั้งแต่ต้นน้ำ ที่เป็นชิ้นส่วนสำคัญในอุปกรณ์ไฟฟ้าสมัยใหม่ เช่น รถ EV อุปกรณ์ชาร์จเร็ว สถานีอัดประจุไฟฟ้าแบบชาร์จเร็ว ไปจนถึงอุปกรณ์ควบคุมกระแสไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน
เพื่อให้เกิดอุตสาหกรรมชิปประเภท power electronics ต้นน้ำในประเทศ เราต้องการการลงทุนจากเจ้าของเทคโนโลยี จำเป็นต้องมีแพ็กเกจส่งเสริมการลงทุนที่สามารถดึงดูดนักลงทุนเป้าหมายได้จริง ที่ออกแบบมาเพื่อผู้ลงทุนแต่ละรายและจำกัดเฉพาะเครื่องมือแบบเดิมๆ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ครอบคลุมถึงการให้การสนับสนุนในด้านอื่นๆ ทั้งการสร้างบุคลากร เงินอุดหนุน งานวิจัย สาธารณูปโภค
ยกระดับบทบาทไทยใน ASEAN
ข้อเสนอ: ฟื้นฟูบทบาทนำของประเทศไทยในเวทีอาเซียน ด้วยการยกฐานะให้ประเทศไทยกลับมาเป็นประเทศผู้นำในการเจรจาด้านต่าง ๆ ทั้งภายในกลุ่มประเทศอาเซียน และในฐานะตัวแทนของกลุ่มประเทศอาเซียนในการเจรจากับประเทศนอกกลุ่มอีกครั้ง
ใช้หลักการ Constructive Stabilization หรือการตั้งเป้าหมายว่าจะยุติสงครามกลางเมืองและการเสียชีวิตของประชาชน โดยใช้ความร่วมระหว่างอาเซียนและสหประชาชาติ ในการจัดการกับวิกฤติในประเทศเมียนมา และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านกลับมาเป็นประชาธิปไตย โดยเคารพเจตจำนงของประชาชนชาวเมียนมาในการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ
ปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยทางการเมืองด้วยความเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยไม่ส่งตัวกลับไปยังประเทศต้นทาง หรือประเทศที่อาจทำให้ผู้ลี้ภัยได้รับโทษทางอาญา
พิจารณาทบทวนหลักการไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกันระหว่างกลุ่มประเทศอาเซียน เพื่อที่จะคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนในประเทศสมาชิก (เช่น การแก้ไขปัญหาในประเทศเมียนมา) โดยใช้กระบวนการ ASEAN-minus-X หรือการที่เมื่อเกิดเหตุจำเป็น ประเทศสมาชิกบางประเทศอาจร่วมกันเข้าไปแทรกแซงกิจการภายในของประเทศสมาชิกอื่นได้ โดยไม่ต้องรอทุกประเทศในอาเซียนให้ความยินยอมก่อน
ศาลสิทธิมนุษยชนแห่ง ASEAN (Southeast Asian Court of Human Rights)
ข้อเสนอ: เพื่อเป็นการรับรองและรับประกันความยุติธรรมจากปัญหาการโดนละเมิดสิทธิโดยรัฐ อาเซียนจําเป็นต้องมีการผลักดันให้มีศาลสิทธิมนุษยชนแห่งเอเซียตะวันออกเฉียงใต้เกิดขึ้น แม้ว่าอาเซียนจะมีองค์กรระหว่างรัฐที่ทํางานดูแลประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน แต่ AICHR ไม่ได้มีอํานาจแบบศาลที่จะสามารถรับเรื่องร้องเรียนได้ การมีศาลสิทธิมนุษยชนเอเซียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นตัวรับรองและเป็นอีกหนึ่งกลไกที่จะบังคับให้รัฐสมาชิกอาเซียนต้องเคารพและปฏิบัติตามข้อตกลงของอาเซียนในประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน
ลงนามและให้สัตยาบันกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน
ข้อเสนอ: ปัจจุบันประเทศไทยเข้าเป็นภาคีตราสารระหว่างประเทศหลักแล้วทั้งสิ้น 7 ฉบับ โดยไทยยังไม่ได้เข้าเป็นภาคี อนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการหายสาบสูญโดยถูกบังคับ และอนุสัญญาว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิของแรงงานโยกย้ายถิ่นฐานและสมาชิกในครอบครัว และภาคีตราสารระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนอีกเป็นจำนวนมาก หากเราเร่งลงนามและให้สัตยาบันจะยิ่งทำให้การขับเคลื่อนงานด้านสิทธิมนุษยชนก้าวหน้ามากขึ้น และเป็นการกดดันให้เกิดการแก้กฎหมายในประเทศให้สอดคล้องและเกิดการบังคับใช้
รักษาสันติภาพและคุณค่าประชาธิปไตย ภายใต้สงครามของมหาอำนาจ
ข้อเสนอ: พรรคก้าวไกลเชื่อมั่นในค่านิยมก้าวหน้า (Progressive Values) สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย แต่ก็พร้อมสร้างความร่วมมือกับจีนเพื่อเป้าหมายที่จะสร้างเอเชียที่สงบสุข แลมีะมั่งคั่งทางเศรษฐกิจ
เป็นพันธมิตรทางด้านความมั่นคงกับสหรัฐอเมริกาและตั้งเป้าในการเพิ่มทรัพยากรสำหรับการฝึกร่วมคอบร้า โกลด์ ที่จัดขึ้นในไทย รวมไปถึงการร่วมมือในกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโด-แปซิฟิก (IPEF)
การทูตเกษตรเชิงรุก - เร่งหาแหล่งแม่ปุ๋ย & เปิดตลาดสินค้าเกษตร
ข้อเสนอ: ทำงานเชิงรุกในการเข้าถึงแหล่งแม่ปุ๋ยในประเทศใหม่ๆ เพื่อจัดหาแม่ปุ๋ยมาให้เกษตรกรในราคาที่แข่งขันได้ รวมถึงต้องช่วยเปิดตลาดสินค้าเกษตร และลดอุปสรรคทางการค้า เพื่อให้สามารถส่งออกยังประเทศนั้นได้โดยตรง โดยไม่ติดขัด โดยเฉพาะด้านสุขอนามัย และมาตรฐานคุณภาพต่างๆ
ตั้งเป้าขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแบบรวมกลุ่ม
ข้อเสนอ: สร้างความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่นำประเด็นด้านชาตินิยมมาใช้ในการสร้างความนิยมทางการเมือง
สนับสนุนให้เกิดการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแบบรวมกลุ่ม ในพื้นที่ติดต่อหรือใกล้เคียงพรมแดนระหว่างประเทศ เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศ และเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการท่องเที่ยวชายแดน
สนับสนุนงบประมาณผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศเพื่อนบ้าน (สพพ.) โดยการให้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำแก่ประเทศเพื่อนบ้านเพื่อปรับปรุงหรือบำรุงรักษาโครงสร้างถนนที่นำไปสู่แหล่งโบราณคดี พร้อมทั้งสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในการร่วมอนุรักษ์โบราณสถานเป้าหมายในการขอขึ้นทะเบียนมรดกโลกแบบรวมกลุ่ม
ตั้งสำนักงานผู้แทนการค้าไทย (TTRO) ขึ้นตรงนายกฯ
ข้อเสนอ: จัดตั้งสำนักงานผู้แทนการค้าไทย เป็นส่วนราชการเทียบเท่ากรมขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรี รับผิดชอบในการเจรจาการค้าระหว่างประเทศกับประเทศที่ไม่ใช่คู่เจรจาเดิม รวมไปถึงคู่เจรจาที่ไม่มีสถานะความเป็นรัฐโดยสมบูรณ์และคู่เจรจาที่มีสถานะพิเศษอื่น เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแบบเป็นทางการของรัฐบาล
สำนักงานผู้แทนการค้าไทยที่จะตั้งขึ้นใหม่นี้ จะโอนอำนาจหน้าที่ งบประมาณ บุคลากรและสุานที่ จากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น กรมเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ คณะผู้แทนถาวรไทยประจำองค์การการค้าโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
พาสปอร์ตไทย ฟรีวีซ่าได้มากขึ้น
ข้อเสนอ: ปัจจุบันประเทศไทยสามารถเดินทางเข้าประเทศอื่นโดยไม่ต้องขอวีซ่าได้ 42 ประเทศ ขอวีซ่าเมื่อไปถึงปลายทางได้ 52 ประเทศ และยังมีอีก 104 ประเทศ ที่ผู้ถือพาสปอร์ตไทยจะต้องขอวีซ่าก่อนเดินทาง
เป้าหมายคือต้องเจรจาเพื่อขอยกเว้นวีซ่าเพิ่มอีกอย่างน้อย 40 ประเทศ ผ่านการปรับปรุงตัวชี้วัดระดับนานาชาติ ซึ่งมีผลต่อการเจรจายกเว้นวีซ่ากับประเทศปลายทาง เช่น ตัวชี้วัดด้านการพัฒนามนุษย์ ตัวชี้วัดด้านเสรีภาพส่วนบุคคล
โครงการศึกษาแลกเปลี่ยนสำหรับครูเพื่อพัฒนาทักษะภาษา
ข้อเสนอ: ทำโครงการ Thailand Exchange and Teaching (TET) Programโดยรับอาสาสมัครชาวต่างชาติซึ่งจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีมาเป็นครูผู้ช่วยสอนภาษาอังกฤษ ภาษาจีน หรือภาษาคอมพิวเตอร์ในโรงเรียนระดับท้องถิ่น โดยอาสาสมัครที่ได้รับการคัดเลือกจะได้รับค่าตอบแทน โดยมีระยะเวลาในการร่วมโครงการ 1-3 ปี เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเรียนกับครูต่างชาติที่เป็นผู้เชี่ยวชาญโดยตรง
การทูตวัคซีนเชิงรุก – เร่งฉีดให้กับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามแนวชายแดนสองฝั่ง
ข้อเสนอ: เร่งฉีดวัคซีน ทั้งวัคซีนโควิด และวัคซีนป้องกันโรคอื่นให้กับกลุ่มคนที่อาศัยอยู่ตามชายแดนฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน ถือเป็นการป้องกันโรคเชิงรุก ไม่ให้เกิดการติดเชื้อไวรัสข้ามพรมแดนอีกวิธีหนึ่ง
การทูตฝุ่นเชิงรุก – แก้ปัญหาฝุ่นควันข้ามแดนในระดับระหว่างประเทศ
ข้อเสนอ: ผลักดัน พ.ร.บ. อากาศสะอาด ซึ่งมีการกำหนดโทษของผู้ที่ปล่อยควันพิษข้ามพรมแดน รวมไปถึงการลงโทษบริษัทไทยและบริษัทต่างประเทศซึ่งมีส่วนก่อให้เกิดมลภาวะแก่ประเทศไทย
การพูดคุยระหว่างไทยและประเทศเพื่อนบ้านเพื่อหาแนวทางและขอความร่วมมือประเทศเพื่อนบ้านในการปราบปรามผู้ก่อมลพิษตามแนวชายแดน
ไทยเป็นศูนย์กลาง ASEAN ด้านการลดก๊าซเรือนกระจก & Green Tech
ข้อเสนอ: สร้างเศรษฐกิจสีเขียว เปลี่ยนแนวทางการผลิตไฟฟ้ามาเป็นการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน
ออกกฎหมายเพื่อสร้างตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคบังคับ และเรียกเก็บภาษีสำหรับกลุ่มบริษัทที่ไม่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้