โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘Ai Weiwei’ ศิลปินที่ต่อเลโก้เพื่อรำลึกถึงนักสู้ทางการเมืองผู้ถูกคุมขังกว่า 176 คน

The MATTER

อัพเดต 21 มิ.ย. 2566 เวลา 03.03 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2566 เวลา 03.00 น. • Art is not Art

เมื่อเอ่ยชื่อ อ้าย เว่ยเว่ย (Ai Weiwei)นอกจากมิตรรักแฟนศิลปะหลายคนจะรู้จักเขาในฐานะศิลปินร่วมสมัยชาวจีนผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในยุคปัจจุบันแล้ว เขายังเป็นที่รู้จักในฐานะนักวิจารณ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ผู้มีบทบาทโดดเด่นในการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของรัฐบาลจีนอย่างเผ็ดร้อน ตรงไปตรงมา ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม และยังเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและความเป็นประชาธิปไตย

เขามักให้สัมภาษณ์โจมตีการกระทำของรัฐบาลจีนอย่างรุนแรงในสื่อต่างๆ ทั่วโลก เปิดโปงการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลจีนจนถูกหมายหัว และในที่สุดเขาก็ถูกจับตัวในสนามบินขณะกำลังจะเดินทางไปฮ่องกง เขาถูกกักขังเป็นเวลานานถึง 81 วัน ในระหว่างนั้นเขาถูกสอบสวนหลายครั้ง เขาถูกปล่อยตัวออกมาท่ามกลางเสียงเรียกร้องของคนหลากหลายวงการทั่วโลก และถูกทัณฑ์บนในข้อหาหลบเลี่ยงภาษี โดยถูกกักบริเวณในบ้าน ห้ามออกนอกประเทศ และห้ามใช้การสื่อสารออนไลน์ทุกชนิด

แต่ถึงแม้จะออกนอกประเทศไม่ได้ ศิลปินหัวขบถอย่างอ้าย เว่ยเว่ย ก็หาทางแสดงงานในต่างประเทศจนได้ ด้วยความร่วมมือจากมูลนิธิ FOR-SITE ของสหรัฐอเมริกา และภัณฑารักษ์ เชอรีล เฮย์นส์ (Cheryl Haines) โดยจัดแสดงนิทรรศการที่ว่าด้วยเรื่องราวของการถูกคุมขังและสูญเสียเสรีภาพ และเมื่อพูดถึงประเด็นนี้ เขาก็ไม่ได้ไปจัดแสดงงานที่พิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ที่ไหน หากแต่จัดแสดงในอดีตเรือนจำที่ได้ชื่อว่าโหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์ของสหรัฐอเมริกาอย่าง คุกอัลคาทราซ นั่นเอง นิทรรศการนั้นมีชื่อว่า @Large: Ai Weiwei on Alcatraz(2014)

และผลงานที่สะท้อนถึงประสบการณ์ที่เขาได้รับอย่างชัดเจนที่สุดก็คือ Trace (2014)ผลงานศิลปะจัดวางที่แสดงภาพใบหน้าคนจำนวนมาก หากใบหน้าที่ว่านี้ไม่ได้ถูกทำขึ้นในรูปแบบของภาพวาดตามปกติธรรมดา แต่ใช้ตัวต่อเลโก้สร้างเป็นภาพของผู้ต้องหาทางการเมืองจำนวน 176 คน จากทั่วโลก ผู้ถูกคุมขังหรือต้องพลัดถิ่นฐานจากการแสดงออกทางความคิดและการต่อสู้เคลื่อนไหวทางการเมือง อ้าย เว่ยเว่ย เรียกขานพวกเขาเหล่านี้ว่าเป็น ‘วีรบุรุษแห่งยุคสมัยของเรา’

ผลงาน Trace ในนิทรรศการ @Large: Ai Weiwei on Alcatraz (2014), ภาพจากhttps://www.sfgate.com

“ในปี 2011 ผมถูกรัฐบาลจีนกักตัวในแบบที่แทบจะเหมือนการลักพาตัว และถึงแม้จะถูกปล่อยตัวออกมา ผมก็ถูกกักบริเวณที่บ้าน ในแบบที่บางคนอาจจะเรียกว่า การคุมขังแบบเบาะๆ ถึงแม้รัฐบาลจะไม่เคยตั้งข้อหาผมอย่างเป็นทางการ แต่ชื่อของผมก็ถูกเซ็นเซอร์บนอินเทอร์เน็ตในประเทศจีน ผมไม่มีแม้แต่นิทรรศการของตัวเอง หลังจากการครองอำนาจมา 65 ปี รัฐบาลจีนก็ยังไม่เคยรับรองสิทธิของประชาชน เราไม่สามารถเลือกตั้ง ไม่มีกระบวนการยุติธรรมหรือแม้แต่องค์กรสื่อสารมวลชนที่เป็นอิสระจากการควบคุมของรัฐ สิ่งนี้แสดงให้เห็นว่าคำว่า ‘เสรีภาพ’ นั้น เป็นสิ่งที่มีความหมายต่อประชาชนชาวจีนอย่างมาก”

“สิ่งนี้ทำให้คำแรกที่ผมนึกขึ้นมาในใจในตอนที่คิดจะทำนิทรรศการศิลปะครั้งนี้คือ ‘เสรีภาพ’ ในฐานะศิลปิน ผมอยู่ในสังคมที่เสรีภาพเป็นสมบัติล้ำค่า เราดิ้นรนและใช้ความพยายามอย่างยิ่งยวดในการไขว่คว้ามันทุกวี่วัน บางครั้งเราเสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อปกป้อง และเพื่อยืนหยัดเสรีภาพ สำหรับผม เสรีภาพไม่ใช่สิ่งที่ตายตัว หากแต่เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลายาวนานต่อสู้ให้ได้มา ผมคิดว่าการให้ความสำคัญต่อเสรีภาพในการแสดงออกสำหรับศิลปิน และเป็นคุณค่าอันขาดไม่ได้สำหรับการทำงานสร้างสรรค์”

“นักเขียน กวี และศิลปินในยุคสมัยของพ่อผม ไม่อาจแสดงออกทางความคิดของพวกเขาได้โดยปราศจากเสรีภาพ พวกเขาถูกลงทัณฑ์จากการมีความคิด ทัศนคติและบุคลิกภาพที่แตกต่าง และโทษก็อาจหนักหนาจนถึงแก่ชีวิต พ่อของผมถูกจับกุม คุมขัง และเนรเทศไปยังสถานที่ห่างไกล ยากไร้กันดาร และผมก็ใช้ชีวิตเติบโตที่นั่นกับครอบครัว”

“ในนิทรรศการ @Large เรานำเสนอภาพ หรืออันที่จริง สุ้มเสียงของนักโทษการเมือง และนักโทษทางความคิดร้อยกว่าคน ที่มีเรื่องราวและพื้นเพที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง หากแต่คนเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นนักต่อสู้ด้วยสันติวิธี ผู้สูญเสียอิสรภาพเพียงเพราะการแสดงออกทางความคิด หรือถูกคุมขังเพียงเพราะพวกเขาพยายามเปลี่ยนแปลงสังคมด้วยการเขียนหรือประท้วงอย่างสงบ พวกเขาหลายคนอาจจะติดคุกไปตลอดชีวิต หรือถูกสาธารณชนลืมเลือนไป แต่ในความเป็นจริง พวกเขาคือวีรบุรุษแห่งยุคสมัยของเรา พวกเขาอาจซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด ในที่ที่ไม่มีใครรู้จัก ชื่อของพวกเขาไม่เคยถูกขานออกมาอย่างยกย่องและให้เกียรติเหมือนปูชนียบุคคลของชาติคนอื่นๆ แต่ถึงแม้งานของพวกเขาจะไม่เป็นที่โดดเด่นสะดุดตา หากแต่ความสําคัญของพวกเขาก็ไม่เคยลดน้อยถอยลง และด้วยความพยายามของพวกเขานี่เอง ที่ทำให้เราอยู่ในสังคมอันศิวิไลซ์ได้อย่างสงบสุข นิทรรศการนี้จัดขึ้นเพื่อรำลึกถึงชื่อของพวกเขาและการต่อสู้ของพวกเขากับผู้กดขี่ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”

ผลงาน Trace: Somyot Prueksakasemsuk (2014) ผลงานศิลปะจัดวางจากตัวต่อเลโก้ภาพ สมยศ พฤกษาเกษมสุข, ภาพจาก https://www.skirball.org

และที่สำคัญ หนึ่งในภาพบรรดาผู้ต้องหาทางการเมืองเหล่านั้นคือภาพใบหน้าของ สมยศ พฤกษาเกษมสุข อดีตนักโทษการเมืองชาวไทยผู้ถูกคุมขังเป็นเวลา 7 ปีเต็ม จากข้อหาตามกฎหมายอาญามาตรา 112 นั่นเอง

อ้าย เว่ยเว่ยยังใช้ตัวต่อเลโก้ทำงานศิลปะในประเด็นทางการเมืองอีกหลายต่อหลายครั้ง ทั้งต่อเป็นภาพของนักรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชนของออสเตรเลียในผลงาน Letgo Room (2015) และภาพของนักเรียนชาวเม็กซิโกจำนวน 43 คนที่ถูกลักพาตัวและ (คาดว่า) ถูกสังหารหมู่ในปี 2014 ในผลงาน Reestablishing Memories (2019) อีกด้วย

อ้าย เว่ยเว่ยเผยถึงเหตุผลที่เขาหยิบเอาเลโก้มาทำงานศิลปะให้เราฟังว่า “สำหรับผม เลโก้เป็นสื่อชนิดหนึ่ง ผมมักจะใช้สื่อใหม่ๆ เพื่อแสดงออกถึงรูปแบบหรือภาษาใหม่ๆ เลโก้มีความสวยงาม สีสันสดใสชัดเจน หลังจากคุณต่อเลโก้เป็นสิ่งต่างๆ แล้ว คนอื่นก็สามารถทำตามออกมาได้เหมือนกันเป๊ะๆ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่น่าสนใจมาก”

ก่อนหน้านี้ในปี 2015 เคยมีเหตุการณ์ดราม่าเกี่ยวกับเลโก้จากการที่อ้าย เว่ยเว่ยติดต่อซื้อตัวต่อเลโก้จากบริษัทแม่ของเลโก้ที่เดนมาร์ก แต่กลับถูกปฏิเสธโดยให้เหตุผลว่าผลงานของเขาเกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง หลังจากข่าวนี้กระจายในโซเชียลมีเดีย (ด้วยฝีมือของพี่อ้ายเองนั่นแหละ) ทำให้เกิดกระแส #legosforweiwei ขึ้น จนมีผู้คนจากทั่วโลกบริจาคตัวต่อเลโก้ให้เขาเป็นจำนวนมาก ในภายหลังผู้บริหารเลโก้จึงต้องออกมาขออภัยในเหตุการณ์นี้ และเปลี่ยนนโยบายบริษัทว่าจะไม่มีการสอบถามเหตุผลในการสั่งซื้อเลโก้ในจำนวนมากอีกต่อไป

ผลงาน Trace ในนิทรรศการ @Large: Ai Weiwei on Alcatraz (2014), ภาพจากhttps://www.sfgate.com

อ้าย เว่ยเว่ยยังเป็นหนึ่งในศิลปินผู้ร่วมงานเทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ บางกอก อาร์ต เบียนนาเล่ ในปี 2020 ที่ร่วมลงชื่อในแถลงการณ์ประณามและเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงทุกรูปแบบต่อผู้ชุมนุมเรียกร้องประชาธิปไตยในประเทศไทย รวมถึงเรียกร้องให้ทางเทศกาลและหอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพมหานคร ร่วมมือและแสดงจุดยืนเพื่อยืนหยัดต่อต้านความรุนแรงและยืนยันสิทธิของการชุมชุมอย่างสันติ แถมในการสัมภาษณ์ออนไลน์กับสื่อมวลชนชาวไทย เขายังชูสามนิ้วมาให้กำลังใจประชาชนชาวไทยทางหน้าจอเว็บแคมอีกด้วย

“ผมคิดว่าประเทศไทยมีประวัติศาสตร์และโครงสร้างของตัวเอง ผมนับถือเยาวชนและคนรุ่นใหม่ยืนหยัดต่อสู้ในช่วงเวลาที่ยากลำบากครั้งนี้จากใจจริง ในขณะเดียวกัน ช่วงเวลาอันยากลำบากเช่นนี้ก็เป็นพลังที่ผลักดันให้โลกเราก้าวไปสู่สภาวะที่ดีกว่า ผู้ประท้วงเหล่านี้ไม่ได้ประท้วงเพียงเพราะแค่อยากประท้วง แต่พวกเขากำลังสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ให้ประเทศของเขา”

“เราทุกคนกำลังอยู่บนเรือลำเดียวกัน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม โลกกำลังเล็กลงเรื่อยๆ เราต้องเผชิญหน้าสายลมและพายุฝนร่วมกันอย่างไม่อาจหลีกหนีได้ สิ่งที่เกิดขึ้นในฮ่องกง ในประเทศไทย หรือที่ไหนๆ ในโลกตอนนี้ เราทุกคนต่างรับรู้ร่วมกันผ่านสื่ออินเทอร์เน็ตและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของการสื่อสาร สิ่งเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผลงานของผมโดยตรง และผมก็ทำการค้นคว้าศึกษาเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ไม่มากก็น้อย”

อ้างอิงจาก

หนังสือ Ai Weiwei: So Sorry เขียนโดย Ai Weiwei และ Mark Siemons

At Large: Ai Weiwei on Alcatraz เรียบเรียงโดย David Spalding

https://www.sfgate.com/art/article/Large-Ai-Weiwei-on-Alcatraz-preps-for-big-5769936.php#photo-6881303

Graphic Designer: Sutanya Phattanasitubon
Proofreader: Runchana Siripraphasuk

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...