วัดใจ "บริษัทปิโตรเลียม" ยื่นสำรวจ PSC ครั้งแรกในรอบ 14 ปี
ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่พุ่งทะลุ 90 เหรียญต่อบาร์เรล และมีแนวโน้มที่จะขยับไปถึง 100 เหรียญ/บาร์เรล ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศปรับราคาขึ้นไปด้วย แต่สถานการณ์พลังงานขาขึ้นของประเทศไทยยังมีเรื่องแหล่งก๊าซธรรมชาติแหล่งใหญ่ในอ่าวไทย “เอราวัณ-บงกช” ถูกเปลี่ยนมือผู้รับสัมปทานเดิม (เชฟรอน) มาเป็น ปตท.สผ.ในระบบสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ไม่สามารถผลิตก๊าซตามปริมาณขั้นต่ำที่กำหนดไว้ได้ ส่งผลให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติต้องเร่งบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อความมั่นคงของประเทศทั้งในระยะสั้นและกลาง รวมไปถึงการกลับมาเปิดให้ผู้สนใจยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบใหม่
นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ปี 2565 กรมได้เตรียมแผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติเพื่อสร้างความมั่นคงระบบพลังงานของประเทศและรองรับการเปลี่ยนผ่านการให้สัมปทานเดิมมาสู่ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ในกรณีของแหล่งเอราวัณ-บงกช ซึ่งเป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติที่ใหญ่ที่สุดในอ่าวไทย หรือจากกลุ่มเชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต ผู้รับสัมปทานรายเดิมมาเป็นบริษัท ปตท.สผ.เอนเนอร์ยี่ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด หรือ ปตท.สผ.อีดี และบริษัท เอ็มพี จี2 (ประเทศไทย) จำกัด ในฐานะผู้รับสัญญา PSC รายใหม่ โดยการผลิตก๊าซจากแหล่งดังกล่าวยังคงเดินหน้าต่อไป แม้ว่าจะผลิตก๊าซไม่ได้ตามปริมาขั้นต่ำตกลงกันไว้ก็ตาม
“กรมได้ประสานการเจรจาผู้สัมปทานเดิมกับผู้ที่ชนะประมูลใหม่มาตลอดในเรื่องของการดำเนินงานช่วงเปลี่ยนผ่าน (transition period) โดยระบุรายละเอียดทั้งการเข้าพื้นที่ของแหล่งเอราวัณก่อนจะสิ้นอายุสัมปทานและเรื่องอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเพื่อไม่ให้กระทบประชาชนให้มากที่สุด พร้อมทั้งเดินหน้าแผนจัดหาก๊าซในการลงนามร่วมกัน 3 ฉบับ เมื่อช่วงปลายปี 2564 อย่างเร่งด่วน เพื่อประสาน ‘รอยต่อ’ แต่ยอมรับว่ากำลังผลิตก๊าซช่วงแรกอาจไม่เป็นไปตามแผน แต่ก็ยังเดินหน้าต่อได้ ไปพร้อมกับแหล่งบงกช ซึ่งทุกอย่างยังเป็นไปตามแผน โดยการเปลี่ยนผ่านครั้งนี้นับเป็นช่วงเปลี่ยนมาสู่ระบบแบ่งปันผลผลิต (PSC) ที่นำมาใช้เป็นครั้งแรก โดยกรมได้ตั้งกองบริหารสัญญาและหาบุคลากรมารับภารกิจใหม่นี้ด้วย” นายสราวุธกล่าว
อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างนี้ การบริหารจัดการก๊าซฯเพื่อให้เกิดความมั่นคงทางพลังงานระยะสั้น กรมเชื้อเพลิงได้เเจ้งไปยังผู้รับสัมปทานทุกราย “ขอให้ดูแลความพร้อมการผลิตปิโตรเลียมให้ดีที่สุดและต้องไม่มีแผนชัตดาวน์” โดยผู้ซื้อโดยเฉพาะ บมจ.ปตท.สามารถเรียกรับก๊าซส่วนเกินจากความสามารถที่ผู้ขายรับรองว่าจะส่งก๊าซให้ได้ในแต่ละวัน (DCQ) ที่ส่วนใหญ่ระบุไว้ 5-15% โดยต้องเกิดประโยชน์กับทุกฝ่าย อีกทั้งกรมจะประสาน ปตท.เพื่อจัดหา “ก๊าซส่วนเพิ่ม”จากแหล่งอาทิตย์เข้ามาเพิ่มจากแปลง G2/61 อีก 60 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เป็น 280 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน แปลง B8/32 อีก 16 ล้าน ลบ.ฟุต/วัน
ล่าสุดกระทรวงพลังงานจะเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 24 ในทะเลอ่าวไทย (แปลงหมายเลข G1/65-G2/65-G3/65) ขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในการออกประกาศเชิญชวนให้ยื่นขอสิทธิ ซึ่งกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติคาดหวังว่าพื้นที่แปลงสำรวจและผลิตดังกล่าวจะเข้ามาช่วยเพิ่มปริมาณสำรองปิโตรเลียมที่ปัจจุบันจะเริ่มมีปริมาณน้อยลงไปเรื่อย ๆ คาดว่าการเปิดให้ยื่นขอสิทธิครั้งนี้ จะมีการลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท
“เฉพาะกรณีแหล่งเอราวัณ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ บริษัทผู้รับสัมปทานรายเดิม และคู่สัญญารายใหม่ จะดำเนินการเข้าตรวจสอบการผลิตก๊าซธรรมชาติ เพื่อวางแผนบริหารหลังจากสิ้นสุดสัมปทานในเดือนเมษายน 2565 ที่จะถึงนี้ ส่วนแหล่งบงกชขอให้ ปตท.สผ.ให้คงการผลิตเดิมไว้ก่อน และประสานไปยังแหล่งพัฒนาพื้นที่ไทย-มาเลเซีย (JDA) ขอซื้อก๊าซเพิ่มเติมจาก A18 และ B17 ซึ่งทั้งหมดเป็นการบริหารระยะสั้นและกลางเพื่อรอช่วงการประมูลรอบ 24 มาเติมความมั่นคงเพิ่มในระยะยาว” นายสราวุธกล่าว
อย่างไรก็ตาม คาดว่าระยะไม่เกิน 1 ปีครึ่ง ปตท.สผ.จะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซที่หายไปในแหล่งเอราวัณได้ตามสัญญาคือ 800 ลูกบาศก์ฟุต/วัน หรือเร็วกว่าที่ประเมินไว้ที่ 2 ปี
สำหรับปี 2564 ที่ผ่านมา กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติได้นำส่งรายได้เข้ารัฐในรูปแบบ“ค่าภาคหลวง” “ผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษ” “รายได้จากพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย” และรายได้อื่น ๆ เช่น ค่าตอบแทนการต่อระยะเวลาผลิตได้จำนวน 53,637 ล้านบาท ในส่วนของภาษีเงินได้ปิโตรเลียมที่จัดเก็บโดยกระทรวงการคลังเป็นจำนวน 49,948 ล้านบาท รวม 103,585 ล้านบาท พร้อมคาดการณ์ว่าปี 2565 ประมาณการตัวเลขธุรกิจปิโตรเลียมน่าจะอยู่ที่ 100,000-200,000 ล้านบาท
ส่วนการเปิดให้ยื่นสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียมรอบที่ 24 ในอ่าวไทยของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ด้วยการใช้ระบบแบ่งปันผลผลิต หรือ PSC นั้น ได้มีการตั้งข้อสังเกตในหมู่ผู้เกี่ยวข้องว่าระบบ PSC จะจูงใจให้ผู้สนใจเข้ามาสำรวจและผลิตมากน้อยเพียงใด เนื่องจากแปลงที่เปิดให้สำรวจนั้น น่าจะมีศักยภาพน้อยกว่าแหล่งเอราวัณ-บงกชมาก ซึ่งทุกคนทราบดีว่าในอ่าวไทยไม่น่าจะมีแปลงไหนที่มีก๊าซมากกว่าแหล่งดังกล่าวอีกแล้ว