โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เลือกตั้งทำไมถ้าคนชนะไม่ได้เป็นนายก?” คำถามที่ไม่ควรถาม หากเข้าใจระบอบการปกครองและการเลือกตั้ง

The Structure

อัพเดต 09 ส.ค. 2566 เวลา 21.04 น. • เผยแพร่ 09 ส.ค. 2566 เวลา 14.04 น. • The Structure

“เลือกตั้งไปทำไม?”, “เสียเวลา/เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์”, “ทำไมชนะเลือกตั้ง แต่ไม่ได้เป็นนายกฯ” คำพูดและคำถามเช่นนี้ถูกถามมากขึ้นเรื่อย ๆ หลังการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 14 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งก็ยังไม่มีวี่แววว่าประเทศไทยจะได้นายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้แม้เวลาจะล่วงมามากกว่า 2 เดือนแล้ว

สถานการณ์เช่นนี้จึงทำให้เกิดการประดิษฐ์วาทกรรมของคนกลุ่มหนึ่ง ที่กล่าวว่าการเมืองไทยในปัจจุบันนั้น “ไม่ปกติ” [1][2] เพราะพวกเขามองว่าผู้ที่ชนะก็ควรจะได้รางวัลของชัยชนะนั้น ๆ เหมือนการแข่งขันอื่น ๆ ที่จะมีผู้ชนะ-ผู้แพ้ มีผู้ได้รับรางวัลและผู้ไม่ได้รับรางวัลที่ชัดเจน

แต่เมื่อเราพูดถึงการเมืองแล้ว การมองว่ามีผู้ชนะ-ผู้แพ้เช่นเดียวกับการแข่งขันกีฬาหรือการละเล่นอื่น ๆ นั้น ก็ดูจะเป็นการย่อความและตัดตอนให้เข้าใจง่ายจนเกินไป (oversimplify) และจะทำให้ไม่เข้าใจถึงขั้นตอนและกระบวนการที่แท้จริงในการได้มาซึ่งนายกฯ และการจัดตั้งรัฐบาลในระบอบการปกครองประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ซึ่งเมื่อเข้าใจแล้ว เราก็จะทราบว่าเหตุการณ์เช่นนี้คือสิ่งที่ “ปกติมาก” ในระบอบการเมืองการปกครองของเรา

หรือหากมีการกล่าวถึงระยะเวลาที่ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ แล้วละก็ ในความเป็นจริงก็มีหลายประเทศที่ใช้ระบอบเดียวกัน แต่ก็ใช้เวลายาวนานมากกว่าประเทศไทยเราขณะนี้ กว่าจะได้รัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศ และไม่ใช่ว่าประเทศเหล่านั้นมีปัญหาเชิงโครงสร้าง มีความขัดแย้งหรือวิกฤตการณ์ทางการเมืองใด ๆ เพราะประเทศที่ใช้เวลานานที่สุดก็คือประเทศเบลเยียม ซึ่งอาจะเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศประชาธิปไตยที่มีความมั่นคงทางการเมืองมายาวนาน แต่กว่าจะได้รัฐบาล ก็กินเวลาไปถึง 541 วัน (ประมาณ 1 ปี 6 เดือน) และประเทศที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ไม่ว่าจะเป็น สเปน (315 วัน), เนเธอร์แลนด์ (225 วัน), เยอรมนี (136 วัน) หรือ สวีเดน (134 วัน) ก็ล้วนแล้วแต่เป็นประเทศในยุโรปที่มีประวัติศาสตร์การเมืองการปกครองแบบประชาธิปไตยทั้งสิ้น [3]

การกล่าวว่าสถานการณ์การเมืองของไทยในขณะนี้ไม่ปกตินั้นแสดงว่าผู้ถามไม่ได้มีความเข้าใจเกี่ยวกับกระบวนการของการปกครองระบอบรัฐสภาเลย เพราะถ้าเรามีความเข้าใจที่ถูกต้องแล้ว การตั้งคำถามต่าง ๆ ดังที่กล่าวไปในตอนต้นจะไม่เกิดขึ้น

อย่างแรกที่เราต้องทำความเข้าใจก็คือ การเลือกตั้งในการปกครองระบอบรัฐสภา (parliamentary democracy) ไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรี แต่คือการเลือกตั้งผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เข้าไปในสภา เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดในการเมืองการปกครองระบอบรัฐสภานั่นก็คือตัวรัฐสภาเอง หลักการนี้เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า parliamentary supremacy หรือ parliamentary sovereignty นั่นคืออำนาจสูงสุดของประเทศนั้นอยู่ที่รัฐสภา การเลือกตั้งจึงเป็นการส่งผู้แทนราษฎรเข้าไปทำหน้าที่ในสภา ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ทางนิติบัญญัติหรือการออกกฎหมายหรือการเลือกนายกรัฐมนตรีเพื่อจัดตั้งรัฐบาลไปบริหารราชการแผ่นดิน

แต่กระบวนการทางรัฐสภา ไม่ว่าจะเป็นการออกกฎหมายหรือการเลือกนากยกฯ นั้นก็หนีไม่พ้นการเจรจาต่อรองหาข้อตกลงร่วมเพื่อให้ลงคะแนนเสียงในสภาผ่าน ซึ่งการเจรจาก็ต้องเป็นไปตามเป้าหมายที่กลุ่มการเมืองต่าง ๆ ที่ประชาชนเลือกเข้ามาในรัฐสภามีความพึงพอใจเพียงพอที่จะให้แรงสนับสนุนร่างกฎหมายหรือกระบวนการใด ๆ นั้นให้ผ่านไปได้

พูดง่าย ๆ ก็คือว่า มันเป็นธรรมชาติของการปกครองแบบรัฐสภาอยู่แล้วที่จะมีการเจรจาต่อรองเพื่อหาแรงสนับสนุน และหากได้แรงสนับสนุนไม่ครบ ร่างกฎหมายหรือกระบวนการใด ๆ ในรัฐสภาก็ไม่สามารถผ่านไปได้

ส่วนการพูดถึงคำว่า “ผู้ชนะ” นั้นก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความไม่เข้าใจระบอบการปกครอง และโดยเฉพาะการเลือกตั้ง อย่างที่กล่าวไป ประเทศไทยปกครองโดยระบอบรัฐสภา การเลือกตั้งจึงไม่ใช่การเลือกนายกรัฐมนตรี และหากย้อนกลับไปในการเลือกตั้ง เมื่อเราอยู่ที่คูหา ในบัตรเลือกตั้งทั้งสองใบนั้นก็ไม่ได้มีเบอร์ของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอยู่เลย แต่มีเพียงเบอร์ผู้แทนเขต และผู้แทนแบบบัญชีรายชื่อของพรรคเท่านั้น

ขั้นตอนการเลือกนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นกระบวนการทางรัฐสภา หลังจากการเลือกตั้งส.ส. เข้าไปในสภาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อย่างไรก็ตาม จำนวนของส.ส.ในสภานั้นไม่ใช่ตัวกำหนดผู้แพ้หรือผู้ชนะ เพราะท้ายที่สุด เป้าหมายของแต่ละพรรคการเมืองคือการจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรคของตนเองเป็นผู้นำในการจัดตั้ง ซึ่งในกรณีเดียวที่จะเห็นผู้ชนะที่ชัดเจนในระบอบรัฐสภา นั่นก็ต่อเมื่อผลการเลือกตั้งออกมาว่ามีเสียงข้างมากอย่างชัดเจน (clear majority)

ในบทความอธิบายกระบวนการเลือกนายกรัฐมนตรีของ Institute for Government องค์กรคลังสมอง (thinktank) เพื่อการพัฒนาประสิทธิภาพการเมืองการปกครองของประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศแม่แบบของการปกครองระบอบรัฐสภา มีการอธิบายไว้ว่า

“นายกรัฐมนตรีนั้นถูกแต่งตั้งบทฐานของความสามารถของเขาในการได้รับความเชื่อมั่นจากสภาสามัญชน หากการเลือกตั้งมีผลออกมาว่าพรรคการเมืองพรรคหนึ่งมีเสียงข้างมากที่ชัดเจน[ในสภา] หัวหน้าพรรคการเมืองนั้น ๆ ก็จะเป็นนายกรัฐมนตรี…หากไม่มีพรรคการเมืองไหนได้รับเสียงข้างมากที่ชัดเจน หลังจากนั้นก็อาจจะมีกระบวนการเจรจาต่อรองก่อนที่จะเห็นชัดเจนขึ้นมาว่าใครจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี”

(Prime ministers are appointed based on their ability to command confidence in the House of Commons. If an election produces a clear majority for one party, then the leader of that party becomes prime minister…If no party wins a clear majority, then there may be a process of negotiation before it becomes clear who is likely to be prime minister.) [4]

เราจะเห็นได้ว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดของรัฐบาลใด ๆ ในระบอบรัฐสภาก็คือความสามารถในการได้รับความเชื่อมั่น (confidence) ของสมาชิกสภา และในความเป็นจริง เราอาจจะกล่าวได้ว่าประเทศไทย เป็นไม่กี่ประเทศที่ “ความเชื่อมั่น” ดังกล่าวถูกกำหนดให้เป็นกระบวนการที่ชัดเจนในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ในขณะที่ประเทศสหราชอาณาจักรและอีกหลาย ๆ ประเทศที่มีระบอบการปกครองคล้ายกับไทยนั้น การที่พระมหากษัตริย์จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีก็เพียงได้รับทราบว่ารัฐสภาได้มอบความเชื่อมั่นให้กับบุคคลคนนั้นแล้วเท่านั้น ไม่ได้มีกระบวนการในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในสภาใด ๆ เลย

(ตามความเข้าใจของผู้เขียน ประเทศไทยกับอีกสองประเทศคือ สวีเดนและญี่ปุ่น ที่มีขั้นตอนการออกเสียงโหวตในสภาอย่างเป็นทางการก่อน ถึงจะมีการแต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ [5][6])

กล่าวมาเท่านี้ก็ยิ่งทำให้เห็นแล้วว่าประเทศต่าง ๆ นั้นมีการปกครองและขั้นตอนกระบวนการในการได้มาซึ่งรัฐบาลและผู้นำแต่งต่างกัน การกล่าวหรือการมองว่าการเมืองมี “ผู้ชนะ” หรือ “ผู้แพ้” ที่ชัดเจนนั้นคือการ oversimplify การเมืองการปกครองของไทย ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกอย่างหนึ่งในกรณีนี้ก็คือ ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ก็มีระบบ Electoral College ทำให้สามารถเกิดกรณีซึ่งแคนดิเดตประธานาธิบดีที่ได้เสียงเกินครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่ได้เข้ารับตำแหน่ง ในขณะที่คู่แข่งกลับสามารถได้รับคะแนนเสียงใน Electoral College จนขึ้นมาเป็นประธานาธิบดีได้

ซึ่งในกรณีนี้ถือเป็นสิ่งที่รุนแรงกว่าสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในประเทศไทยขณะนี้มาก พูดง่าย ๆ ว่าผู้ที่แพ้เสียงข้างมากจากประชาชน (popular vote) กลับได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ในขณะที่ผู้ชนะ popular vote กลับไม่ได้เป็น ซึ่งกรณีนี้ก็เกิดขึ้นกับการเลือกตั้งหลายครั้ง อย่างกรณีของ จอร์จ ดับเบิลยู บุช (Goerge W. Bush) ในปีค.ศ. 2000 และโดนัลด์ ทรัมป์ (Donald Trump) ในปีค.ศ. 2016 [7]

คำว่า “ชนะ” ในทางการเมืองนั้น จึงไม่เหมือนการแข่งขันทั่วไป เพราะพัฒนาการทางการเมืองและระบอบการปกครอง รวมถึงระเบียบขั้นตอนและกระบวนการต่าง ๆ ที่มีรายละเอียดเฉพาะตัวของแต่ละประเทศและแต่ละระบบ จึงไม่ควรมองว่าการชนะการเลือกตั้งนั้นคือถือเป็นที่สิ้นสุดและเสร็จสมบูรณ์แล้ว เพราะกระบวนการต่าง ๆ ยังต้องดำเนินไป ซึ่งในปัจจุบัน ทุก ๆ กระบวนการนั้นเป็นไปตามกฎหมายทั้งสิ้น

หรือแม้จะมีการโต้แย้งว่าการที่ส.ว.เข้ามามีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรีด้วยนั้นก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ไม่ปกติแล้ว อย่างไรก็ตาม ก็ควรต้องยอมรับกันอย่างถ้วนหน้าว่าบทบาทของส.ว.ในครั้งนี้ และในการเลือกตั้งครั้งปี 2562 ที่ผ่านมา ก็ถือว่าเป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมาย เนื่องจากเป็นสิ่งที่ผ่านการทำประชามติของประชาชนมาแล้ว

กลับกัน หากยังต้องมองในมุมของการมีผู้แพ้-ผู้ชนะ เราอาจจะต้องกล่าวว่า “การแข่งขันยังไม่จบ” เพราะเส้นชัยของการเลือกตั้งนั้นก็คือการจัดตั้งรัฐบาล ไม่ใช่เพียงการนำส.ส.เข้าสภาเท่านั้น

ในขณะเดียวกัน ในการปกครองระบอบรัฐสภานั้นมีคำพูดอย่างหนึ่งทำนองว่า “ระบบรัฐสภาคือการจำลองเอาสังคมของประเทศมาอยู่ในที่ ๆ เดียว” การที่ประเทศไทยในปัจจุบันต้องเผชิญกับความยากลำบากในการได้นายกรัฐมนตรี นอกจากจะมาจากการที่ไม่มีพรรคหรือกลุ่มก้อนทางการเมืองกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งจะได้ความเชื่อมั่นจากสังคมมากที่สุดเพียงกลุ่มเดียว จนทำให้ไม่มี “ผู้ชนะ” ที่ได้คะแนนเสียงส่วนมากแบบชัดเจน (clear หรือ absolute majority) แล้ว อาจกล่าวได้อีกว่ามาจากการที่ผู้คนในสังคมนั้นไม่สามารถที่จะพูดคุย เจรจา ตกลงกันได้ จนสะท้อนไปถึงยังนักการเมืองที่เป็นตัวแทนของประชาชนแต่ละกลุ่ม ซึ่งก็ไม่สามารถพูดคุยกันในสภาได้

การหาทางออกจากทางตันของสถานการณ์ทางการเมืองที่เกิดขึ้นในประเทศไทย อาจจะไม่ใช่การหาผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียว แต่หาผู้ที่สามารถพูดคุยและเจรจาเพื่อหาข้อตกลงร่วมกันของนักการเมืองในสภา เป็นผู้นำและเป็นตัวแทนในการหาทางออกร่วมกันของสังคมและประเทศชาติ เพื่อให้ไม่มีผู้ชนะแต่เพียงผู้เดียว แต่ทุก ๆ คนในสังคมชนะไปร่วมกันได้

บทความโดย นู ฉันทัช พานิชชานนท์

อ้างอิง

[1] https://www.matichonweekly.com/column/article_687792

[2] https://workpointtoday.com/politic-former-pm/

[3] https://www.facebook.com/thestructure.live/posts/pfbid032uVoPwbsCYdAfFrdKrW6pTwRwr5Eb5pT1uwaUBSr5yDZkzukpLxc85zGDob9qMWql

[4] https://www.instituteforgovernment.org.uk/article/explainer/appointment-prime-ministers-and-role-king

[5] https://en.wikipedia.org/wiki/Prime_Minister_of_Sweden#Process

[6] https://en.wikipedia.org/wiki/Prime_Minister_of_Japan#Appointment

[7] https://en.wikipedia.org/wiki/List_of_United_States_presidential_elections_in_which_the_winner_lost_the_popular_vote

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...