โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

พื้นที่อุตสาหกรรมไทย เพิ่ม 12% อานิสงค์นโยบาย Plus One จากจีน ดันย้ายฐานการผลิต

การเงินธนาคาร

อัพเดต 29 ก.ค. 2566 เวลา 15.48 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2566 เวลา 08.47 น.

ไนท์แฟรงค์ ผู้วิจัยและนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจ จากรายงานของธนาคารโลกประจำประเทศไทย เศรษฐกิจไทยขยายตัวที่ 2.7% ในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 จากอุตสาหกรรมภายในประเทศและการท่องเที่ยว ทว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจยังคงตามหลังประเทศอื่นๆในอาเซียน

ในช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ประเทศไทยมีการส่งออกสินค้าและบริการเพิ่มขึ้น 8.5% แซงหน้าการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นเพียง 3.5% ทำให้บัญชีเดินสะพัดเกินดุล แตะระดับสูงสุดในรอบกว่าสองปีที่ 3% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)

การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคภาคเอกชนยังคงแข็งแกร่ง โดยขยายตัวที่ 5.4% จากตลาดแรงงานที่แข็งแกร่งและจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติจำนวนมากที่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย

นอกจากนี้การลงทุนในสินทรัพย์ภาคการผลิตยังขยายตัว 3.1% จากการลงทุนในเครื่องมือก่อสร้าง เครื่องจักร และจากปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่พุ่งสูงขึ้น

ขณะที่การใช้จ่ายเพื่อการบริโภคของรัฐบาลลดลง 6.2% เนื่องจาก ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับโควิดลดลงเป็นอย่างมาก ถึงแม้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็ยังตามหลังประเทศอาเซียนหลักอื่น ๆ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซีย เนื่องจากต้องพึ่งพาปัจจัยภายนอกเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะด้านการค้าและการท่องเที่ยว

จากข้อมูลรายงานของกระทรวงพาณิชย์ (MOC) อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนมิถุนายน 2566 โดยมีค่าเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 2.49% นับเป็นเดือนที่ 6 ติดต่อกันที่อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวลง เนื่องจากราคาอาหารปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ราคาพลังงานเชื้อเพลิงลดลงเป็นอย่างมาก และฐานที่สูงขึ้นจากปีก่อนหน้า อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานแสดงรูปแบบที่คล้ายคลึงกัน แตะระดับ 1.3% แต่ยังคงอยู่เหนือค่าเฉลี่ยก่อนเกิดโรคระบาดที่ต่ำกว่า 1%

ขณะที่แรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงมีอยู่ ธนาคารกลางยังคงแนวทางการปรับนโยบายการเงินให้กลับสู่ระดับปกติอย่างค่อยเป็นค่อยไปเพื่อจัดการกับภาวะเงินเฟ้อและส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในเวลาเดียวกัน

ในเดือนพฤษภาคม 2566 ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) ของไทยทรงตัวที่ 94% ซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับสิ้นปี 2565 การเติบโตของเศรษฐกิจโลกคาดว่าจะชะลอตัวในปี 2566 จากปัจจัยต่างๆ เช่น การคุมเข้มทางการเงินเนื่องจากระดับหนี้ทั่วโลกอยู่ที่ 270% ของ GDP โลก ในส่วนของภาคการผลิตภายในประเทศ ค่า MPI ได้รับผลกระทบจากระดับการผลิตที่ลดลงในบางอุตสาหกรรม เช่น ฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ (HDD) และผลิตภัณฑ์เคมี อย่างไรก็ตามยังคงมีสัญญาณการเติบโตเชิงบวกในอุตสาหกรรมยานยนต์และผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม

ในขณะเดียวกันปริมาณการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่ได้รับอนุมัติโดยสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 ทั้งในแง่ของจำนวนโครงการและมูลค่าการลงทุน มีจำนวนโครงการที่ได้รับอนุมัติทั้งสิ้น 613 โครงการ เพิ่มขึ้นจาก 327 โครงการในช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และมูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากถึง 171% เป็น 2.4 แสนล้านบาท

ภาคอุตสาหกรรมที่ทำให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นมากที่สุด ได้แก่ อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะโซล่าเซลล์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ ซึ่งมีอัตราการเติบโตโดดเด่นอยู่ที่ 264% และมีมูลค่าการลงทุน 7.5 หมื่นล้านบาทในไตรมาสที่ 1 ปี 2566 อุตสาหกรรมอื่นๆที่ทำให้มูลค่าการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากรองลงมา ได้แก่ อุตสาหกรรมยานยนต์และดาต้าเซ็นเตอร์

ในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2566 การซื้อขายโรงงานในประเทศไทยชะลอตัวลงอย่างเห็นได้ชัด จำนวนโรงงานที่เปิดใหม่และขยายกิจการลดลง 20% เมื่อเทียบกับปี 2565 โดยอยู่ที่ 787 แห่ง ในขณะที่จำนวนโรงงานที่หยุดดำเนินการก็ลดลงอย่างมากเช่นกัน โดยลดลงถึง 30% เหลืออยู่เพียง 227 แห่ง

ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (IEAT) ได้อนุมัติโครงการใหม่ 2 โครงการ ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมเอเพ็กซ์ กรีน และนิคมอุตสาหกรรมหนองละลอก ส่งผลให้จำนวนพื้นที่อุตสาหกรรมเพื่อขายหรือให้เช่าในนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม และสวนอุตสาหกรรม เพิ่มขึ้น 1.8% หรือ 3,215 ไร่ รวมพื้นที่ทั้งหมด 177,324 ไร่

การกระจายตัวของอุปทาน พื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมในประเทศไทยยังคงกระจุกตัวอยู่ในเขตระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ด้วยส่วนแบ่งตลาด 64% นำโดยจังหวัดระยอง ที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นลำดับหนึ่ง 39% ตามมาด้วยชลบุรี 19% และฉะเชิงเทรา 6%

ภาคกลาง ครองส่วนแบ่งตลาดใหญ่เป็นอันดับสองที่ 16% โดยอันดับหนึ่งในภาคกลาง ได้แก่ จังหวัดอยุธยา 7% ปทุมธานี 4% และสระบุรี 3% ในภาคอื่นๆ สมุทรปราการและนครราชสีมาเป็นจังหวัดหลัก ครองส่วนแบ่งตลาดที่ 4% และ 3% ของพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมทั้งหมด ตามลำดับ

ในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 EEC เป็นพื้นที่เดียวที่มีอุปทานรวมเพิ่มขึ้นที่ 2.9% เมื่อเทียบกับครึ่งปีก่อนหน้านี้ คิดเป็นพื้นที่ทั้งหมด 113,269 ไร่

ความต้องการพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมในครึ่งแรกของปี 2566 มีแนวโน้มในเชิงบวก โดยคิดเป็นพื้นที่ขายหรือให้เช่ารวม 4,422 ไร่ เพิ่มขึ้นอย่างแข็งแกร่งที่ 12% จากช่วงครึ่งหลังของปี 2565 ความต้องการที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ได้รับแรงหนุนจากอุตสาหกรรมหลัก เช่น ยานยนต์และการขนส่ง เหล็กและผลิตภัณฑ์โลหะ ยาง พลาสติก และหนังเทียม ในแง่ภูมิศาสตร์ พื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) มีการทำธุรกรรมมากที่สุด

โดยมีการทำธุรกรรมรวมกว่า 3,756 ไร่ หรือ 85% ของธุรกรรมทั้งหมด โดยธุรกรรมที่สำคัญคือ BYD ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่จากประเทศจีน ซื้อที่ดินขนาดใหญ่ 600 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมดับบลิวเอชเอ ระยอง 36 นอกเขต EEC มีการขายหรือเช่าพื้นที่ 666 ไร่ โดยมีความต้องการเพิ่มขึ้นในจังหวัดสมุทรปราการและปราจีนบุรี

อัตราการครอบครองในตลาดปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4% อยู่ที่ 81.5% เป็นที่น่าสังเกตว่าไม่มีภูมิภาคใดที่มีอัตราการครอบครองลดลง ในบรรดาภูมิภาคหลัก เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลมีการขยายตัวที่แข็งแกร่ง เพิ่มขึ้น 2% ต่อครึ่งปี การครอบครองในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาคกลางทรงตัวที่ 80% และ 91.6% ตามลำดับ

ราคาเสนอขายในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2566 ราคาเสนอขายเฉลี่ยของพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นอย่างมากที่ 3.1% ขึ้นไปแตะ 5.9 ล้านบาทต่อไร่ การเพิ่มขึ้นของราคาในปีนี้เริ่มกลับไปสู่แนวโน้มการเติบโตที่ควรจะเป็น หลังจากที่อัตราการเติบโตช้าลงในปีที่แล้ว ในบรรดาภูมิภาคการผลิตหลัก 3 แห่งนั้น กรุงเทพฯและปริมณฑล (BMR) ราคาพุ่งขึ้นสูงสุดที่ 8.6% เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และภาคกลาง ราคาเพิ่มขึ้นที่ 2.5% และ 2.4% ตามลำดับ

ในเขต EEC ช่วงราคาเสนอขายยังคงกว้างที่สุดในบรรดาตลาดทั้งหมด ตั้งแต่ 2.5 ถึง 12.5 ล้านบาทต่อไร่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความหลากหลายของปัจจัยทางภูมิศาสตร์และลอจิสติกส์ในภูมิภาค ส่วนราคาสูงสุดที่บันทึกไว้คือที่นิคมอุตสาหกรรมเจโมโปลิส สมุทรปราการ ที่ราคา 16.0 ล้านบาทต่อไร่

แนวโน้มในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 อุตสาหกรรมการผลิตของไทยมีการเติบโตอย่างมากโดยเฉพาะในพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรมซึ่งได้แรงหนุนจากความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอุตสาหกรรมต่างๆ โดยเฉพาะการขยายตัวของภาคส่วนต่างๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูงและรถยนต์ไฟฟ้า (EVs) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นความต้องการพื้นที่เพื่อการอุตสาหกรรม และก่อให้เกิดอุปสงค์ในอนาคต จะเห็นได้จากจำนวนใบสมัครเพื่อขอรับการสนับสนุนจากBOIในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นถึง 7 เท่าในช่วงห้าเดือนแรกของปี 2566 โดยเฉพาะอย่างยิ่งอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและเครื่องใช้ไฟฟ้า

นอกจากนี้เรายังสังเกตเห็นบริษัทรถยนต์ไฟฟ้าหลายแห่งเลือกประเทศไทยเป็นฐานการผลิต รวมถึงบริษัทชื่อดังอย่าง MG, BYD, GWM, Foxconn, GAC AION และล่าสุด Neta ของ Hozon การลงทุนที่โดดเด่นเหล่านี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของประเทศไทยในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า และตอกย้ำถึงจุดขายในฐานะทำเลทองของการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า

กลยุทธ์จีน Plus One เริ่มเป็นที่ยอมรับอย่างแพร่หลายเนื่องจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีน และความตึงเครียดระหว่างจีนกับไต้หวัน สร้างโอกาสการดึงดูดบริษัทต่างชาติที่กำลังมองหาที่ตั้งโรงงานนอกประเทศให้กับประเทศใกล้เคียง ประเทศไทยอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่ดีที่จะได้รับประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงภายในภูมิภาค เนื่องจากไทยมีอุตสาหกรรมการผลิตที่มั่นคงและมีโครงสร้างพื้นฐานที่แข็งแกร่ง

ตัวอย่างบริษัทที่โดดเด่นที่มีการกระจายฐานการผลิต ได้แก่ โซนี่ ซึ่งได้ย้ายฐานการผลิตกล้องดิจิทัลเกือบทั้งหมดจากประเทศจีนมายังประเทศไทย

อีกบริษัทหนึ่งคือ พานาโซนิค ซึ่งได้รวมและย้ายสายการผลิตสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ไฮเทคอัจฉริยะ เช่น Programmable Logic Controllers (PLC) (คอมพิวเตอร์เฉพาะที่ใช้ในระบบอุตสาหกรรมอัตโนมัติเพื่อควบคุมและตรวจสอบเครื่องจักรและกระบวนการต่างๆ) สวิตช์อัตโนมัติ และผลิตภัณฑ์สาระบันเทิงจากจีนมาประเทศไทย

ในช่วงที่เหลือของปี 2566 ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อจะลดลงควบคู่ไปกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างค่อยเป็นค่อยไปเนื่องจากอุปสงค์ทั่วโลกที่ซบเซา สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งคือติดตามการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างใกล้ชิด ซึ่งรวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่และทิศทางการปรับขึ้นของค่าจ้าง

สำหรับภาคส่วนอุตสาหกรรม มีการเน้นย้ำเรื่องพลังงานสีเขียวมากขึ้น ประกอบกับนักลงทุนต่างชาติมีเป้าหมายส่งเสริมความยั่งยืนของอุตสาหกรรม ถึงแม้ว่ากระแสพลังงานสีเขียวอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ก็มีความคืบหน้าบางอย่างที่เห็นเด่นชัดคือ การผสานรวมโซล่าเซลล์เข้ากับระบบไมโครกริดในนิคมอุตสาหกรรมบางแห่ง ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าสะอาดและกักเก็บไฟฟ้าได้ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาโครงข่ายไฟฟ้าหลัก มาตรการเหล่านี้ผสานกับความคิดริเริ่มด้านนี้จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าและทำให้ภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมีความโดดเด่นมากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...