อะโบ๊ยหมะ! เมื่อรัฐจ้องปัดฝุ่นนิคมฯ จะนะ และ SEA พัฒนาสงขลา-ปัตตานี กำลังถูกลืม ?
ณ ชายหาดสวนกง ตำบลนาทับ อ.จะนะ จ.สงขลา ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของการรวมตัวกันเพื่อปกป้องฐานทรัพยากรธรรมชาติและวิถีชีวิต ผ่านเรื่องราวภายในงาน “อะโบ๊ยหมะ ครั้งที่ 12” (15 ส.ค. 2569) ภายใต้แนวคิด “มา SEA มาดู S.E.A. สงขลา-ปัตตานี” โดย เครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน ที่ไม่เพียงต้องการให้งานนี้เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่ยังเป็นพื้นที่แห่งการสืบสานวัฒนธรรม ความรักในแผ่นดินเกิด สะท้อนผ่านความร่วมมือของเครือข่ายประชาชนที่ยึดมั่นในความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรธรรมชาติเป็นหัวใจหลักของการพัฒนา
สีสันของประเพณีท้องถิ่นที่สะท้อนถึงความผูกพันกับธรรมชาติ โดยเฉพาะ ประเพณีการแข่งเรือเกยหาด ซึ่งเป็นสัญลักษณ์อันโดดเด่นของวิถีชีวิตชาวประมงพื้นบ้านที่ต้องอาศัยความชำนาญและความสามัคคี ในงานนี้ยังเต็มไปด้วยร้านค้าชุมชนชายทะเล การแสดงความสามารถของเด็กและเยาวชน รวมถึงชวนให้ผู้คนที่มาเยือนได้ลิ้มลองรสชาติอาหารพื้นบ้าน ตลอดจนกิจกรรมที่สอดคล้องกับแนวทาง “ฮูกุมปากัต (ธรรมนูญหมู่บ้าน 9 ดี)” เพื่อขับเคลื่อนสังคมให้เข้มแข็งบนพื้นฐานของสังคมพหุวัฒนธรรม
ชนวนเหตุความเคลื่อนไหว: เมื่อรัฐบาลปัดฝุ่น “นิคมฯ จะนะ” และ “ท่าเรือน้ำลึก”
แต่ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความสุข กลับตรงกันข้ามกับสถานการณ์ในพื้นที่ ที่ทำให้ชาวบ้านอาจต้องใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางความกังวล และความตึงเครียดอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลโดย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ออกมาส่งสัญญาณปัดฝุ่น โครงการนิคมอุตสาหกรรมจะนะ พร้อมเตรียมผลักดันให้สภาพัฒน์ ศึกษา โครงการสร้างท่าเรือน้ำลึกสงขลาแห่งที่ 2 ที่จะนะ
รัฐบาลอ้างเหตุผลว่า ท่าเรือสงขลาเดิมบริเวณหัวเขาแดง มีพื้นที่หลังท่าเต็มความจุ ไม่สามารถขยายหรือรองรับการเติบโตได้อีก ประกอบกับติดปัญหาไม่สามารถขุดร่องน้ำให้มีความลึกเกิน 9 เมตรได้ เนื่องจากติดแนวรากหินและเขตโบราณสถาน ทำให้เรือขนาดใหญ่ไม่สามารถเข้าเทียบท่าได้ จึงมองว่าโครงการกึ่งนิคมอุตสาหกรรมและท่าเรือน้ำลึกแห่งใหม่นี้ จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจใน อ.จะนะ และ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อให้คนในพื้นที่มีงานทำและไม่ต้องเดินทางไปทำงานต่างถิ่น
อย่างไรก็ตาม ท่าทีดังกล่าวได้จุดกระแสความกังวลและสร้างความไม่พอใจให้กับเครือข่ายภาคประชาชน เนื่องจากมองเป็นการสวนทางกับรายงานการประเมินสิ่งแวดล้อมระดับยุทธศาสตร์ (SEA) และรื้อฟื้นโครงการที่เคยสร้างความขัดแย้งครั้งใหญ่ในอดีตขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
จากสถานการณ์ดังกล่าว เวทีปาฐกถาและเสวนา S.E.A. Talks (Strategic Environmental Assessment) ภายในงานวันนั้น จึงทำหน้าที่เป็นพื้นที่เปิดให้ผู้ทรงคุณวุฒิและตัวแทนชุมชน ได้สะท้อนมุมมองและข้อเท็จจริงต่อทิศทางการพัฒนาสงขลา-ปัตตานี
วนิชนันท์ ตัญธนวิทย์ จากกรีนพีซ ประเทศไทย ย้ำถึงศักยภาพชุมชน ว่าการทำ SEA ของจะนะ และการเชื่อมโยงประเด็นระหว่างประเทศ ตัว SEA ตั้งแต่เริ่มทำข้อมูล ทางกรีนพีซเองก็เข้ามามีส่วนร่วมในส่วนของการเก็บข้อมูลความหลากหลายทางชีวภาพและการทำฉากทัศน์ผลกระทบที่จะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ได้ทำงานร่วมกันกับชุมชนตั้งแต่ค้านนิคมอุตสาหกรรมจะนะ ด้านศักยภาพของชุมชนจะนะประกอบด้วย
ศักยภาพทางด้านทรัพยากรธรรมชาติ
ศักยภาพทางด้านทรัพยากรบุคคล
ด้านทรัพยากรธรรมชาติของจะนะ จากข้อมูลที่ศึกษาชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ของอำเภอจะนะค่อนข้างอุดมสมบูรณ์โดยเฉพาะพื้นที่ทะเลในเรื่องของความหลากหลายทางชีวภาพของสัตว์ทะเล การที่ชุมชนมีศักยภาพทำให้เกิดจากการที่ชุมชนทำงานอนุรักษ์ร่วมด้วย ซึ่งการอนุรักษ์ไม่ได้หมายรวมแค่การทำงานอนุรักษ์ในเชิงที่จะต้องเก็บรักษาไว้เพียงอย่างเดียว แต่เป็นการทำงานอนุรักษ์ที่เป็นการดูแล การเห็นประโยชน์และการใช้ประโยชน์ร่วมกัน และร่วมด้วยช่วยกันในการปกป้องดูแลทรัพยากรธรรมชาติ
นอกจากนี้ยังได้กล่าวถึงเทรนด์ระดับโลกและการผลักดันเครื่องมือพื้นที่คุ้มครองทางทะเลรูปแบบใหม่ที่ เรียกว่า OECM (Other Effective Area-Based Conservation Measures) เพื่อเปิดโอกาสให้ชุมชนมีอำนาจร่วมในการบริหารจัดการอย่างยั่งยืน
รุ่งเรือง ระหมันยะ ตัวแทนเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น ก็ย้ำเช่นกันว่า กว่าที่กระบวนการ SEA จะผ่านเข้ามา ต้องแลกด้วยอิสรภาพของพี่น้องในชุมชน จำนวน 37 คน ที่ถูกจับขณะชุมนุมเรียกร้องอย่างสงบที่หน้าทำเนียบรัฐบาลเมื่อ 5 ปีที่แล้ว ดังนั้นการที่รัฐบาลประกาศปัดฝุ่นโครงการนิคมฯ จะนะ โดยมีคำกล่าวอ้างเพียงว่า ทางรัฐบาลชุดนี้ไม่ได้มีความรู้ความเข้าใจแค่เข้ามาสานต่อในงานจากรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ เท่านั้น ถ้าเป็นอย่างนั้นชาวบ้านก็มองว่า รัฐบาลนี้จะเข้ามาสานต่อได้อย่างไรในเมื่อยังไม่เข้าใจกระบวนการทั้งความเป็นมาของ SEA และความคืบหน้าของการทำงาน รวมถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของเครือข่ายและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
“ในเมื่อคุณไม่รู้ข้อมูลอะไรเลย แล้วจะใช้คำว่าปัดฝุ่นได้อย่างไร ? อีกทั้งยังตั้งข้อสงสัยถึงที่มาของโฉนดที่ดินแปลงใหญ่ในพื้นที่หลังปี 2563-2564 ทั้งที่ในอดีตไม่มีวี่แววว่าจะออกเอกสารสิทธิ์ได้ พร้อมทั้งแสดงความกังวลว่าการที่ร องนายกฯ พิพัฒน์ พยายามพูดถึงการปัดฝุ่นโครงการ ทั้งที่กระบวนการ SEA ที่ผ่านมาช่วยคลี่คลายความขัดแย้งลงไปได้มาก กลับกลายเป็นความพยายามยัดเยียดความขัดแย้งให้กลับมาสู่ภาคใต้อีกครั้ง รวมถึงการกังวลต่อการเข้ามาดำรงตำแหน่งของ ดร.เจ๋ง หรือ ดร.ชนธัญ แสงพุ่ม เป็นเลขาธิการ ศอ.บต. ซึ่งในอดีตเคยใช้มาตรการรุนแรงและกำลังพลควบคุมเวทีประชาพิจารณ์ผังเมืองที่โรงเรียนจะนะวิทยาจนสร้างความบอบช้ำให้กับคนในพื้นที่มาแล้ว”
รุ่งเรือง ระหมันยะ
ไม่ต่างจาก สมบูรณ์ คำแหง เลขาธิการมูลนิธิภาคใต้สีเขียว ชื่นชมการตรึงพื้นที่ของเครือข่ายจะนะรักษ์ถิ่น พร้อมชี้ให้เห็นว่างานอะโบ๊ยหมะ คือ ปฏิบัติการปกป้องทะเลจะนะ พร้อมระบุว่าตลอดระยะเวลา 3 ปีภายใต้กระบวนการทำ SEA ซึ่งเป็นการศึกษาผลกระทบในเชิงยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมเรื่องทิศทางการพัฒนาจังหวัดสงขลาและปัตตานีร่วมกัน ดำเนินการโดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ร่วมกับมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ใช้งบประมาณกว่า 28 ล้านบาท จัดเวทีรับฟังความเห็นกว่า 80 เวที และมีผู้เข้าร่วมถึง 6,000 คนนั้น มีคำถามจากเพื่อนพ้องว่า
“เราจะสามารถไว้ใจกระบวนการทำรายงาน SEA ฉบับนี้ได้มากน้อยเพียงใด ? และมันเพียงพอหรือไม่ ? ที่จะยืนยันการมีส่วนร่วมของประชาชน”
พร้อมกันนี้ยังเน้นย้ำให้สังคมจับตาการประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ในช่วงปลายเดือนสิงหาคมนี้ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าหรือถอยหลังเรื่องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ โดยต้องติดตามการประกาศแต่งตั้งเลขาธิการ ศอ.บต. คนใหม่ ซึ่งหากมีการนำ ดร.เจ๋ง-ชนธัญ แสงพุ่ม กลับมาดำรงตำแหน่งเดิม ที่เคยนำไปสู่ความขัดแย้งและการจับกุม 37 พี่น้องเครือข่ายฯ เมื่อ 5 ปีก่อน นั่นย่อมเป็นหลักฐานยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ได้สนใจผลการศึกษา SEA ไม่สนใจกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชนจากทั้ง 2 จังหวัด และไม่แยแสต่อเสียงงบประมาณแผ่นดินที่เสียไปเลยแม้แต่น้อย
สอดคล้องกับ ละม้าย มานะการ ประธานประชาสังคมชายแดนใต้ ย้อนเล่าถึงจุดเริ่มต้นของการผลักดันกระบวนการ SEA สงขลา-ปัตตานี ผ่านการพูดคุยกว่า 80 เวที จนได้แผนพัฒนาที่เรียกว่ารายงาน SEA ปัตตานีและสงขลา ออกมาเป็นรูปเล่มและผ่านการเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรี ซึ่งตามขั้นตอนแล้ว ปัตตานีและสงขลาจะต้องนำแผนการพัฒนาในเอกสารดังกล่าวเข้าไปบรรจุร่วมในการจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัด
แต่จากการตรวจสอบการจัดทำแผนพัฒนาระดับจังหวัดของปี 2571-2575 ที่เพิ่งจัดทำเสร็จสิ้น กลับยังไม่พบว่ามีการหยิบเนื้อหาของ SEA เข้าไปบรรจุแต่อย่างใด นี่จึงเป็นสิ่งท้าทายที่ทีมติดตามเชิงประมวลผลต้องทำหน้าที่ติดตามอย่างใกล้ชิด
“อย่าหยุดอยู่แค่การได้รายงานที่เป็นรูปเล่มแต่ต้องผลักดันให้เกิดขึ้นจริง ล่าสุดจากกระแสข่าวที่รองนายกฯ พิพัฒน์ ระบุว่า จะมีการนำเสนอโครงการนิคมอุตสาหกรรมก้าวหน้าจะนะเข้าสู่การประชุม ครม.สัญจร (ในวันที่ 31 ส.ค.-3 ก.ย.นี้) โดยไม่มีการพูดถึงข้อมูล SEA นั้น เครือข่ายประชาชนขอยืนยันว่า เราไม่ยอม และต้องเข้าไปตรวจสอบวาระการประชุมดังกล่าวอย่างเข้มข้น เพื่อให้มั่นใจว่าเนื้อหาที่ส่งเข้าสู่ที่ประชุม ครม.จะต้องไม่ใช่รูปแบบอุตสาหกรรมเดิม แต่ต้องยึดโยงกับกระบวนการและเนื้อหาจากรายงาน SEA เท่านั้น พร้อมทั้งเชิญชวนให้ทุกฝ่ายช่วยกันนำข้อมูล SEA ไปผลักดันให้เป็นคัมภีร์หลักของการพัฒนาจังหวัดสงขลาและปัตตานีต่อไป”
คำประกาศเครือข่ายประชาชนสงขลา-ปัตตานี
เครือข่ายฯ ย้ำในช่วงหนึ่งของคำประกาศ โดยยืนยันว่า “ทะเลคือชีวิต” ของชาวบ้านทุกคน แต่ตลอดเวลาหลายสิบปีที่ผ่านมา เห็นได้ถึงความพยายามของคนบางกลุ่ม ที่อยากจะเปลี่ยนแปลงธรรมชาติที่มีอยู่นี้แทนที่ด้วยสิ่งแปลกปลอม ที่ประกอบด้วยโรงงานอุตสาหกรรม โรงผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ดาต้าเซ็นเตอร์ ท่าเรือน้ำลึกเพื่อการขนส่งสินค้า และอื่น ๆ อีกหลายอย่างตามที่พวกเขาต้องการ ภายใต้วาทกรรมที่ยัดเยียดกับพวกเราว่า “การพัฒนา”
“การลุกขึ้นสู้ของพวกเราทั้งชาวอำเภอจะนะ ชาวสงขลาและปัตตานี ที่มีผืนแผ่นดินและทะเลเชื่อมต่อกันเป็นแนวยาว ถือเป็นการแสดงออกเพื่อปฏิเสธวาทกรรมที่พวกเขาผลิตขึ้นเอง อันเป็นสิ่งตรงข้ามกับความคิดและความเชื่อของพวกเราที่เห็นว่า ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากร ความสุขสงบในสังคมและวิถีวัฒนธรรมแบบพวกเราต่างหาก คือ การพัฒนาอันแท้จริง“
เครือข่ายฯ ยังย้ำด้วยว่า ที่ผ่านมาได้พยายามใช้เหตุผล สร้างกระบวนการมีส่วนร่วมของผู้คนในพื้นที่ทั้งสงขลาและปัตตานี ร่วมกับภาคีที่แตกต่างหลากหลาย ผ่านกลไกอันเป็นที่ยอมรับร่วมกันทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ ภาคประชาสังคม ภาคการศึกษา และชุมชนท้องถิ่นในหมู่บ้านของพวกเรา จนได้บทสรุปร่วมกันอย่างชัดเจนแล้วว่า การพัฒนาจะต้องตั้งอยู่บนฐานทรัพยากรและศักยภาพที่มีอยู่ในพื้นที่เท่านั้น
โอกาสนี้ จึงขอเรียกร้องด้วยน้ำเสียงอันหนักแน่นว่า “พวกเราไม่สามารถยอมรับการพัฒนาที่ไม่มีชีวิตผู้คนอยู่ในสมการได้” และขอส่งเสียงนี้ไปยังรัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล รวมไปถึงศูนย์อำนวยการบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) ให้เคารพบทสรุปการพัฒนาที่คน 2 จังหวัดนี้ได้เห็นร่วมกันแล้วภายใต้รายงาน SEA สงขลา – ปัตตานี อย่างตรงไปตรงมา ที่ต้องไม่สอดไส้ด้วยโครงการอื่นนอกเหนือจากนั้น และต้องไม่ใช้โอกาสนี้ทุจริตทางนโยบายเพื่อหาประโยชน์ให้กับตนและพวกพ้อง
บทสรุปส่งท้าย: มาร่วมกันปกป้องบ้านและท้องทะเลของเรา
แม้งาน “อะโบ๊ยหมะ ครั้งที่ 12” ปิดฉากลงไปพร้อมกับเสียงสะท้อนอันทรงพลังจากเวที SEA Talks และคำประกาศเจตนารมณ์ของพี่น้องสงขลา-ปัตตานี ที่ย้ำเตือนให้ได้ตระหนักว่าทรัพยากรธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ ทั้งผืนดิน ชายหาด และท้องทะเล ไม่ใช่สิ่งของที่จะถูกแทนที่ด้วยอุตสาหกรรมทำลายล้างใด ๆ ได้ เพราะที่นี่คือบ้าน คือลมหายใจ และคืออนาคตของลูกหลาน ที่พวกเขาจะปกป้องอย่างถึงที่สุด