โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ผิดที่กฎหมาย

ไทยโพสต์

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 13 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ฮั้ว สว.แตกไปหลายประเด็นจริงๆ

วันนี้มาเรียนกฎหมายไปพร้อมๆ กันครับ

ที่เถียงกันคอเป็นเอ็นตอนนี้คือ คดีหมิ่นประมาท ที่ “ยิ่งชีพ-iLaw” กำลังจะตกเป็นผู้ต้องหาหลายโรงพักทั่วประเทศนั้น คนฟ้องทำได้จริงหรือเปล่า

“ยิ่งชีพ” งัดกฎหมายมายืนยันว่าทำไม่ได้

เขาโพสต์ข้อความอธิบายว่า

"…ตามหลักกฎหมาย ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๑๘ คดีจะริเริ่มขึ้นที่ไหนได้บ้าง ใครจะไปแจ้งความต่อตำรวจแล้วตำรวจจะต้องรับทำคดีบ้าง ตำรวจในแต่ละท้องที่จะรับคดีได้ต้องมีเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังต่อไปนี้

๑) เป็นท้องที่ที่เหตุแห่งคดีเกิดขึ้น
๒) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหามีถิ่นที่อยู่
๓) เป็นท้องที่ที่ผู้ต้องหาถูกจับ (ผู้ต้องหาอยู่ตรงนั้น)

ไม่มีกฎหมายใดที่ระบุว่าสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาของผู้เสียหาย หรือสถานที่ที่ผู้เสียหายสะดวกได้

หลักการนี้ในทางกฎหมายในระยะยาว ผมว่ามันถกเถียงกันได้อยู่ว่าดีที่สุดหรือยัง สมมุติว่าผมไปเที่ยวเชียงใหม่ ขากลับโดนขโมยของที่สนามบินตอนที่จะขึ้นเครื่องบินอยู่แล้ว ผมไม่รู้ว่าใครขโมย ถ้าจะแจ้งความมีทางเดียว คือ ผมต้องทิ้งตั๋วแล้วไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้นซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุคดี ซึ่งผมไม่สะดวก

แต่ถ้าผมขึ้นเครื่องบินกลับบ้านมาก่อนแล้วแจ้งความที่กรุงเทพได้ สำหรับผู้เสียหายแล้วสะดวกกว่า แล้วตำรวจที่กรุงเทพก็ค่อยส่งข้อมูลทั้งหมดไปให้ตำรวจที่เชียงใหม่ช่วยสืบต่อ น่าจะดีกับผู้เสียหายมากกว่า

แต่อย่างไรก็ดีวันนี้กฎหมายเขียนว่า ถ้าคดีเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ผมต้องไปแจ้งความที่เชียงใหม่เท่านั้น หรือถ้ารู้ว่าผู้ต้องหาเป็นใครก็ไปแจ้งความตามที่อยู่ของผู้ต้องหาก็ได้

วัตถุประสงค์ที่กฎหมายเขียนเช่นนี้เพื่อต้องการไม่ให้คนแจ้งความสามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายกลั่นแกล้งคนที่ถูกแจ้งความได้ ถ้าจะดำเนินคดีต่อเขาก็ต้องดำเนินคดีในสถานที่เหตุต้นเรื่องนั้นเกิดขึ้นหรือในสถานที่ที่ไม่เป็นภาระกับเขาเกินไป

อย่างไรก็ดี ทุกวันนี้มีคนใช้ช่องว่างของกฎหมายเพื่อการกลั่นแกล้งคนอื่นอยู่บ้าง ในคดีหมิ่นประมาทและ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ คนที่ถูกวิจารณ์แล้วรับคำวิจารณ์ไม่ได้ ก็จะอ้างว่า ตัวเอง 'พบเห็น' ข้อความที่ถูกด่าตอนที่อยู่ในพื้นที่ห่างไกล แล้วอาศัยช่องว่างของมาตรา ๑๘ บอกว่า 'คดีเกิดขึ้น' ในพื้นที่ที่มีการพบข้อความ ซึ่งไม่ได้อ้างว่า ผู้แจ้งความสะดวกที่ไหนแต่อ้างว่าพบข้อความและคดีเกิดที่นั่น

ก่อนหน้านี้มีหลายคดี เช่น ที่นราธิวาส ที่เชียงราย ที่พะเยา ที่แม่สอด ฯลฯ เพื่อหวังให้ผู้ต้องหามีภาระมากขึ้นในการเดินทางจะได้หวาดกลัวและหยุดพูด

คดีทางไกลที่เคยเห็นเกิดจากการโพสต์ออนไลน์ โดยคนแจ้งความอ้างได้ว่า ไม่รู้คนโพสต์ตอนกดโพสต์อยู่ที่ไหน จึงถูกอ้างอิงว่าคดีเกิดขึ้นตอนที่มีการพบข้อความ แน่นอนว่าผมไม่เห็นด้วยแต่กฎหมายเรื่องนี้ยังเป็นช่องว่างให้มันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า และต้องการการแก้ไขเพื่ออุดช่องว่างต่อไป

หลายวันมานี้ผมเห็น ผู้หลักผู้ใหญ่บ้านเมืองหลายคนอ้างหลักกฎหมายผิดผมก็ไม่สบายใจ เพราะกฎหมายตอนนี้ไม่มีใครสามารถไปแจ้งความคนอื่นยังสถานที่ที่ตัวเองสะดวกได้ หรือตามภูมิลำเนาของตัวเองก็ไม่ได้

ใครจะบ้านเกิดอยู่ที่ไหน ทะเบียนบ้านอยู่ที่ไหน ไม่เป็นเหตุตามกฎหมายในการเลือกสถานที่แจ้งความนะครับ เรียนมาเพื่อให้เข้าใจตรงกันก่อน

การแจ้งความผิดท้องที่เป็นเหตุผลที่ง่ายมากที่ตำรวจจะไม่รับแจ้งความ เราในฐานะประชาชนล้วนประสบปัญหานี้ เช่น เวลากระเป๋าตังค์หายเดินไปแจ้งความตำรวจจะต้องถามคำแรกว่า 'หายที่ไหน?' ถ้าตอบแล้วมันไม่อยู่ในเขตอำนาจเค้าจะไม่รับทันที

ถ้าวันไหนตำรวจที่ไม่ขยันทำงานก็จะพยายามหาข้ออ้างอธิบายว่าคดีเกิดขึ้นในเขต สน. อื่น แล้วไล่ไปแจ้งความที่อื่น เราล้วนเคยเจอสถานการณ์นี้กันเป็นปกติเมื่อต้องเป็นผู้เสียหาย

แต่หากตำรวจมีความเกรงอกเกรงใจผู้หลักผู้ใหญ่ตำแหน่งสูงๆ ของบ้านเมืองอยู่บ้าง ก็อาจจะรับๆ ไปก่อน แต่ตำรวจที่สอบสวนคดีโดยตัวเองมีอำนาจตามมาตรา ๑๖ ก็น่าจะมีความผิดเองอีก

น่าสงสารตำรวจจัง…"

ครับ…โดยหลักการก็เห็นด้วยกับ “ยิ่งชีพ” เพราะที่ผ่านมาฟ้องกลั่นแกล้งกันเยอะ

แต่ก็มีประเด็นที่ต้องทำความเข้าใจ

การแจ้งความร้องทุกข์สามารถแจ้งที่โรงพักไหนก็ได้ทั่วประเทศ

ฉะนั้นอย่าไปเข้าใจผิดว่ากฎหมายไม่ระบุว่าผู้เสียหายสามารถแจ้งความตามภูมิลำเนาได้

คำสั่งของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ ๑๗๗/๒๕๖๔ ผู้เสียหายสามารถเดินทางไปแจ้งความร้องทุกข์กับพนักงานสอบสวนใน สน. หรือ สภ. ท้องที่ที่ไม่ใช่ที่เกิดเหตุได้

นี่คือหลักฐานว่าแจ้งความโรงพักไหนก็ได้ทั่วประเทศ!

นี่ไม่ใช่คำสั่งให้ปฏิบัติเช่นนี้เป็นครั้งแรกนะครับ

เรื่องให้ผู้เสียหายแจ้งความได้ทั่วประเทศนั้นมันมีมานานแล้ว

นั่นคือคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๒๙๗๔/๒๕๑๖ วินิจฉัยว่า พนักงานสอบสวนในท้องที่ใดๆ แม้จะไม่มีอำนาจสอบสวนคดีนั้น ก็ยังมีอำนาจรับคำร้องทุกข์หรือรับแจ้งความไว้ได้

เพราะการรับคำร้องทุกข์กับการมีอำนาจสอบสวนเป็นคนละเรื่องกัน

และกฎหมายไม่ได้บังคับว่าต้องร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนที่มีอำนาจสอบสวนเท่านั้น

นี่คือการแยกการรับคำร้องทุกข์กับอำนาจสอบสวนออกจากกันอย่างเด็ดขาด

และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ ๗๖๓๐/๒๕๔๙ ที่ออกมาเป็นบรรทัดฐานเกี่ยวกับความผิดของเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ กรณีพนักงานสอบสวนไม่ยอมรับคำร้องทุกข์ของประชาชน

ศาลวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ฉะนั้นสรุปได้ว่าการไปฟ้อง “ยิ่งชีพ” ทุกสถานีตำรวจนั้นสามารถทำได้

แต่ถามว่าควรทำหรือไม่

มันก็ไม่ควร เพราะดูเป็นการกลั่นแกล้งเสียมากกว่า เพียงแต่การไปฟ้องแบบนั้นคงเกิดขึ้นได้ยาก

แต่ที่จะเกิดคือ จะมีการฟ้องทุกท้องที่ในภูมิลำเนาของบุคคลที่ “ยิ่งชีพ” กล่าวถึง และคิดว่าได้รับความเสียหายจากการกล่าวหาว่า ฮั้ว สว.

ถ้าเสียหายเป็นร้อยคนก็ฟ้องร้อยสถานีตำรวจ

ไม่ต้องไปสงสารตำรวจครับ เพราะถ้าตำรวจไม่รับแจ้งความนี่สิครับผิดแน่ๆ

ก็เป็นบทเรียนสำหรับการใส่ร้ายให้ผู้อื่นได้รับความเสียหาย

ถ้าด่ากัน ๒ คน จะไปฟ้องทั่วประเทศก็ดูกระไรอยู่

แต่ถ้าด่าอออกสื่อ โพสต์ข้อความด่าซ้ำในโซเชียล มันเห็นทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ทั่วโลก

ถ้าผู้เสียหายสามารถแจ้งความที่ต่างประเทศคงได้เห็นคดีตัวอย่างกันไปแล้ว

ฉะนั้นต้องแยกให้ออก สิ่งที่เป็นอยู่ และสิ่งที่อยากให้เป็น

“ยิ่งชีพ” บอกว่าอยากแก้กฎหมายให้ฟ้องแบบวันสต็อปเซอร์วิส ที่เดียวพอ

ก็เป็นข้อสังเกตเล็กๆ ครับ เรามักเห็นพลพรรคส้มบอกว่าจะแก้กฎหมายกันรายวันเลยทีเดียว

ทุกเรื่องที่ส้มเข้าไปพัวพันกฎหมาย ก็ดูเหมือนกฎหมายนั้นมีข้อบกพร่อง ไม่ทันสมัย ไม่เป็นประชาธิปไตย

จึงต้องแก้.

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...