วิกฤตหนี้โลกดันบิทคอยน์พุ่ง 81,000 ดอลลาร์สหรัฐ ทุบสถิติใหม่แกร่งกว่าทองคำ
เมื่อสหรัฐและกลุ่มประเทศมหาอำนาจกำลังพาโลกเดินเข้าสู่ทางตันจากวิกฤตหนี้สินล้นพ้นตัว ส่งผลให้มูลค่าเงินกระดาษเสื่อมสลายลงทุกขณะ ล่าสุดบิทคอยน์พลิกพุ่ง ขึ้นเหนือทองคำด้วยอัตราแลกเปลี่ยนสูงสุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 โดย 1 บิทคอยน์ สามารถซื้อทองคำได้มากกว่า 18 ออนซ์ สวนทางกระดานหุ้นที่เริ่มชะลอตัว หลังสัญญาณนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด เริ่มเสียงแตกถอยทัพจากการขึ้นดอกเบี้ย ขณะที่ผู้บริหารกองทุนระดับโลกต่างชี้ชัด "นี่คือใบเสร็จรับเงินใบโตที่ตอกย้ำว่า ระบบการเงินแบบเดิมกำลังถูกกลืนกินด้วยเงินเฟ้อที่รัฐบาลจงใจสร้างขึ้นเพื่อล้างหนี้ตัวเอง"
ในโลกการเงินที่กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ บิทคอยน์ไม่เพียงแต่ทำราคาพุ่งทะยานในรูปของสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐเท่านั้น แต่กำลังพิสูจน์ตัวเองว่าเป็น สินทรัพย์ปลอดภัยที่แข็งแกร่งที่สุด ยิ่งกว่าทองคำที่มีประวัติศาสตร์การรักษาความมั่งคั่งมานานหลายร้อยปี จากข้อมูลล่าสุดของเทรดดิ้งวิว ชี้ชัดว่าอัตราส่วนเปรียบเทียบระหว่าง "บิทคอยน์ กับ ทองคำ" พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 18.17 ซึ่งเป็นสถิติที่สูงที่สุดนับตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2569 เป็นต้นมา หรือ ณ วันนี้ บิทคอยน์ เพียง 1 เหรียญ มีมูลค่าเทียบเท่ากับการซื้อทองคำได้มากกว่า 18 ออนซ์ ขณะที่ราคาซื้อขายของเหรียญบิทคอยน์ในกระดานหลักทั่วโลกรวมถึงคอยน์เดสก์ต่างพุ่งทะยานเหนือระดับ 81,000 ดอลลาร์สหรัฐ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว
มหกรรมพิมพ์เงินหนีหนี้ของชาติมหาอำนาจ และใบโฆษณาบิทคอยน์ที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์
อะไรคือชนวนเหตุที่ทำให้นักลงทุนระดับสถาบันและมหาเศรษฐีต่างละทิ้งระเบียบการเงินโลกแบบเดิม? คำตอบอยู่ที่ตัวเลขหนี้สาธารณะของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ที่ในปัจจุบัน (ยกเว้นเพียงสวิตเซอร์แลนด์) ต่างมีอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ทะลุเกินกว่า 100 เปอร์เซ็นต์ไปแล้วทั้งสิ้น ยิ่งไปกว่านั้น สหรัฐอเมริกายังครองแชมป์การขาดดุลงบประมาณขั้นปฐมภูมิ ซึ่งสะท้อนถึงการใช้จ่ายที่เกินตัวอย่างชัดเจนของรัฐบาล ก่อนที่จะคำนวณภาระดอกเบี้ยที่กำลังพอกพูนตามมาเสียด้วยซ้ำ
ความน่ากลัวที่แท้จริงคือ ผู้กำหนดนโยบายการเงินโลกต่างเดิมพันว่าพวกเขาจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้เติบโตจนพ้นจากกองหนี้มหึมานี้ได้ แทนที่จะยอมเจ็บตัวหั่นงบประมาณรายจ่ายลงอย่างจริงจัง อ้างอิงจากคำพูดของ สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่กล่าวกลางเวทีประชุมรัฐมนตรีคลัง จี20 ณ เมืองแอชวิลล์ รัฐนอร์ทแคโรไลนา เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า "โลกกำลังท่วมไปด้วยหนี้… และทางเดียวที่พวกเราจะหลุดพ้นจากจุดนี้ได้ คือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้เติบโตเพื่อฝ่าวงล้อมหนี้ออกไป"
คำพูดที่ดูเหมือนจะยอมจำนนต่อความจริงข้อนี้ ได้ถูก แอนโธนี สการามุชชี ผู้ก่อตั้ง สกายบริดจ์ แคปิตอล หยิบยกขึ้นมาเหน็บแนมอย่างเผ็ดร้อนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า "เบสเซนต์ยืนต่อหน้ากลุ่มประเทศ จี20 แล้วประกาศว่าโลกกำลังจมกองหนี้ ซึ่งคำพูดประโยคนี้มันคือแก่นแท้ทั้งหมดของความต้องการถือครองบิทคอยน์" และเขายังเสริมอีกว่า "รัฐมนตรีคลังทั้ง 20 ประเทศเพิ่งจะร่วมกันปล่อยโฆษณาบิทคอยน์ที่ดีที่สุดในรอบปีออกมา โดยที่ไม่มีใครตั้งใจเลยสักคน" เพราะตรรกะของเรื่องนี้เรียบง่ายและเป็นสัจธรรมที่สุด บิทคอยน์เป็นสินทรัพย์ที่อยู่นอกระบบการเงินแบบดั้งเดิม มีจำนวนจำกัดอย่างถาวร และไม่มีรัฐบาลหรือนโยบายของนักการเมืองคนใดจะสามารถสั่งพิมพ์เพิ่มเพื่อลดทอนมูลค่าของมันลงได้เหมือนกับ เงินดอลลาร์ เงินเยน หรือเงินยูโร
เฟดถอยทัพ-ลดคาดการณ์ดอกเบี้ย ตัวเร่งสภาพคล่องไหลกลับสู่สินทรัพย์เสี่ยง
นอกจากปัจจัยเชิงโครงสร้างหนี้โลกในระยะยาวแล้ว ปัจจัยขับเคลื่อนระยะสั้นยังได้รับแรงหนุนอย่างมีนัยสำคัญจากรายงานการปรับทิศทางของตลาดดอกเบี้ยสหรัฐฯ โดยกลุ่มนักเทรดได้ลดน้ำหนักคาดการณ์โอกาสที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือนกันยายน พ.ศ. 2569 ลงเหลือเพียง 50 เปอร์เซ็นต์ (จากเดิมที่สูงกว่า 63 เปอร์เซ็นต์ในต้นสัปดาห์) หลังจากที่ คริสโตเฟอร์ วอลเลอร์ หนึ่งในคณะผู้ว่าการเฟด ออกมาส่งสัญญาณอย่างเป็นทางการว่าจะสนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ยเอาไว้ หากแรงกดดันด้านเงินเฟ้อยังคงส่งสัญญาณผ่อนคลายตัวอย่างต่อเนื่อง
การส่งสัญญาณถอยทัพของเฟดในครั้งนี้ ส่งผลให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ร่วงลงทันที พร้อมกับฉุดให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงไปแตะระดับต่ำที่สุดนับตั้งแต่เดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2569 ขณะเดียวกัน ยอดเม็ดเงินไหลเข้าสุทธิชั่วคราวในกองทุนสปอตบิทคอยน์อีทีเอฟ ในสหรัฐฯ มียอดกลับมาเป็นบวกที่ประมาณ 277 ล้านดอลลาร์สหรัฐในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา หลังจากที่ผันผวนสลับไหลเข้าและไหลออกในรอบสี่วันทำการก่อนหน้า ซึ่งสะท้อนความตื่นตัวของกลุ่มนักลงทุนสถาบันที่เริ่มขยับตัวตามทิศทางดอกเบี้ยใหม่นี้
บทพิสูจน์แกร่งทนทานแรงสั่นสะเทือนของเงินเยนญี่ปุ่น
การทดสอบความแข็งแกร่งของสถานะบิทคอยน์ ในฐานะสินทรัพย์ทางเลือกที่แท้จริงเกิดขึ้นในฝั่งตลาดเอเชีย เมื่อค่าเงินเยนของญี่ปุ่นแข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 2 เปอร์เซ็นต์ในวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา จนเกือบจะลบภาพการอ่อนค่าที่สะสมมาตลอดทั้งเดือน โดยเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 156.35 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ หลังจากลงไปแตะจุดต่ำสุดในรอบวันก่อนหน้าแถว 155.30 เยนต่อดอลลาร์สหรัฐ การแข็งค่าของเงินเยนดังกล่าวมักจะเป็นฝันร้ายของตลาดการเงินโลก เนื่องจากมันจะดูดซับสภาพคล่องกลับออกจากธุรกรรมแครี่เทรด ซึ่งเป็นแหล่งเงินทุนหลักในการเก็งกำไรในสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก
อย่างไรก็ดีในรอบนี้บิทคอยน์ กลับสามารถดูดซับแรงกระแทกจากเงินเยนที่แข็งค่าได้อย่างน่าทึ่งโดยไม่มีการสูญเสียรอบบวกของราคาแต่อย่างใด ขณะที่ดัชนีสกุลเงินต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียแข็งตัวขึ้นทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคม พ.ศ. 2567 และในขณะเดียวกัน เหรียญคริปโตทางเลือกตัวอื่น ๆ ก็นำโดย ซีแคช ที่พุ่งทะยานทำผลงานโดดเด่นสูงสุดด้วยยอดบวกเกือบ 15 เปอร์เซ็นต์ในรอบ 24 ชั่วโมง และเพิ่มขึ้นกว่า 20 เปอร์เซ็นต์ในรอบสัปดาห์
บทสรุปของความขัดแย้งระบบหนี้สิ้นสุดที่ใด บิทคอยน์เริ่มต้นที่นั่น
ปรากฏการณ์ที่บิทคอยน์ และทองคำ จับมือกันพุ่งทะยานขึ้นพร้อมกันในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นผลมาจากกลไกทางเทคนิคของอัตราดอกเบี้ยหรือผลตอบแทนพันธบัตรเพียงอย่างเดียว แต่ลึก ๆ แล้วมันคือสัญญาณเตือนภัยครั้งสำคัญว่า ความเชื่อมั่นในเงินตราที่ออกโดยรัฐบาลกำลังพังทลายลง เมื่อผู้ปกครองและผู้คุมกฎเลือกทางรอดด้วยการเสพติดการพิมพ์เงินและกดดันค่าเงินของตนเองเพื่อหนีจากหนี้สินล้นพ้นตัว ทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้แสวงหาการปกป้องความมั่งคั่งที่แท้จริง จึงไม่ใช่การถือเงินกระดาษในระบบธนาคารแบบเดิมอีกต่อไป แต่คือสินทรัพย์ที่มีปริมาณจำกัดอย่างเด่นชัด และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้ บิทคอยน์ยืนเด่นเหนือทองคำด้วยอัตราส่วนที่สูงที่สุดในรอบ 8 เดือนอย่างมีนัยสำคัญยิ่งในประวัติศาสตร์การเงินโลก
website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO