โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

วิจัยพบกลไกระดับโมเลกุล เปิดทางรักษา มะเร็งเต้านม ชนิดรุนแรง

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 11 ชั่วโมงที่ผ่านมา
งานวิจัยจากออสเตรเลียค้นพบกลไกระดับโมเลกุล เปิดทางรักษา มะเร็งเต้านม ชนิดรุนแรง

เมื่อไม่นานนี้ มหาวิทยาลัยแอดิเลดของออสเตรเลียรายงานว่านักวิจัยของออสเตรเลียค้นพบกลไกระดับโมเลกุลที่ทำให้เกิดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟ (TNBC) ซึ่งเป็นหนึ่งในมะเร็งเต้านมชนิดย่อยที่รุนแรงที่สุดและรักษาได้ยาก เนื่องจากไม่มีตัวรับฮอร์โมน (hormone receptors) ที่เปรียบเสมือนเป้าหมายให้ยาเข้าไปออกฤทธิ์จัดการ โดยกลไกใหม่นี้มีศักยภาพในการรักษาและป้องกันการลุกลามของโรคได้

ผู้ป่วยที่มีระดับโมเลกุลไมโครอาร์เอ็นเอ-342 (miR-342) ซึ่งเกิดขึ้นตามธรรมชาติในร่างกายต่ำ และมีการทำงานของกลไกอี2เอฟ (E2F) ที่มีส่วนส่งเสริมการเติบโตของมะเร็งในระดับสูง จะทำให้มีแนวโน้มป่วยด้วยโรคมะเร็งระยะแพร่กระจายมากกว่า ขณะที่ในแบบจำลองก่อนการทดลองทางคลินิก ทีมวิจัยพบว่าการฟื้นฟูระดับไมโครอาร์เอ็นเอ-342 ช่วยลดการแพร่กระจายของมะเร็งเต้านมไปยังอวัยวะอื่นๆ ซึ่งรวมถึงปอดและกระดูกได้อย่างมีนัยสำคัญ

นักวิจัยยังพบว่าพาลโบซิคลิบ (palbociclib) ซึ่งเป็นยารักษาโรคมะเร็งเต้านมกลุ่ม CDK4/6 inhibitor ที่ใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านมระยะลุกลามที่มีตัวรับฮอร์โมนเป็นบวก สามารถลดการเติบโตของเนื้องอกที่แพร่กระจายได้อย่างมีนัยสำคัญในแบบจำลองที่มีระดับไมโครอาร์เอ็นเอ-342 ต่ำ ดังนั้นการวัดระดับไมโครอาร์เอ็นเอดังกล่าวอาจช่วยประเมินว่ายามุ่งเป้า CDK 4/6 inhibitor จะเอื้อประโยชน์ต่อผู้ป่วยมะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟรายใดบ้าง และอาจเปิดทางให้นำยาที่มีอยู่แล้วมาใช้รักษาหนึ่งในมะเร็งเต้านมที่มีอัตราการเสียชีวิตสูงที่สุดชนิดนี้

มะเร็งเต้านมชนิดทริปเปิลเนกาทีฟครองสัดส่วนราวร้อยละ 10-15 ของผู้ป่วยที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งเต้านมในออสเตรเลีย ซึ่งอยู่ที่ราว 21,000 รายต่อปี แต่กลับเป็นสาเหตุการเสียชีวิตในสัดส่วนที่สูงกว่า เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้มีความรุนแรงและมีแนวโน้มแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...