โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ระวัง คุยกับ AI เรื่องลับ อาจกลายเป็นหลักฐานมัดตัวในชั้นศาล

Techhub

อัพเดต 03 ก.ย เวลา 10.33 น. • เผยแพร่ 03 ก.ย เวลา 10.33 น.

กฎหมายไม่คุ้มครองความลับ! เผยความเสี่ยงเมื่อ คุยกับ AI แชทบอทไม่มีสิทธิพิเศษเหมือนทนายหรือหมอ ทุกข้อความอาจถูกขุดเป็นหลักฐานในชั้นศาล

ลองนึกภาพว่าคืนหนึ่งคุณเครียดกับปัญหาชีวิต เลยเปิด ChatGPT ระบายความในใจ หรือถามคำถามที่ไม่กล้าถามใคร ความรู้สึกตอนนั้นคือ แค่เราสองคนคุยกัน AI มันคงไม่ไปฟ้องใครหรอก

แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม บทสนทนาเหล่านั้นอาจถูกเก็บไว้รอวันที่ตำรวจหรือทนายฝ่ายตรงข้ามขุดมาใช้เป็นหลักฐานปรักปรำตัวเราเอง

สิ่งนี้ต่างจากการคุยกับทนายความ แพทย์ หรือนักจิตบำบัดที่มีกฎหมายคุ้มครองความลับ บทสนทนากับแชทบอทอย่าง ChatGPT หรือ Claude ไม่ได้รับสิทธิพิเศษนี้เลยแม้แต่น้อย ทุกคำที่พิมพ์อาจถูกเรียกดูผ่านการตรวจค้นโทรศัพท์ หมายศาล หรือแม้แต่บริษัท AI เองที่แจ้งเบาะแสให้เจ้าหน้าที่รู้

ข้อมูลจาก The Washington Post พบว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีอย่างน้อย 12 คดีสาธารณะที่นำแชทบอทมาใช้เป็นหลักฐาน และตัวเลขจริงน่าจะสูงกว่านี้มาก

ในกรณีที่เป็นข่าวโด่งดังคือ วัยรุ่นคนหนึ่งที่ฟ้อง Meta และแพลตฟอร์มโซเชียลอื่นๆ เพราะเผลอถาม ChatGPT เรื่องเงินยอมความ กลายเป็นหลักฐานที่ทนายฝ่ายจำเลยเอาไปใช้ได้

กรณีต่อมาคือ ชายชาวฟลอริดาคนหนึ่งที่ได้ปรึกษา OpenAI เกี่ยวกับแผนที่จะทำร้ายอดีตแฟนสาว แต่ถูกระบบตรวจจับและแจ้ง FBI โดยตรง จนถูกจับและรับสารภาพ

อีกกรณีคือ นักศึกษาที่ทุบทำลายรถ 17 คันในลานจอดรถ ยินยอมให้ตำรวจตรวจโทรศัพท์แล้วเจอข้อความที่เขาพิมพ์ คุยกับ AI ว่า ซวยแค่ไหนเนี่ยถ้าทุบรถไปหลายคัน กลายเป็นหลักฐานมัดตัวเอง แม้แต่คดีแพ่งธรรมดาอย่างข้อพิพาทแรงงาน ก็ยังมีคนถาม AI เรื่องการกู้คืนอีเมลที่ลบไปแล้ว จนถูกจับได้ว่าพยายามซ่อนหลักฐาน

ผู้เชี่ยวชาญกฎหมายเตือนว่า คนส่วนใหญ่มักยินยอมให้ตำรวจตรวจค้นโทรศัพท์ทั้งที่มีสิทธิปฏิเสธได้หากไม่มีหมายศาล และแม้แต่ Sam Altman ซีอีโอ OpenAI เองก็เคยเรียกร้องให้มีกฎหมายคุ้มครองความเป็นส่วนตัวของ AI ให้เข้มงวดขึ้น

แต่ศาลทั่วโลกยังไม่ยอมรับสิทธิพิเศษนี้ เพราะ AI ไม่ใช่มนุษย์ที่มีใบประกอบวิชาชีพเหมือนทนายหรือหมอ

สำหรับประเทศไทยเอง กรณีนี้ อาจไม่มีอะไรแตกต่างกันมากนักครับ เพราะกฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่ให้สถานะความคุ้มครองแบบเดียวกับทนายความหรือแพทย์แก่บทสนทนากับ AI เลย

แม้จะมี พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล แต่กฎหมายนี้ก็มีข้อยกเว้นให้หน่วยงานรัฐขอข้อมูลได้หากเป็นการสืบสวนคดีอาญาหรือกระบวนการทางศาล ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความก็เปิดกว้างในการรับฟังพยานหลักฐาน ตราบใดที่ได้มาโดยชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งครอบคลุมถึงข้อมูลดิจิทัลอย่างแชท AI ด้วย

ความเสี่ยงเฉพาะของสังคมไทยที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือ

  • ผู้ที่ไม่มีทุนจ้างทนายมักหันไปถาม ChatGPT เรื่องคดีความ โดยไม่รู้ว่าข้อมูลนั้นไม่ได้รับการคุ้มครองเหมือนปรึกษาทนายจริง
  • เยาวชนที่ใช้ AI ระบายปัญหาครอบครัวหรือความคิดอ่อนไหว อาจถูกดึงไปใช้ในคดีครอบครัวหรือคดีอาญาในอนาคตได้เช่นกัน

ทางออกที่ประเทศไทยควรพิจารณาคือการออกแนวปฏิบัติที่ชัดเจนว่าข้อมูลแชทบอทควรได้รับการคุ้มครองระดับใด พร้อมผลักดันให้บริษัท AI มีความโปร่งใสเรื่องนโยบายรายงานต่อรัฐ และที่สำคัญที่สุดคือการให้ความรู้ประชาชนเรื่องสิทธิต่างๆ เพราะอย่างที่เห็นในต่างประเทศ คนส่วนใหญ่ยินยอมโดยไม่รู้ว่าตัวเองมีทางเลือกอื่น

หลักการง่ายๆ ที่ควรจำไว้คือ อย่าพิมพ์อะไรลงในแชทบอทที่คุณไม่อยากให้คนอื่นเห็นในวันข้างหน้า เพราะกฎหมายยังตามเทคโนโลยีไม่ทัน และสิ่งที่คุณคิดว่าเป็นความลับ อาจกลายเป็นหลักฐานสำคัญในชั้นศาลได้ทุกเมื่อครับ

และตอนนี้ ที่ไทยเราเปิดให้ใช้งาน AI ฟรี อย่าง TH-AI Passport หมั่นจำให้ขึ้นในไว้ว่า ข้อมูลใด ๆ ก็ตามที่เราได้พิมพ์ลงไป สามารถถูกตรวจสอบโดยหน่วยงานรัฐได้ ซึ่งใครหากมีปัญหาด้านคดีความ การปรึกษาทนาย และใช้งาน Local LLM ของตัวเอง อาจจะเป็นเลือกที่ดีกว่ามากครับ

ที่มา : techspot


⭐️Techhub รวม How To , Tips เทคนิค อัปเดตทุกวัน

กดดูแบบเต็มๆ ที่ www.techhub.in.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...