โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

นโยบายรัฐประคองจีดีพีไทย ลุ้นปีนี้ขยายตัวเกินร้อยละ 2

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
หลังจากสภาพัฒน์ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ ว่ามีโอกาสโตเกินร้อยละ 2 ล่าสุด บรรดาสำนักวิจัยฯ ต่างก็ทยอยปรับประมาณการเช่นกัน อย่างความเห็น SCB EIC ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่ามีโอกาสโตเกินร้อยละ 2 ทั้งในปีนี้ปีหน้า โดยได้แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวสูง พร้อมคาดผลประชุม กนง. วันนี้ (26 ส.ค.) จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 ตลอดทั้งปีนี้

หลังจากสภาพัฒน์ ปรับเพิ่มประมาณการเศรษฐกิจไทยปีนี้ ว่ามีโอกาสโตเกินร้อยละ 2 ล่าสุด บรรดาสำนักวิจัยฯ ต่างก็ทยอยปรับประมาณการเช่นกัน อย่างความเห็น SCB EIC ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยว่ามีโอกาสโตเกินร้อยละ 2 ทั้งในปีนี้ปีหน้า โดยได้แรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวสูง พร้อมคาดผลประชุม กนง. วันนี้ (26 ส.ค.) จะยังคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ร้อยละ 1 ตลอดทั้งปีนี้

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2026 จากเดิมที่ร้อยละ 2.0 เพิ่มเป็นร้อยละ 2.2 และปรับประมาณการเศรษฐกิจปี 2027 จากเดิมที่ร้อยละ 1.9 เพิ่มเป็นร้อยละ 2.1 จากแรงส่งของการลงทุนและการส่งออกในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวยังมีลักษณะกระจุกตัวและพึ่งพาการนำเข้าสูง ขณะที่มาตรการภาครัฐ ช่วยบรรเทาผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางต่อเศรษฐกิจไทย แต่ต้องจับตาสถานการณ์ราคาพลังงานที่ยังผันผวน และการประกาศขึ้นภาษีนำเข้าเพิ่มเติมของสหรัฐฯ ในระยะข้างหน้า

SCB EIC ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า เศรษฐกิจไทย ยังคงได้รับแรงส่งจากการลงทุนภาคเอกชน และการส่งออกที่ขยายตัวสูง โดยการลงทุนภาคเอกชนเร่งต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 5 และมีแนวโน้มทรงตัวสูงในระยะข้างหน้า สะท้อนจากมูลค่าการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะโครงการที่เกี่ยวข้องกับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ศูนย์ข้อมูล (Data center) และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์

ด้านการส่งออกยังขยายตัวดีเช่นกัน โดยมีสินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามวัฏจักรการลงทุนด้าน AI ทั่วโลก อย่างไรก็ดี กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงกับกระแสดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ ยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบ สินค้าขั้นกลาง และสินค้าทุนจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง อีกทั้งผลประโยชน์ส่วนใหญ่ยังอยู่ในกลุ่มผู้ประกอบการรายใหญ่ และบริษัทต่างชาติ ส่งผลให้แรงส่งนี้ ยังไม่กระจายสู่เศรษฐกิจในวงกว้างเท่าที่ควร

นอกจากนี้ SCB EIC ยังมองว่านโยบายภาครัฐ จะมีบทบาทสำคัญในการประคองเศรษฐกิจช่วงครึ่งหลังของปีนี้และปีหน้าผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ 1. แผนช่วยเหลือประชาชน ผ่านเม็ดเงินจากการเติมเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส ซึ่งจะช่วยพยุงกำลังซื้อในช่วงไตรมาส 3 รวมถึงมีแนวโน้มนำเม็ดเงินที่ยังเหลือมาพยุงกำลังซื้อในไตรมาสที่ 4 ขณะที่การพิจารณาโครงการภายใต้แผนเปลี่ยนผ่านพลังงานจาก พ.ร.ก. 400,000 ล้านบาท ล่าช้ากว่าที่คาด โดย SCB EIC ปรับสมมติฐานให้เม็ดเงินจากโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานเข้าสู่เศรษฐกิจในปีหน้ามากขึ้น แต่ทั้งนี้ ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะคงวงเงินสำหรับโครงการเปลี่ยนผ่านพลังงานตามเดิม หรือปรับบางส่วนไปใช้ในแผนช่วยเหลือประชาชนเพิ่มเติมในช่วงไตรมาสที่ 4 ปีนี้

นโยบายที่ 2 คือมาตรการลดภาระค่าครองชีพด้านพลังงาน จากการที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กลับมาชดเชยราคาน้ำมันสูงขึ้นตั้งแต่กลางเดือน ก.ค. หลังราคาน้ำมันโลกปรับสูงขึ้น ส่งผลให้ฐานะกองทุนฯ กลับมาขาดทุนสะสมเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วแตะ 75,562 ล้านบาท (ณ วันที่ 16 ส.ค.) ขณะเดียวกัน รัฐบาลมีแนวโน้มลดค่าไฟฟ้างวด ก.ย. – ธ.ค. ลงเหลือ 3.86 บาท/หน่วย จาก 3.95 บาท/หน่วย แม้ต้นทุนค่าไฟยังอยู่ในระดับสูงตามราคา LNG โลก โดยจะอาศัยการเรียกเก็บเงินส่วนเกินของกลุ่มการไฟฟ้าฯ (Claw back) มาอุดหนุนค่าไฟ และปรับโครงสร้างนำค่าไฟฟ้าสาธารณะออกจากค่าไฟฟ้าฐาน

จากมาตรการดังกล่าว ประกอบกับการส่งผ่านต้นทุนไปยังราคาสินค้าที่ต่ำกว่าคาด ส่งผลให้ SCB EIC ปรับลดประมาณการอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยปี 2026 ลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1.7 จากเดิมที่ร้อยละ 2.6 และคาดว่าจะชะลอลงต่อเนื่องสู่ร้อยละ 0.8 ในปี 2027

อย่างไรก็ดี แม้ SCB EIC จะมีการปรับเพิ่มประมาณการ แต่มองว่าเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำกว่าศักยภาพ จากปัญหาเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน และแรงกดดันเพิ่มเติมจากสงครามในตะวันออกกลาง โดยการคาดการณ์การเติบโตทั้งปีนี้และปีหน้าข้างต้น นับว่าชะลอลงจากช่วงก่อนหน้า และยังต่ำกว่าศักยภาพ สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเผชิญข้อจำกัดเชิงโครงสร้างและความเปราะบางที่สะสมมานาน แม้รัฐบาลจะออกมาตรการเพิ่มเติมผ่าน พ.ร.ก. กู้เงิน 400,000 ล้านบาทเพื่อสนับสนุนเศรษฐกิจในช่วงสองปีนี้

อีกหนึ่งสัญญาณที่ SCB EIC ชี้ว่าน่ากังวล คือ ดุลการค้า และดุลบัญชีเดินสะพัดปรับแย่ลงในช่วงครึ่งปีแรก และยังมีแนวโน้มขาดดุลพร้อมกันในปีนี้ จากทั้งปัจจัยชั่วคราว เช่น ผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง และปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ทำให้การพึ่งพาการนำเข้าสูงขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการนำเข้าสินค้าเพื่อการผลิตและส่งออก การลงทุนในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับดิจิทัลและอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการใช้บริการดิจิทัลจากต่างประเทศเพิ่มขึ้น

และจากการประเมินข้างต้น SCB EIC จึงมองว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1 ตลอดปี แม้เศรษฐกิจไทยจะมีทิศทางปรับดีขึ้นในระยะข้างหน้า แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง (K-shaped) โดยแรงส่งทางเศรษฐกิจกระจุกตัวอยู่ในบางภาคส่วน ขณะที่ภาระหนี้และต้นทุนทางการเงินของครัวเรือนและธุรกิจ SMEs ยังอยู่ในระดับสูง

ด้านเสถียรภาพราคา ประเมินว่าเงินเฟ้อมีแนวโน้มเคลื่อนไหวใกล้ขอบบนของกรอบเป้าหมายที่ร้อยละ 1-3 ในปีนี้ จากผลของราคาพลังงานและการส่งผ่านต้นทุน ก่อนทยอยชะลอลงในปีหน้า

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...