โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

'เท้ง' ขู่คว่ำร่าง พ.ร.ก.กู้เงินฯ ถ้าไม่ปรับแผนพลังงาน 2 แสนล.

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 7 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 54 นาทีที่แล้ว

เมื่อวันที่ 26 ส.ค. 2569 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่สอง) มีนายโสภณ ซารัมย์ เป็นประธานสภาผู้แทนราษฎร วาระเรื่องด่วนพิจารณา พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤติด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ.2569 วงเงิน 400,000 ล้านบาท

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อภิปรายเปิดว่า สิ่งที่ตนเองอยากได้ยินจากการชี้แจงของนายกฯ คือ ความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน เพราะจากคำชี้แจงของนายกฯ พูดในหลายประเด็น ทั้งสาเหตุความจำเป็นที่ต้องมีการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทที่มาจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางส่งผลกระทบถึงค่าครองชีพ ราคาพลังงาน และการดำเนินชีวิตของประชาชน จึงจำเป็นต้องมีมาตรการในการแก้ปัญหา

ยกตัวอย่าง มาตรการเยียวยา เราได้แสดงความเห็นหลายครั้งว่าแผนงานที่จะใช้ พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ในส่วน 2 แสนล้านบาทแรก เพื่อเยียวยาประชาชน เราไม่ได้ติดใจเรื่องความชอบหรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ เพราะเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และรัฐบาลมีเหตุจำเป็นรีบด่วนที่ต้องเร่งเยียวยาประชาชน อาจจะมีข้อคิดเห็นบางอย่างที่แตกต่างกัน เช่น วิธีการในการส่งเงินเยียวยาไปถึงมือประชาชน

นายณัฐพงษ์ กล่าวอีกว่า แต่สำหรับเงินก้อน 2 แสนล้านบาทหลังที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน นายกฯ ให้ความเห็นที่ชัดเจนอีกสาเหตุ นอกเหนือจากวิกฤติความขัดแย้งตะวันออกกลางคือ รัฐบาลมีตัวเลือกในการใช้แหล่งเงินงบประมาณประจำปีที่ค่อนข้างจำกัด จึงจำเป็นที่จะต้องตรา พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ หากดูในกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับวิธีการงบประมาณ และวินัยการเงินการคลังการที่จะขยายการกู้เพื่อชดเชยความขาดดุลได้หรือเบ่งกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปี ขึ้นอยู่กับว่ารัฐบาลจัดเก็บรายได้เท่าไร ยิ่งรัฐบาลมีรายได้เข้ารัฐเยอะก็ยิ่งตั้งกรอบวงเงินงบประมาณประจำปี และกู้เพื่อขยายชดเชยการขาดดุลได้มากยิ่งขึ้น

เราเข้าใจข้อจำกัดว่า วันนี้ประเทศเรามีปัญหาเรื่อง พื้นที่ทางการคลังสัดส่วนรายได้ของรัฐต่อ GDP มีแนวโน้มลดต่ำลง จึงเป็นที่มาที่รัฐบาลอาจจะเหลือทางเลือกไม่มากนักคือ จะต้องตราเป็น พ.ร.ก.เงินกู้ จากเหตุผลที่นายกฯ ให้กับเราทำให้เพื่อนสมาชิกต้องพิจารณาอย่างรอบคอบว่า สุดท้ายแหล่งเงินงบประมาณพิเศษที่มาจากการกู้ที่ไม่ได้มาจากแหล่งงบประมาณรายจ่ายประจำปีมีความเหมาะสมถูกต้องหรือไม่

นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า นอกจากนี้นายกฯ ยังมีการอ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งไม่ใช่เรื่องผิด แต่ตนเองอยากทำให้เกิดความชัดเจนเพิ่มขึ้น หากอ่านในคำวินิจฉัยฉบับเต็มศาลรัฐธรรมนูญให้ความเห็นไว้ชัดเจนว่า ที่วินิจฉัยว่า พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ไม่ได้ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ขัดเฉพาะมาตรา 172 วรรคหนึ่งอย่างเดียว เพราะศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้มีอำนาจในการวินิจฉัยวรรคสอง นั่นคือเหตุแห่งความจำเป็นรีบด่วนหรือไม่

ดังนั้นในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรามีอำนาจเต็มในการตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหารที่วันนี้เลือกใช้ช่องทางพิเศษ โดยการอ้างสถานการณ์ความขัดแย้งชอบด้วยรัฐธรรมนูญตามมาตรา 172 วรรคหนึ่งและวรรคสอง หรือไม่ อย่างไรก็ตามในรัฐธรรมนูญ เขียนไว้ชัดเจนว่า พ.ร.ก.เป็นช่องทางพิเศษของฝ่ายบริหารที่เมื่อใช้แล้วต้องให้สภาฯ พิจารณาว่ามีความชอบธรรม ถูกต้อง เหมาะสมในการใช้ช่องทางพิเศษนี้หรือไม่

นายณัฐพงษ์ อ้างถึงบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี 2475 ที่ให้อำนาจฝ่ายบริหารตรา พ.ร.ก.ใช้ก่อน ในกรณีที่สภาฯ ไม่สามารถตอบสนองได้ทัน หรือกรณีที่อยู่นอกสมัยประชุม แต่ด้วยวิวัฒนาการที่เปลี่ยนไปรัฐธรรมนูญฉบับหลังจึงมีการเปลี่ยนบทบัญญัติใหม่ให้อำนาจฝ่ายบริหารในการตรา พ.ร.ก.ได้ ถ้าเห็นว่ากระบวนการในสภาฯ จะล่าช้า แม้จะอยู่ในสมัยประชุม แล้วค่อยให้สภาฯ อนุมัติในภายหลัง ดังนั้นการใช้อำนาจในการตรา พ.ร.ก. ต้องมีเหตุผลจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้จริง ๆ

สำหรับเงิน 200,000 ล้านบาทหลังที่รัฐบาลอ้าง เพื่อเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน ต้องพิจารณาใน 2 ประเด็น ประเด็นแรกคือ ปัญหาความชอบธรรมของรัฐธรรมนูญ ว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้หรือไม่ ประเด็นที่สองคือ วิธีการใช้เงินและแผนในการใช้เงินการใช้เงินเพื่อจัดซื้อจัดจ้างโครงการขนาดใหญ่ มีคำว่าพลังงานสะอาดหรือโซลาร์รูฟท็อปห้อยท้ายเพียงพอหรือไม่ในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน หรือเราอยากเห็นการลงทุนอย่างไรในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างได้จริง

ทั้งนี้เราไม่สามารถที่จะแยกพิจารณากันได้ เพราะพรรคประชาชนมองว่าแผนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานจำเป็นที่จะต้องทำแบบค่อยเป็นค่อยไปและลงทุนอย่างถูกจุด รัฐบาลไม่จำเป็นต้องต้องใช้การกู้เงินเสมอไป เรายังมีแหล่งเงินทุนจากเอกชนและรัฐวิสาหกิจ เช่น 3 การไฟฟ้า และกองทุนต่าง ๆ ที่ช่วยกันลงทุนในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศได้อยู่แล้ว

นายณัฐพงษ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า พรรคประชาชนเคยมีแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานอย่างชัดเจน แบ่งเป็น 3 เฟส เฟสละ 4 ปี รวม 12 ปี ลงทุนรวมกัน 4 แสนล้านบาท เงินส่วนมากหรืออาจจะทั้งหมดรัฐบาลไม่จำเป็นต้องกู้เองสักบาท จึงตั้งคำถามถึง ครม.ว่าแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานเป็นอย่างไร หากแผนไม่ชัดเจนไม่สามารถตอบได้ ตนเองก็ไม่สามารถ อนุมัติพ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาทได้

อย่างไรก็ตามเรามีพยานผู้เชี่ยวชาญ 4 คนที่ให้ความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้ตั้งคำถามถึงความชัดเจนแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของรัฐบาล ดังนั้นจึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลโดยตรงที่จะต้องพูดถึงแผนการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานให้ชัดเจน ยกตัวอย่าง โครงการการเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV ตัวแทนรัฐบาลเคยให้ความเห็นว่าจะจะใช้เงิน 2 แสนล้านบาทหลังในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเพื่อเปลี่ยนรถโดยสารเป็นรถ EV พวกเราไม่ได้คัดค้านแต่คำถามที่สำคัญคือ การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานมันมากกว่าการเปลี่ยนลดน้ำมันเป็นรถ EV ต้องพูดถึงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานสถานีชาร์จ ห่วงโซ่อุปทานในประเทศที่ใช้พลังงานสะอาด และโครงสร้างพลังงานของประเทศที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดน้อยลง

เราอยากเห็นความชัดเจนของรัฐบาลว่าการใช้เงิน 2 แสนล้านบาทจะไปช่วยต่อจิ๊กซอว์ในภาพใหญ่ 5-10
ปีต่อจากนี้ สัดส่วนการใช้พลังงานสะอาดในประเทศจะเพิ่มขึ้นอย่างไร เราไม่อยากเห็นการทำงานที่รัฐบาลหาข้ออ้างใช้อำนาจพิเศษในการตรา พ.ร.ก.เงินกู้ 4 แสนล้านบาท หาเรื่องใช้เงิน ยัดไส้ ใช้เงินเยียวยาของประชาชนตัวประกัน แล้วค่อยหาโครงการมาทำทีหลัง แบบนี้เรียกว่า “ไม่มีแผน” หากมีแผนท่านต้องตอบพวกเราได้ชัดเจนว่ามีเป้าหมายอย่างไร

นายณัฐพงษ์ กล่าวย้ำว่า พวกเราไม่ต้องการแหล่งเงินกู้หรือแหล่งงบประมาณมาเพื่อซื้อของหรือแจกเงินเยียวยาอย่างเดียว เราอยากเห็นการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานที่ชัดเจน อยากเห็นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง แผนที่ที่พรรคประชาชนอยากนำเสนอต่อรัฐบาล ตนเองยินดีที่จะแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะแผนเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน 12 ปี

เฟสแรก 2670-2573 เริ่มลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน เฉพาะพื้นที่ที่มีการใช้พลังงานสูงก่อน เช่นกรุงเทพมหานครและภาคตะวันออก ซึ่งมีสัดส่วนการใช้ไฟฟ้ารวมกันสูงถึง 75% ของประเทศ

เฟสที่สอง 2574-2577 ขยายการลงทุนไปยังภูมิภาคอื่น ๆ เพื่อรองรับการเปิดตลาดพลังงานไฟฟ้าและใช้พลังงานไฟฟ้าสะอาดในวงกว้างมากขึ้น ซึ่งจบปี 2577 จะครอบคลุมการใช้พลังงานไฟฟ้า 87% ของทั้งประเทศ หรือคิดเป็นจำนวนผู้ใช้ไฟฟ้า 53% ของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งหมด

เฟสที่สาม 2578-2581 ขยายการลงทุนทั่วทั้งประเทศยกระดับโครงสร้างพลังงานของประเทศไปสู่ โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ (Smart Grid) ตอบโจทย์ภูมิรัฐศาสตร์และการสร้างอำนาจต่อรองของประเทศไทย รองรับการเปิดเสรีพลังงาน พลังงานไฟฟ้าในประเทศไทยต้องเป็นพลังงานไฟฟ้าที่ถูกสะอาด เป็นธรรม เป็นศูนย์กลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนพลังงานไฟฟ้าสะอาดในภูมิภาคอาเซียนได้

“ทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราอยากเห็นความชัดเจนจากรัฐบาล แม้การอภิปรายในสภาฯ จะไม่เห็นรายละเอียดมาก แต่อยากให้ตัวแทนจากรัฐบาลอธิบายเป้าหมายให้ได้ยินชัด ๆ ถึงความชัดเจนเรื่องแหล่งที่มาของเงิน ในมุมของผมหากท่านไม่มีความชัดเจนในแผน ไม่สามารถให้เหตุผลได้ว่าทำไมต้องใช้แหล่งเงินกู้ จากการกู้เงินในการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงาน พวกผมคงไม่สามารถที่จะอนุมัติ พ.ร.ก.เงินกู้ ฉบับนี้ได้จริง ๆ” นายณัฐพงษ์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...