หุ้น Microsoft พุ่ง 15% รับแรงหนุน AI ขณะที่ Meta ร่วง 8% หลังงบออกมาผิดคาด
Microsoft และ Meta เผชิญปฏิกิริยาต่างขั้วจากตลาดหุ้น หลัง Microsoft รายงานผลประกอบการแข็งแกร่งจาก Azure และ Copilot ดันหุ้นพุ่ง 15% ขณะที่ Meta ร่วงเกือบ 8% จากแนวโน้มรายได้ต่ำกว่าคาดและต้นทุนลงทุน AI ที่ยังสูง
31 ก.ค. 69 สำนักข่าว CNBC รายงานว่า หุ้นของ Microsoft พุ่งขึ้นถึง 15% ในการซื้อขายวันพฤหัสบดี ขณะที่หุ้นของ Meta Platforms ร่วงลงเกือบ 8% สะท้อนมุมมองที่แตกต่างของนักลงทุนต่อผลประกอบการและแนวโน้มธุรกิจของสองยักษ์ใหญ่ด้านเทคโนโลยี ท่ามกลางการแข่งขันด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เข้มข้นขึ้น
ก่อนหน้านี้ในวันพุธ Microsoft รายงานผลประกอบการไตรมาส 4 ของปีงบประมาณ โดยมีรายได้สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ นอกจากนี้ ธุรกิจคลาวด์ Azure ซึ่งเป็นธุรกิจหลักของบริษัท ยังเติบโตถึง 43% เมื่อเทียบกับปีก่อน สูงกว่าที่ตลาดคาดการณ์เช่นกัน
อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คือจำนวนผู้ใช้งานแบบชำระเงินของ Microsoft 365 Copilot ผู้ช่วย AI สำหรับการทำงาน ที่เพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 30 ล้านบัญชี จากกว่า 20 ล้านบัญชี เมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนด้าน AI ของบริษัทเริ่มสร้างผลตอบแทนอย่างเป็นรูปธรรม
Forrester ชี้การลงทุนศูนย์ข้อมูลเริ่มเห็นผล
Tracy Woo นักวิเคราะห์หลักจากบริษัทวิจัย Forrester ระบุในบทวิเคราะห์ว่า ผลประกอบการที่แข็งแกร่งของ Microsoft ประกอบกับการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Copilot เป็นสัญญาณว่าโครงการลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลมูลค่าราว 190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ของบริษัท กำลังเริ่มสร้างผลตอบแทนที่จับต้องได้
แรงซื้อดังกล่าวส่งผลให้ Microsoft มีวันที่หุ้นปรับตัวขึ้นดีที่สุดนับตั้งแต่ปี 2551 (2008) และทำให้มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Capitalization) เพิ่มขึ้นเกือบ 450,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในวันเดียว
แม้ Microsoft จะยืนยันแผนการลงทุน (Capital Expenditure) สำหรับปีงบประมาณ 2026 ตามเดิม และส่งสัญญาณว่าอาจขยายการลงทุนเพิ่มเติมในปีงบประมาณ 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดยังมีความกังวลเกี่ยวกับต้นทุนการลงทุนด้าน AI แต่นักลงทุนยังคงตอบรับเชิงบวก เนื่องจากเชื่อว่าการใช้เงินลงทุนดังกล่าวกำลังเริ่มสร้างผลตอบแทนที่ชัดเจน
Meta ผิดหวังทั้งกำไรและแนวโน้มรายได้ หุ้นร่วงต่อเนื่องเป็นวันที่ 11
ในทางตรงกันข้าม Meta ต้องเผชิญกับแรงขายอย่างหนัก หลังผลประกอบการและแนวโน้มรายได้ไม่เป็นไปตามที่นักลงทุนคาดหวัง
บริษัทคาดการณ์ว่า รายได้ในไตรมาสปัจจุบันจะอยู่ระหว่าง 61,000-64,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเฉลี่ยประมาณ 62,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์จาก LSEG คาดไว้ที่ 63,150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะเดียวกัน กระแสเงินสด (Free Cash Flow) ของ Meta ลดลงอย่างรุนแรงถึง 91% เมื่อเทียบกับปีก่อน เหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เนื่องจากบริษัทเดินหน้าลงทุนด้าน AI อย่างต่อเนื่อง
แรงกดดันดังกล่าวส่งผลให้หุ้น Meta ปรับตัวลงต่อเนื่องเป็นวันที่ 11 ติดต่อกัน ซึ่งถือเป็นสถิติการปรับตัวลงยาวนานที่สุดของบริษัท และในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาหุ้นลดลงรวมแล้วมากกว่า 20%
Zuckerberg เผยมีความต้องการเช่ากำลังประมวลผล AI สูงกว่าต้นทุนที่บริษัทลงทุน
Mark Zuckerberg ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Meta เปิดเผยว่า ปัจจุบันบริษัทได้รับข้อเสนอจำนวนมากจากลูกค้าที่ต้องการเช่าใช้ทรัพยากรการประมวลผล (Compute) ในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่ Meta ลงทุนไว้
หากบริษัทตัดสินใจเปิดให้บุคคลภายนอกเช่าใช้กำลังประมวลผลส่วนเกิน จะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ครั้งสำคัญ จากเดิมที่ใช้ทรัพยากรดังกล่าวเพื่อการพัฒนาภายในเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม Meta ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนเกี่ยวกับรูปแบบธุรกิจดังกล่าว
Zuckerberg ยังยอมรับว่า บริษัทจำเป็นต้องสำรองทรัพยากรด้านการประมวลผลไว้สำหรับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ AI รุ่นใหม่ของตนเอง จึงอาจไม่สามารถนำกำลังประมวลผลทั้งหมดออกมาให้บริการแก่ลูกค้าภายนอกได้
นักวิเคราะห์มอง Meta ยังอยู่ระหว่างค้นหาโมเดลธุรกิจ AI
Ben Barringer หัวหน้าฝ่ายวิจัยเทคโนโลยีของ Quilter Cheviot ให้ความเห็นว่า คำอธิบายของ Zuckerberg ยังขาดรายละเอียดที่ชัดเจน และอาศัยความคาดหวังต่อโอกาสในอนาคตมากกว่าการแสดงผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นแล้ว
“Meta ยังคงเป็นผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม AI แต่บริษัทยังอยู่ในช่วงค้นหาแนวทางการสร้างรายได้และรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ส่งผลให้ทั้งต้นทุนและรายได้ยังมีความผันผวนในระยะนี้”
อ้างอิง : cnbc.com