“สว.เทวฤทธิ์” โต้ถูกโยงฮั้ว สวส.ส้ม ลั่นงานนั้นเชิญ กกต.ด้วย!
(25 ก.ค. 69) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ออกมาชี้แจงกรณีมีรูปอยู่ในโพสต์ที่ถูกเผยแพร่โดยเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” ที่อ้างว่ามีการจัดงานพบปะผู้สมัคร สว.ก่อนหน้าการเลือก สว. และมีลักษณะของการฮั้วกัน และโพสต์ดังกล่าวก็ถูกอ้างอิงต่อโดยนายศุภชัย ใจสมุทร พรรคภูมิใจไทย โดยนายเทวฤทธิ์ระบุว่า
.
“ด้วยคุณศุภชัย ใจสมุทร ประธานคณะทำงานด้านกฎหมาย สส.พรรคภูมิใจไทย แชร์โพสต์เพจ "จักรวาลด้อมส้ม" ซึ่งเป็นการตั้งคำถามถึงความเชื่อมโยงของ iLaw รวมทั้งกลุ่มธนาธร หรือคณะก้าวหน้า กับการพยายาม ฮั้ว สว. เหมือนกันหรือไม่ แล้วมีภาพผมปรากฏในโพสต์ดังกล่าว จึงขออนุญาตชี้แจงและทำความเข้าใจดังนี้
.
1. กิจกรรมดังกล่าวที่มีการนับพบกันเพื่อแนะนำตัวของผู้สมัคร สว. ที่อิมแพ็ค เมืองทองธานี ที่มีจุดร่วมกันคือต้องการเปิดประตูสู่การจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่นั้น เกิดขึ้นจริง ไม่ได้มีอะไรปิดบัง นอกจากนี้ยังเชิญ กกต.มาร่วมสักเกตการณ์ มีการให้สัมภาษณ์กับสื่อด้วย ซึ่งเป็นคนที่ตกรอบไปแล้ว เพราะ กกต.มีข้อห้ามเรื่องการให้สัมภาษณ์ของผู้ที่ยังสมัครอยู่
.
2. ถามว่ากลุ่มคนเหล่านี้ที่มารวมกันมาจากไหน มาจากคนที่มีความมุ่งหมายให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ (อันนี้ไม่ใช่เรื่องปกปิดเพราะผมก็พูดมาตลอดในทางสาธารณะ) เราต่างรู้กันดีว่า ไม่ต้องนับรัฐธรรมนูญ 50 ก็ได้ เฉพาะรัฐธรรมนูญ 60 นี้ มีความพยายามแก้ไขมาตลอด 20 กว่าครั้ง แก้ได้เพียงครั้งเดียวคือเรื่องบัตรเลือกตั้ง ที่เหลือแก้ไม่ได้ และส่วนใหญ่ไปติดที่ต้องผ่านเงื่อนไข สว. 1 ใน 3 ที่บัญญัติไว้ใน ม.256 ของรัฐธรรมนูญ
.
ดังนั้นสำหรับผู้ที่รณรงค์ให้เกิดการแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็เห็นโอกาสตอนที่จะมีการเลือก สว.ปี 67 จึงรณรงค์ให้คนมาสมัครทั้งเพื่อไปเป็น สว. และเป็นโหวตเตอร์ จนนำมาสู่ช่องการเปิดช่องทางอย่าง senate67.com เพราะ กกต.เองก็ไม่ได้มีช่องทางให้แนะนำตัวหรือการสื่อสาร แถมระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวที่ออกมาตอนหลักก็ไม่สร้างการมีส่วนร่วมอีก (เดียวจะพูดภายหลังเพิ่ม) ดังนั้นช่องทางอย่าง senate67 จึงทำให้เราเห็นผู้สมัครและจุดยืนร่วมทั้งช่องทางติดต่อ จนนำซึ่งการตั้งกลุ่มเพื่อแนะนำตัวเพิ่มเติม และนัดหมายเจอกันที่เมืองทองดังกล่าว โดยที่คนที่ตกรอบก็ยังมาช่วยเหลือสนับสนุนกัน เพราะเรามีเป้าหมายเพื่อให้ได้อย่างน้อย สว. 1 ใน 3 คือ 67 คน อันจะเป็นการเปิดประตูสู่การแก้ไขและจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่
.
3. อย่างไรก็ตาม อย่างที่บอกไว้แต่ต้นว่า ตัวระเบียบว่าด้วยการแนะนำตัวของ กกต. นั้น ทั้งฉบับแรก และฉบับที่ 2 ที่มีการแก้ไข มีปัญหาอย่างยิ่ง เพราะให้แนะนำกับผู้สมัครด้วยกันเองเท่านั้น แถมข้อจำกัดคือไม่เกิน 2 หน้า A4 และจำกัดเฉพาะเรื่องคุณสมบัติกับประสบการณ์ในอดีต แต่ไม่สามารถพูดถึงว่าหากได้เป็น สว. แล้วจะใช้อำนาจสำคัญอย่างไร มีจุดยืนอย่างไร นั้นร่วมถึงจุดยืนว่าด้วยการแก้ไขรัฐธรรมนูญด้วย เหตนี้ผมจึงไปร้องศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนระเบียบดังกล่าว อีกคณะที่ร้องเหมือนกันคือคณะอ.พนัส ซึ่งต่อมาศาลปกครองมีคำสั่งเพิกถอนระเบียบ ประกอบด้วย
.
ข้อ 3 นิยาม “การแนะนำตัว” ซึ่งศาลชี้ว่า ไม่สอดคล้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชน
.
ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ 11 (2) กระทบต่อเสรีภาพของผู้สมัครในการแนะนำตัว เป็นการสร้างข้อกำหนดที่จำกัดสิทธิเสรีภาพของผู้สมัครเกินความจำเป็น แม้กกต.จะอ้างเรื่องเพื่อสร้างความเสมอภาค แต่มันก็ขัดกับไม่อาจบรรลุเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ให้ สว. เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยและให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมืองและมีส่วนร่วมในการเลือก สว. รวมทั้งการจำกัดรูปแบบการแนะนำตัวเพียงเท่านี้ตามระเบียบยังทำให้ทั้ง ผู้สมัครและปรนะชาชนทั่วไปไม่อาจแสดงความเห็นเกี่ยวกับคุณสมบัติ แนวความคิดของผู้สมัคร รวมทั้งไม่อาจสนับสนุนรือคัดคารผู้สมัครคนใดได้นอกเหนือจากข้อความที่ปรากฏอยู่ใน 2 หน้า A4 นั้น
.
หลักฐานสำคัญที่ผมใช้ในการยันระเบียบ กกต. คือเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบของรัฐธรรมนูญฯ ที่ออกโดยคณะร่างรัฐูธรรมนูญเอง อธิบายประกอบ ม.107 ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ซึ่งย้ำถึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้แต่ประชาชนที่ไม่ได้สมัคร รวมทั้งงานศึกษาของ กมธ.องค์กรอิสระของ สว.ชุดก่อน ที่เห็นปัญหาของการเลือกชุดที่ผ่านมาว่าขาดการมีส่วนร่วม ข้อเสนอของ กมธ.นั้นมีถึงการให้ กกต.จัดเวทีแนะนำตัวเองด้วยซ้ำ เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่ผมใช้เป็นข้อมูลและหลักฐานประกอบการร้องให้เพิกถอนระเบียบ กกต.ดังกล่าว
.
เมื่อศาลเพิกถอนระเบียบไปแล้ว ภายหลัง กกต.เองก็ไม่อุทธรณ์ รวมทั้งก็ไม่ได้ออกระเบียบใหม่มาแทน ทำให้การแนะนำตัวในโค้งสุดท้ายผ่อนปรนขึ้น และเมื่อดูจากคำวินิจฉัยศาลปกครอง(เดียวผมให้ลิงก์ไว้เพื่ออ่านฉบับเต็มในคอมเมนท์) จะเห็นถึงการตีความของศาลว่าตามรัฐธรรมนูญคือต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากกว่าที่ กกต.วางระเบียบ เมื่อ กกต.เองไม่ได้ออกระเบียบมาใหม่ ทำให้ฐานความผิดที่เหลือก็จะเหลือ 2 ฐานหลักคือ การเลือกโดยทุจริตตาม พ.ร.ป.ว่าด้านการได้มาซึ่ง สว. ม.77 ไม่ว่าจะเป็นการให้อามิสสินจ้าง การจัดมหรสพ การจัดเลี้ยง การหลอกลวง ข่มขู่คุกคาม ใส่ร้ายจนถึงการจูงใจให้ผู้อื่นเข้าใจผิด กับ ม.76 คือเป็น กบห.พรรคการเมืองหรือเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ว่าจะ สส. หรือ อปท. ช่วยเหลือผู้สมัคร
.
ต้องย้ำครับว่า เรื่องปัญหาการจัดการเลือกของ กกต. ผมพูดมาโดยตลอด แม้แต่ฟ้องคดีต่อ กกต หรือ เมื่อ กกต. มารายงานต่อสภาผมก็อภิปราย รวมทั้งเรียกร้องให้มีการทบทวนปรับปรุ่งเนื่องจากระเบียบที่ออกมามันไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญตามที่ศาลปกครองมีคำสั่งดังกล่าว
.
หวังว่าทางคุณศุภชัยรวมทั้งเพจจักรวาลด้อมส้มจะเข้าใจเจตนาในกิจกรรมแนะนำตัวที่ตั้งคำถาม แน่นอนกรณีที่มีการเปิดเผยข้อมูลของฝั่งน้ำเงินหากเป็นการนัดพบนัดคุยนัดเจอของผู้สมัคร ผมยืนยันมาโดยตลอดว่าไม่เป็นความผิด และควรส่งเสริมรวมทั้งให้ประชาชนได้เข้ามาสังเกตการณ์ด้วยไม่ว่าจะแนะนำผ่านเวทีหรือออนไลน์ ตราบเท่าที่ไม่ผิดตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. ม.77 และ 76 ดังกล่าว”
.
นายเทวฤทธิ์ยังระบุเพิ่มอีกว่า “คนมันไม่เอะใจบ้างเลยหรอว่า ถ้าคนมันจะทำผิดจริงทำไมต้องเชิญ กกต. มา ทำไมต้องให้สื่อมาทำข่าว ทำไมต้องไปจัดที่ใกล้ๆ ที่เลือกจริง ทำไมต้องเรียกร้อง ให้ กกต.จัดเวทีแนะนำตัว ทำไมต้องไปฟ้องศาลปกครองเพื่อให้เปิดช่องทางการแนะนำตัว เราที่พยายามอยากให้คนได้แสดงจุดยืนและได้เจอกัน รวมทั้งให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมตรวจสอบ มีเว็บไซต์ให้เช็คจุดยืนชัดเจน
.
ไม่ว่าจะเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่เห็นด้วย เราก็อยากให้แสดงตัวชัดเจน ให้ได้มีเวทีแสดงวิสัยทัศน์รวมทั้งแนะนำตัว ถ้าเขาเจอกันแล้วทำเพียงเท่านี้ เราก็ยืนยันว่ามันไม่ควรจะเป็นความผิด กลับกันควรส่งเสริมและอำนวยความสำดวกด้วย โดยเฉพาะ กกต. ควรเป็นเจ้าภาพทำเอง แต่ไม่ยอมทำจนต้องไปฟ้องคดี เห้ออออ”