24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569
24 ชั่วโมงข่าว 91 ประจำวันที่ 25 สิงหาคม 2569
>> จ.สมุทรปราการ เพลิงไหม้เศษเม็ดโฟมใต้ถังเคมีเก่า เจ้าหน้าที่เร่งดับไฟ
06.00 น. เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในพื้นที่โรงงานบริษัทหมิงตี้ ถนนกิ่งแก้ว ต.ราชาเทวะ อ.บางพลี จ.สมุทรปราการ ซึ่งปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ได้ปิดกิจการและเป็นพื้นที่รกร้าง
เจ้าหน้าที่ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อบต.ราชาเทวะ และ อบต.บางพลีใหญ่ ระดมรถดับเพลิงเข้าระงับเหตุ พบเพลิงลุกไหม้เศษวัสดุและเม็ดโฟมใต้ถังเคมีเก่าขนาดใหญ่ 2 ถัง มีเปลวไฟและควันดำจำนวนมาก เจ้าหน้าที่ใช้น้ำและโฟมฉีดควบคุม ใช้เวลาประมาณ 10 นาทีจึงดับเปลวไฟได้ และฉีดน้ำลดความร้อนต่อเนื่อง รวมปฏิบัติการประมาณ 20 นาที
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ระบุว่า เพลิงไม่ได้เกิดจากสารเคมีเก่าภายในถัง แต่เป็นการลุกไหม้เศษเม็ดโฟมและวัสดุพลาสติก โดยตั้งข้อสันนิษฐานว่าอาจเกิดจากกลุ่มบุคคลลักลอบเข้าพื้นที่เพื่อตัดขโมยเหล็ก จนเกิดประกายไฟและลุกลามไปยังเศษวัสดุ ชุมชนโดยรอบได้รับผลกระทบจากกลุ่มควันและกลิ่นเหม็นในช่วงแรก
จากการตรวจสอบเบื้องต้นไม่มีบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหาย ส่วนสาเหตุที่แท้จริงอยู่ระหว่างการตรวจสอบ
>> ยิงกลางปั๊มน้ำมันย่านบางใหญ่ ปมแย่งที่จอดรถ บาดเจ็บ 1 ราย ก่อนขับกระบะหนี จ.นนทบุรี
07.00 น. เจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางใหญ่ ได้รับแจ้งเหตุทะเลาะวิวาทและมีการใช้อาวุธปืนยิงกันภายในปั๊มน้ำมันแห่งหนึ่ง บนถนนกาญจนาภิเษก อำเภอบางใหญ่ จังหวัดนนทบุรี จึงรีบเดินทางไปตรวจสอบที่เกิดเหตุ
ต่อมาเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางใหญ่ ได้นำตัวผู้บาดเจ็บ คือ ชายไทย อายุ 34 ปี พร้อมกับรถยนต์คันที่เกิดเหตุ มาชี้จุดที่ถูกยิงภายในปั๊มน้ำมัน ซึ่งผู้บาดเจ็บ เปิดเผยว่า ชนวนเหตุเกิดจากการแย่งที่จอดรถหน้าอาคารร้านค้าภายในปั๊ม โดยขณะที่ตนกำลังชะลอรถเพื่อเลี้ยวเข้าจอด ได้มีรถกระบะ คู่กรณี สีดำ ขับแทรกเข้ามาตัดหน้าอย่างรวดเร็ว ตนจึงเดินลงไปสอบถามด้วยคำสุภาพ แต่กลับถูกอีกฝ่ายพูดจาโต้ตอบด้วยอารมณ์รุนแรงและหยาบคาย
หลังการปะทะอารมณ์กันได้ไม่นาน โดยยังไม่มีการทำร้ายร่างกายหรือต่อยกันแต่อย่างใด คู่กรณีได้เดินไปหยิบปืนจากในรถ แล้วยิงใส่ตนทันทีประมาณ 6-7 นัด ซึ่งมีกระสุน 1 นัดยิงโดนบริเวณหน้าอก ได้รับบาดเจ็บ นอก จากนี้ในจุดเกิดเหตุยังมีกลุ่มเพื่อนของคู่กรณีมาด้วยกันประมาณ 3-4 คน ได้ช่วยกันเก็บปลอกกระสุนปืนบนพื้นก่อนจะรีบขี่รถคันดังกล่าวหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
ทางด้าน ผู้เห็นเหตุการณ์ เปิดเผยว่า ขณะกำลังยืนขายของตามปกติ ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นอย่างชัดเจนประมาณ 4 นัดติดต่อกัน แต่ตนเองไม่ได้เข้าไปดูในจุดเกิดเหตุ
เบื้องต้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจกล้องวงจรปิด และเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> พขร. เผย คุณตา เดินข้ามรางรถไฟ บริเวณจุดลักผ่าน เปิดหวูดล่วงหน้า พร้อมพยายามห้ามล้อแล้ว จ.ราชบุรี
07.00 น. ร.ต.ท.นนทชัย ภิรมย์ขาว รองสารวัตรสอบสวน สภ.ปากท่อ จ.ราชบุรี รับแจ้งเหตุรถไฟเฉี่ยวชนชายเสียชีวิต บริเวณจุดลักผ่าน ข้ามทางรถไฟ ก่อนถึงสถานีรถไฟปากท่อประมาณ 300 เมตร หมู่ 1 ต.ปากท่อ อ.ปากท่อ จ.ราชบุรี จึงเดินทางไปตรวจสอบพร้อมเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง
ที่เกิดเหตุพบขบวนรถไฟด่วนพิเศษ จอดอยู่บริเวณใกล้จุดเกิดเหตุ ใกล้กันพบผู้เสียชีวิต นอนคว่ำนหน้าอยู่ข้างรางรถไฟบริเวณจุดลักผ่าน ผู้เสียชีวิต สวมเสื้อสีขาว กางเกงขาสั้นสีดำ มีบาดเเผลขนาดใหญ่ที่ศีรษะ เป็นชาย อายุ 84 ปี
จากการสอบถามพนักงานขับรถไฟเบื้องต้น ทราบว่า ขณะขบวนรถไฟกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่กรุงเทพฯ และเดินทางเข้าสู่สถานีปากท่อ พนักงานขับรถพบชายคนดังกล่าวกำลังเดินข้ามทางรถไฟบริเวณจุดลักผ่าน โดยเดินมาจากทางด้านซ้ายของขบวนรถไฟ ตัดหน้าขบวนอย่างกระชั้น จึงเปิดหวูดส่งสัญญาณเตือนล่วงหน้า พร้อมพยายามห้ามล้อเพื่อหยุดขบวนรถ
แต่ชายดังกล่าวยังคงเดินข้ามทางรถไฟด้วยความเร็วค่อนข้างช้า และเข้ามาในระยะกระชั้นชิด ทำให้พนักงานขับรถไม่สามารถหยุดขบวนรถได้ทัน ก่อนที่ขบวนรถไฟจะเฉี่ยวชนชายดังกล่าว ส่งผลให้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุบริเวณจุดลักผ่านดังกล่าว
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรวจสอบที่เกิดเหตุและสอบปากคำพนักงานขับรถไฟ รวมถึงผู้เกี่ยวข้อง พร้อมรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุที่แท้จริงของเหตุการณ์ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
>> ศาลอุทธรณ์พิพากษา กลับจำคุก 3 ปีไม่รอลงอาญา "ปริญญ์" อดีตรอง หน.พรรค ปชป. พรากผู้เยาว์อนาจาร
09.00 น. ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีดำอ1849/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 3 เป็นโจทก์ฟ้องนายปริญญ์ พานิชภักดิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) เป็นจำเลยในความผิดฐานพรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปี แต่ไม่เกิน18 ปี เพื่อการอนาจาร"
โจทก์ฟ้องสรุปว่าวันที่ 25 เม.ย. 61 เวลากลางวัน จำเลยได้พรากหญิงสาวรายหนึ่งอายุ17 ปีเศษ ผู้เสียหาย ไปจากบิดา มารดา หรือผู้ดูแลเพื่อการอนาจารโดยหญิงนั้นเต็มใจ ด้วยการที่จำเลยใช้มือขวาจับมือซ้ายลักษณะกุมมือและใช้มือซ้ายจับที่ต้นขาของผู้เสียหาย โดยอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถขัดขืนได้ ซึ่งการกระทำอนาจารดังกล่าวเป็นลักษณะเปิดเผยที่เกิดต่อหน้าธารกำนัน เหตุเกิดที่แขวง และเขตดินแดง กรุงเทพฯ จำเลยให้การปฏิเสธ
คดีนี้ศาลอาญาพิเคราะห์แล้วเห็นว่า เนื่องจากเกิดเหตุภายในรถตู้ส่วนตัว มีผ้าม่านและฟิล์มดำปิดบัง และมีม่านกั้นระหว่างคนขับรถกับผู้โดยสาร ทำให้คนภายนอกไม่สามารถรับรู้ได้ และเป็นคดีอนาจารที่ยอมความได้ อีกทั้งคดีดังกล่าวมีอายุความแค่ 3 เดือน นับตั้งแต่วันเกิดเหตุ ซึ่งเหตุเกิดตั้งแต่ปี 2561 จึงเป็นคดีที่ขาดอายุความ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ฯ ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า จำเลยอาสาจะไปส่งเยาวชน ที่คอนโด ซึ่งระหว่างที่เดินทางไปไม่มีการออกนอกเส้นทางแต่เมื่อจำเลยลูบขาเยาวชนหญิงในระหว่างทาง เยาวชนหญิงจึงขอลงระหว่างทางเพื่อกลับบ้านเอง จำเลยยินยอมให้ลงรถ จึงไม่เข้าลักษณะพรากผู้เยาว์ไปจากบิดามารดาพยานหลักฐานของโจทก์รับฟังไม่ได้ว่าจำเลยกระทำผิดความฟ้อง ศาลพิพากษายกฟ้อง อัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยด้วย
โดยวันนี้ศาลเบิกตัวนายปริญญ์ จำเลย ซึ่งสวมชุดผู้ต้องโทษจากเรือนจำ เนื่องจากถูกศาลอาญากรุงเทพใต้พิพากษาจำคุกคดีอื่นๆความผิดทางเพศ
ศาลอุทธรณ์ตรวจสำนวนประชุมปรึกษาหารือโดยรอบคอบแล้วเห็นว่า เนื่องจากจำเลยกระทำผิดเมื่อวันที่ 25 เม.ย.61 เวลากลางวันจนถึงวันฟ้อง คดีจึงยังไม่ขาดอายุความ ส่วนข้อหาพรากผู้เยาว์ฯเพื่อการอนาจารศาลเห็นว่าคำว่า"พราก"นั้นหมายถึงการพาไปหรือแยกผู้เยาว์ออกไปจากอำนาจการปกครองจากบิดา มารดาซึ่งส่งผลกระทบที่ไม่ยอมยินยอมแม้จำเลยกับผู้เสียหายจะอยู่ในรถยนต์ตู้ก็ตาม พฤติการณ์ของจำเลย จึงมีความผิดตามฟ้องเป็นความผิดหลายกรรมต่างกัน ให้ลงโทษทุกกรรม ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยมานั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลอุทธรณ์ อุทธรณ์โจทก์ฟังขึ้น พิพากษากลับฐานกระทำอนาจารจำคุก1ปีและฐานพรากผู้เยาว์ฯจำคุก2ปีรวมจำคุก3ปีไม่รอลงอญา
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายปริญญ์ จำเลยถูกอัยการและผู้เสียหายร่วมกันเป็นโจทก์ยื่นฟ้องหลายคดี ซึ่งขณะนี้เป็นการยื่นฟ้องคดีส่วนใหญ่ที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ประมาณ5-6คดี
>> ศาลสั่งประหารชีวิต "แอม ไซยาไนด์" คดีวางยา 'นส.ฟ้า' ปี63
09.30 น. ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก มีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1802/2568 ระหว่างพนักงานอัยการ โจทก์ กับ นางสาวสรารัตน์ หรือ "แอม" จำเลย โดยโจทก์ฟ้องว่า จำเลยนำสารโพแทสเซียมไซยาไนด์ ปลอมปนใส่ลงไปในอาหาร ยา หรือเครื่องอุปโภคบริโภค ให้ นางสาวดาริณี หรือฟ้า เทพทวี ผู้ตาย ดื่ม รับประทาน หรือเสพรับสารดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดฐานฉ้อโกง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 236, 238, 289 โดยจำเลยให้การปฏิเสธ
ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านนิติเวชศาสตร์และพิษวิทยาประจำโรงพยาบาลศิริราช ซึ่งผ่าศพผู้ตายและตรวจพิสูจน์ พบว่าอวัยวะภายใน เช่น หัวใจ ปอด และตับ ทำงานล้มเหลว เนื่องมาจากได้รับสารพิษไซยาไนด์ เป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
นอกจากนี้ จำเลยอยู่กับผู้ตายในช่วงเวลาใกล้ชิดกับระยะการออกฤทธิ์ของสารไซยาไนด์ หลังจากผู้ตายแยกจากจำเลยและกลับมาที่บ้าน มีอาการชัก เกร็ง น้ำลายฟูมปาก และเป็นลมหมดสติ ซึ่งเป็นอาการของผู้ที่ได้รับสารพิษไซยาไนด์ ก่อนเสียชีวิตเมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2563 ในพื้นที่อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม
ศาลเห็นว่า จำเลยเป็นหนี้ผู้ตายและมีหนี้สินอื่นจำนวนมาก จนไม่สามารถชำระหนี้ให้แก่ผู้ตายได้ เชื่อว่าจำเลยนำสารไซยาไนด์ให้ผู้ตายกิน หรือกระทำด้วยวิธีอื่นใดให้สารไซยาไนด์เข้าสู่ร่างกายของผู้ตาย จนเป็นเหตุให้ผู้ตายถึงแก่ความตาย
พยานหลักฐานของโจทก์มีน้ำหนักมั่นคง ฟังได้โดยปราศจากข้อสงสัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้อง ขณะที่พยานหลักฐานของจำเลยไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์
ศาลพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 289 (4) (7), 238 ประกอบมาตรา 236 การกระทำเป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เพื่อจะเอาหรือเอาไว้ซึ่งผลประโยชน์อันเกิดแต่การที่ตนได้กระทำความผิดอื่น เพื่อปกปิดความผิดอื่นของตน หรือเพื่อหลีกเลี่ยงให้พ้นอาญาในความผิดอื่นที่ตนได้กระทำไว้ ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษบทหนักที่สุด ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษประหารชีวิต เมื่อลงโทษประหารชีวิตแล้ว จึงไม่อาจนับโทษต่อได้ คำขออื่นให้ยก
>> ไทยก้าวสู่อีกขั้นด้านความมั่นคงวัคซีน อย. ขึ้นทะเบียนวัคซีน HPV 9 สายพันธุ์ - Botulinum Antitoxin หนุนไทยสู่ศูนย์กลางวัคซีนอาเซียน
09.45 น. ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ร่วมกิจกรรมประชาสัมพันธ์แสดงผลสัมฤทธิ์ในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนของประเทศไทย ภายใต้การดำเนินงานเพื่อความมั่นคงด้านวัคซีนของประเทศและภูมิภาคอาเซียน โดยสถาบันวัคซีนแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข ณ บริเวณโถงกลาง ตึกบัญชาการ 1 ทำเนียบรัฐบาล
นายกฯ ได้รับฟังวัตถุประสงค์การจัดกิจกรรมครั้งนี้ ซึ่งสะท้อนความสำเร็จก้าวสำคัญของประเทศไทยในการเสริมสร้างศักยภาพการผลิตวัคซีนและชีววัตถุ เพื่อขับเคลื่อนความมั่นคงด้านวัคซีนทั้งในระดับประเทศและภูมิภาคอาเซียน ได้แก่ 1.) โครงการความร่วมมือรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก ชนิด 9 สายพันธุ์ และ 2.) โครงการวิจัย พัฒนาผลิตผลิตภัณฑ์ Botulinum Antitoxin
ทั้งนี้ นายกฯ ได้เยี่ยมชมบูธสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งทำหน้าที่เป็นหน่วยบริหารจัดการทุนของประเทศ มุ่งส่งเสริมและสนับสนุนการวิจัยพัฒนาวัคซีนและชีววัตถุสำคัญตั้งแต่ต้นน้ำ รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต เพื่อสร้างความมั่นคงและการพึ่งพาตนเองด้านวัคซีน ให้ประเทศไทยมีวัคซีนเพียงพอสำหรับประชาชนทั้งในภาวะปกติและภาวะฉุกเฉิน สอดคล้องกับเป้าหมายการยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางความมั่นคงด้านวัคซีนของอาเซียน
>> นายกฯ นำแถลงผลปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ เชื่อมข้อมูล-กำลัง สกัดอาชญากรรมข้ามชาติ
13.18 น. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าว “การปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่โดยพนักงานฝ่ายปกครองร่วมกับภาคีเครือข่าย” ณ ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล
นายกฯ กล่าวว่า การแถลงข่าววันนี้เป็นการรายงานภาพรวมความสำเร็จและความคืบหน้าของการปราบปรามอาชญากรรมรูปแบบใหม่ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ทั้งเรื่องสแกมเมอร์ การสวมสิทธิทางทะเบียน ทุนนอมินี ธุรกิจผิดกฎหมาย อาวุธปืน ยาเสพติด และการฟอกเงิน โดยรัฐบาลยึดแนวทางการบริหารจัดการแบบไม่แยกส่วน ต้องเชื่อมข้อมูล เชื่อมกำลัง และทำงานร่วมกันให้เร็วกว่าอาชญากร
ในช่วงที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ฝ่ายปกครองทำงานร่วมกับตำรวจ, DSI, ป.ป.ช., ป.ป.ท., ปปง. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างจริงจัง โดยมุ่งดำเนินการ 3 เรื่องสำคัญ ได้แก่
อุดช่องโหว่ระบบทะเบียน ไม่ให้มีการซื้อขายสัญชาติ สวมสิทธิ หรือใช้คนไทยเป็นเครื่องมือ พร้อมขยายผลไปถึงเส้นทางการเงินและผู้ที่อยู่เบื้องหลัง, จัดระเบียบธุรกิจและปราบปรามทุนนอมินี โดยเฉพาะในพื้นที่ท่องเที่ยว และ จัดการอาวุธปืนผิดกฎหมายและยาเสพติด ตั้งแต่ต้นทางของการออกใบอนุญาต การตรวจสอบร้านค้าและสนามยิงปืน ไปจนถึงการตั้งจุดตรวจจุดสกัดในพื้นที่
นอกจากประสิทธิภาพในการปราบปรามแล้ว หากพบเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด ต้องดำเนินการอย่างเด็ดขาด ย้ำทุกหน่วยงานยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่ว่าผู้กระทำผิดจะเป็นใคร ใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงข้อมูล เพื่อป้องกันก่อนเกิดเหตุ ตรวจจับให้เร็ว ขยายผลให้ถึงต้นตอ และดำเนินคดีให้ถึงที่สุด
ในตอนท้าย นายกฯ ได้กล่าวว่า รัฐบาลจะเดินหน้าดำเนินการอย่างต่อเนื่อง จริงจัง โปร่งใส และขยายผลคดีไปจนถึงที่สุด การยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องไม่เพียงนำส่งคืนรัฐเท่านั้น แต่จะนำไปสู่การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบและผู้เสียหายด้วย
>> ชายพิการร้องถูกสวมสิทธิ์บัตรคนจน พบข้อมูลมีเมีย-ลูก 4 คน ทั้งที่โสดตลอดชีวิต หวั่นถูกนำเลขบัตรไปก่อเหตุ
13.23 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน ชายพิการวัย 61 ปี ร้องขอความเป็นธรรม หลังพบข้อมูลทะเบียนราษฎรผิดปกติ ถูกนำเลขบัตรประชาชน ไปลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ แถมระบบยังปรากฏชื่อว่าเคยจดทะเบียนสมรสและมีบุตรถึง 4 คน ทั้งที่เจ้าตัวยืนยันว่าไม่เคยมีภรรยาหรือบุตร และครองโสดมาตลอดชีวิต ขณะที่ครอบครัวเผย พยายามแก้ปัญหานานกว่า 5 ปี แต่ยังไม่คืบหน้า
ทางครอบจึงเข้าร้องเรียน ต่อ ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ โดยระบุว่า นายนิพนธ์ ผู้พิการตาบอดหนึ่งข้างและป่วยเส้นเลือดในสมองแตก มีรายได้เพียงเบี้ยผู้พิการ แต่เมื่อไปลงทะเบียนสวัสดิการแห่งรัฐ กลับพบว่ามีบุคคลอื่นลงทะเบียนและยืนยันตัวตนในชื่อของเขาแล้ว เมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมยังพบข้อมูลจดทะเบียนสมรสตั้งแต่ปี 2533 และมีบุตรหลายคน ทั้งยังพบการใช้เลขบัตรประชาชนเดียวกันในเอกสารราชการและมีข้อมูลนำชื่อไปรักษาที่โรงพยาบาล จึงเกรงว่าอาจถูกนำข้อมูลไปใช้ทำธุรกรรม ก่อหนี้ หรือกระทำผิดกฎหมาย ด้านทีมงาน ดร.ธนกฤตเตรียมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริง แก้ไขทะเบียนราษฎร คืนสิทธิ์สวัสดิการ และหากพบการสวมสิทธิ์หรือเจ้าหน้าที่รัฐมีส่วนบกพร่อง จะดำเนินการตามกฎหมายต่อไป
>> ผบ.ตร.กางแผนรับมือไฟใต้ ยันการข่าวไม่บกพร่อง สั่งปรับยุทธวิธีเชิงรุก-ดึงเอกชนร่วมเฝ้าระวัง
13.28 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีแนวโน้มการก่อเหตุเพิ่มสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าหน่วยงานความมั่นคง ทั้งตำรวจ ทหาร ฝ่ายปกครอง และประชาคมข่าวกรอง ได้บูรณาการการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น อย่างไรก็ตาม ทางกลุ่มผู้ก่อเหตุก็มีการข่าวของตนเองเช่นกัน และมักอาศัยช่องโหว่ด้านเวลาและโอกาสในการลงมือเพื่อแสดงศักยภาพ
ผู้สื่อข่าวถามว่าที่มีรายงานว่ารัฐบาลได้รับข้อมูลด้านการข่าวล่วงหน้ามากว่า 2 เดือนนั้น พล.ต.อ. กิตติ์รัฐ กล่าวว่า หน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่มีข้อมูลชุดเดียวกันและมีการประชุมแลกเปลี่ยนกันอย่างต่อเนื่อง แต่ผู้ก่อเหตุมักเลือกใช้ช่วงเวลาที่คาดไม่ถึงในการลงมือ ซึ่งนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมกำชับให้ทุกภาคส่วนเร่งยับยั้งและป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนและเศรษฐกิจในพื้นที่
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ประสิทธิภาพด้านการข่าวของเจ้าหน้าที่ไม่ได้ลดลง แต่การทำงานในพื้นที่มีความท้าทายสูง โดยหลังจากนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะเน้นการปฏิบัติการเชิงรุก มากกว่าการเดินตามเกมของผู้ก่อเหตุ โดยมีมาตรการสำคัญ บูรณาการร่วมกับภาคเอกชน ประสานความร่วมมือกับผู้ประกอบการร้านค้าและสถานีบริการน้ำมัน เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและติดตั้งอุปกรณ์เตือนภัยล่วงหน้า “อุดช่องโหว่ช่วงสับเปลี่ยนกำลังนำเทคโนโลยีและกล้องวงจรปิดเข้ามาช่วยเสริมการเฝ้าระวัง
โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เจ้าหน้าที่ต้องสับเปลี่ยนกำลังหรืออยู่ในฐานปฏิบัติการ เพื่อให้สามารถตอบโต้เหตุการณ์ได้ทันท่วงที และยกระดับเทคโนโลยีทางอากาศ อยู่ระหว่างการพัฒนาขีดความสามารถของอุปกรณ์ทางอากาศ และเพิ่มศักยภาพของบุคลากรในการป้องกันและระงับเหตุ”
เมื่อถามถึงความคืบหน้าด้านคดี พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ขณะนี้เจ้าหน้าที่ได้ใช้เทคโนโลยีและเครื่องมือพิเศษในการพิสูจน์ทราบตัวกลุ่มผู้ก่อเหตุแล้ว และกำลังอยู่ระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐาน ทั้งหลักฐานทางชีวภาพ ภาพถ่าย และประวัติอาชญากรรม เพื่อนำตัวเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม แม้ผู้ก่อเหตุจะพยายามปกปิดตัวตนหรือหาช่องทางหลบหนีข้ามแดนไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แต่ฝ่ายความมั่นคงได้มีการประสานงานกับหน่วยงานต่างประเทศอย่างใกล้ชิดแล้ว
ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวย้ำถึงขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ว่า ยังคงมีความเข้มแข็งและพร้อมเสียสละเพื่อปกป้องประชาชน โดยได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รอง ผบ.ตร.ลงพื้นที่ติดตามการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง พร้อมกันนี้ได้กล่าววิงวอนไปยังกลุ่มผู้ก่อเหตุให้ตระหนักถึงความสูญเสียและความบอบช้ำที่เกิดขึ้นกับประชาชนชาวไทยด้วยกัน โดยไม่อยากให้เกิดความรุนแรงที่ส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของใครอีก
>> ตำรวจไซเบอร์ รวบแก๊งให้เช่าบัญชี พร้อมถอนเงินแลกเปอร์เซ็นต์ หลังรับโอนเงินครูสาว ถูกหลอกเทรดหุ้นน้ำมัน สูญกว่า 2.4 ล้าน
13.32 น. ผู้สื่อข่าวรายงาน สืบเนื่องจากได้มีผู้เสียหายเป็นหญิงข้าราชการครูรายหนึ่ง ได้ใช้งานแอปพลิเคชัน TikTok ต่อมาได้พบคอนเทนต์เกี่ยวกับการเทรดหุ้นน้ำมัน เกิดความสนใจ ร่วมลงทุนเทรดหุ้น ผู้เสียหายทำตามขั้นตอนที่มิจฉาชีพแนะนำ และเริ่มโอนเงินลงทุนครั้งแรก 5,000 บาท และโอนเงินเป็นครั้งที่ 2 จำนวน 50,000 บาท แต่สุดท้ายกลับไม่สามารถถอนเงินออกมาได้ รวมมูลค่าความเสียหายทั้งสิ้น จำนวน 2,450,000 บาท
ต่อมา ตำรวจไซเบอร์ได้สืบสวน จากการตรวจสอบในระบบแจ้งความออนไลน์ พบว่าคดีนี้มีความเชื่อมโยงไปยังอีก 9 คดีในหลายท้องที่ มูลค่าความเสียหายรวม กันกว่า 7,500,000 บาท จึงรวบรวมพยานหลักฐานเสนอพนักงานสอบสวน บก.สอท.3 จนกระทั่งสามารถขออนุมัติหมายจับผู้เกี่ยวข้องจากศาลได้จำนวนหลายราย
ต่อมา เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ลงพื้นที่ติดตามจับกุมตัวผู้ต้องหาในเครือข่ายดังกล่าวได้2 ราย นอกจากนี้ ยังมีผู้ต้องหาในขบวนการดังกล่าว ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อรับทราบข้อกล่าวหา ตามหมายเรียกอีก 2 ราย รวม 4 ราย
เบื้องต้น ผู้ต้องหาบางรายยอมเปิดเผยว่า ตนเองพบเฟซบุ๊กบัญชีหนึ่งได้โพสต์ประกาศรับเช่าบัญชีรายสัปดาห์หรือ รายเดือน รายได้สูง และให้ค่าจ้าง 1 เปอร์เซ็นต์จากยอดเงินที่โอนเข้าบัญชี ตนเองจึงตัดสินใจรับโอนเงินจากกลุ่มขบวนการดังกล่าว ประมาณ 4-5 ครั้ง รวมเป็นเงินประมาณ 2,000,000 บาท เมื่อมียอดเงินโอนเข้าบัญชีธนาคารแล้วตนเองก็จะไปถอนเงินสดจากธนาคารแล้วนำไปวางไว้ตามจุดต่างๆ ตามที่ได้รับสั่งการ และได้รับค่าจ้างกลับมาประมาณ 10,000 – 20,000 บาท
เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินคดีในข้อหา “เป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดร่วมกันฉ้อโกงประชาชนเป็นผู้สนับสนุนผู้อื่นในการกระทำความผิดฐาน โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง ร่วมกันนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือ ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จฯ ,เปิดหรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากของตนโดยมิได้เจตนาใช้เพื่อตนหรือเพื่อกิจการที่คนอื่นเกี่ยวข้อง ฯ”
>> ครม.อนุมัติงบกลาง 558 ล้านบาท เยียวยาผู้ประสบภัยน้ำท่วมปี 69 กว่า 60,971 ครัวเรือน ใน 41 จังหวัด เสียชีวิตได้รับรายละ 2 ล้านบาท
14.35 น. นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยพี่น้องประชาชนจากสถานการณ์อุทกภัยที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน มีประชาชนได้รับผลกระทบจากอุทกภัย น้ำท่วมฉับพลัน และดินโคลนเสียหายต่อชีวิตและทรัพย์สินที่อยู่อาศัย รวมทั้งพื้นที่เกษตรกรและสิ่งสาธารณประโยชน์จำนวนมาก จึงได้สั่งการในที่ประชุม ครม. กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งเบิกจ่ายเงินเยียวยาช่วยเหลือให้ถึงมือประชาชนโดยเร็ว ไม่ให้การยื่นเอกสารหรือหลักฐานสร้างภาระเกินความจำเป็น ข้อมูลที่ภาครัฐมีอยู่แล้ว ให้หน่วยงานประสานและตรวจสอบกันเอง ไม่ควรให้ประชาชนที่กำลังเดือดร้อน ต้องเดินทางไปขอเอกสารจากหลายหน่วยงานเพื่อยืนยันความเสียหายซ้ำอีก
คณะรัฐมนตรีจึงได้มีมติอนุมัติงบกลาง กรอบวงเงินงบประมาณในการดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย จากวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณพ.ศ. 2569 งบกลาง รายจ่ายเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็นวงเงิน 558,739,000 ล้านบาท เพื่อจ่ายเงินช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยในช่วงฤดูฝน ปี 2569 ตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และวิธีการจ่ายเงินช่วยเหลือค่าดำรงชีพเบื้องต้นและค่าปลงศพ เป็นกรณีพิเศษ ที่กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) เสนอ และที่ ครม. มีมติเพิ่มเติม ดังนี้
กรณีที่อยู่อาศัยประจำอยู่ในพื้นที่น้ำท่วม ดินโคลนถล่ม น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่ง รวมถึงการระบายน้ำ ไม่เกิน 7 วัน และทรัพย์สินได้รับความเสียหาย ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท, กรณีที่อยู่อาศัยประจำถูกน้ำท่วมขัง ติดต่อกันเกินกว่า 7 วัน ช่วยเหลือในอัตราครัวเรือนละ 9,000 บาท (รวมจำนวน 60,971 ครัวเรือน) และ กรณีเสียชีวิตจากดินโคลนถล่ม และอุทกภัยโดยตรง เช่น การจมน้ำ ถูกกระแสน้ำทำให้เสียชีวิต ช่วยเหลือในอัตรารายละ 2,000,000 บาท (จำนวน 5 ราย ที่จังหวัดน่าน)
>> ปส.3 บุกรวบ 2 เอเย่นต์เครือข่ายธัญบุรี ยึดไอซ์ 214 กิโลฯ ยาบ้า 4 แสนเม็ด อึ้งปืนขึ้นลำพร้อมยิงสู้
15.24 เจ้าหน้าที่ชุดสืบสวน กองบังคับการตำรวจปราบปรามยาเสพติด 3 (บก.ปส.3) นำกำลังเข้าจับกุม 2 ผู้ต้องหารายสำคัญของเครือข่ายค้ายาเสพติดรายใหญ่ย่าน อ.ธัญบุรี จ.ปทุมธานี ขณะนัดส่งมอบยาเสพติดล็อตใหญ่ บริเวณริมถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 33 (กม. 44+230) ต.บ้านม้า อ.บางปะหัน จ.พระนครศรีอยุธยา โดยสามารถยึดของกลางเป็นยาไอซ์หนัก 214 กิโลกรัม ยาบ้าอีก 400,000 เม็ด พร้อมตรวจยึดอาวุธปืน 2 กระบอกที่มีการบรรจุกระสุนขึ้นลำในรังเพลิง ทรัพย์สินที่ตรวจยึดได้เบื้องต้นรวมมูลค่า 2,156,940 บาท
ปฏิบัติเครือข่ายครั้งนี้ สืบเนื่องจากนโยบายเข้มของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยกองบัญชาการปราบปรามยาเสพติด ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.อาชยน ไกรทอง ผบช.ปส. และ พล.ต.ต.สมบูรณ์ เทียนขาว รอง ผบช.ปส. ที่สั่งการให้ พล.ต.ต.อดิศ เจริญสวัสดิ์ ผบก.ปส.3 และ พ.ต.อ.วสุ เชื่อพุทธ ผกก.1 บก.ปส.3 นำกำลังตำรวจ นปส.เมืองเอก กก.1 บก.ปส.3 และ กก.3 บก.ปส.3 สะกดรอยขยายผลจากคดีใหญ่ที่เคยยึดยาบ้าได้ถึง 8 ล้านเม็ดในพื้นที่ อ.องรักษ์ จ.นครนายก จนกระทั่งได้รับสัญญาณจากสายลับว่ากลุ่มค้ายาเตรียมเคลื่อนย้ายล็อตใหญ่ในพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เจ้าหน้าที่จึงกระจายกำลัง ก่อนจังหวะเข้าล็อกตัวเอาไว้ได้
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างการเข้าจับกุม กลุ่มผู้ร่วมขบวนการอีกชุดที่ขับรถกระบะ โตโยต้า วีโก้ สีน้ำตาล ซึ่งเตรียมมารับช่วงยาเสพติด ได้ไหวตัวทันและเร่งเครื่องซิ่งรถแหกด่านหลบหนีไปได้อย่างฉิวเฉียด
ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ระหว่างขยายผลเพื่อนนำตัวมาดำเนินคดี ส่วนผู้ต้องหาทั้ง 2 รายถูกควบคุมตัวพร้อมของกลางส่ง บช.ปส. เพื่อสอบสวนและดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
>> เพลิงไหม้บ้านทรงไทย 2 ชั้น ย่านบางบัวทอง แมวตาย 1 สาหัส 1 ตัว
16.00 น. พ.ต.ท.พันธ์พัฒน์ เศษบุบผา สารวัตรเวรสอบสวน สภ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี ได้รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้บ้านเรือนประชาชน ซึ่งเป็นบ้านไม้ทรงไทยหลังใหญ่ ภายในซอยวิทยาไกรกุล ถนนบางกรวย-ไทรน้อย ม.4 ต.บางบัวทอง จ.นนทบุรี
จากการตรวจสอบที่เกิดเหตุเป็นบ้านทรงไทยหลังใหญ่ สูงสองชั้น เจ้าหน้าที่ได้ระดมฉีดน้ำเพื่อสกัดแสงเพลิง ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง เพลิงจึงสงบ เบื้องต้นไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต
หลังจากเพลิงสงบ เจ้าหน้าที่ชุดผจญเพลิง ได้ขึ้นไปตรวจสอบบริเวณห้องต้นเพลิงชั้น 2 ที่ได้รับแจ้งจากเจ้าของบ้านว่าเลี้ยงแมวพันธุ์สกอตติชโฟลด์ไว้ในห้องนั้น 4 ตัว พบแมวตาย 1 ตัว อีก 1 ตัวได้รับบาดเจ็บจึงรีบนำส่งโรงพยาบาลสัตว์ ส่วนอีก 2 ตัวยังหาไม่เจอ
น.ส.ชวนากร ผู้ใหญ่บ้าน ม.4 ต.บางบัวทอง กล่าวว่า ได้รับแจ้งมีเหตุเพลิงไหม้บ้านหลังดังกล่าว จึงรีบมาที่เกิดเหตุซึ่งเป็นบ้านทรงไทย 2 ชั้น หลังใหญ่มูลค่าบ้านประมาณ 10 ล้านบาท พบว่าไฟไหม้ไปแล้วประมาณ 70% ไฟลุกลามเร็วมาก ประกอบกับลมแรงและเป็นพื้นที่โล่ง แต่ไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิต ขณะเกิดเหตุลูกหลานของเจ้าของบ้านก็อยู่พากันวิ่งหนีออกมา จึงบอกให้เขาเลื่อนรถออกไปด้วย
ด้าน นายเอ (นามสมมุติ) เจ้าของบ้านกล่าวว่า ขณะเกิดเหตุตนอยู่ที่ทำงาน เมื่อรู้ว่าไฟไหม้บ้านจึงรีบขับรถกลับมา แต่ลูกๆอยู่ที่บ้านนี้ก็กระจายกันอยู่ตามที่ต่างๆ ก็ออกมาได้ ตนก็เตือนอย่าให้เข้าไป ไฟเริ่มลุกจากห้องริมระเบียงชั้น 2 ซึ่งเป็นห้องเลี้ยงแมว ก็พยายามบอกให้เจ้าหน้าที่อย่าเปิดหน้าต่างเพราะออกซิเจนจะเข้าไป จะทำให้ไฟลุกลามมากขึ้น ไฟไหม้อยู่ประมาณ 1 ชั่วโมงก็ไหม้หมดทั้งหลัง ส่วนราคาบ้านอย่าไปพูดถึงถือว่าการงานของอัลเลาะห์ อัลเลาะห์ทดสอบ
ส่วนสาเหตุยังไม่รู้ถามลูกแล้วเขาก็เห็นตอนไฟลุกแล้ว ไม่รู้สาเหตุมาจากอะไร ในห้องต้นเพลิงเป็นห้องเลี้ยงแมว ซึ่งน่าจะอยู่ในห้องนั้นอีก 2-3 ตัว เป็นแมวพันธุ์บริติช ช็อตแฮร์ ก็ยังไม่เจอตัวแมว แต่สภาพแบบนี้คงไม่รอด แต่ก็เอาแมวออกมาได้บางส่วน
>> ไซเบอร์กวาดล้างปืนออนไลน์ 200 จุด รวบ 186 ราย ยึด 228 กระบอก
16.21 น. ตำรวจไซเบอร์เปิดปฏิบัติการกวาดล้างเครือข่ายซื้อขายอาวุธปืนผิดกฎหมายทางออนไลน์ ตรวจค้นกว่า 200 จุดใน 12 จังหวัด จับกุมผู้ต้องหา 186 ราย ยึดปืน 228 กระบอก แบ่งเป็นปืนมีทะเบียน 33 กระบอก ไม่มีทะเบียน 194 กระบอก และอาวุธสงคราม 1 กระบอก พร้อมกระสุน 1,294 นัด อุปกรณ์ส่วนควบ 27 รายการ และระเบิดแสวงเครื่อง 1 ลูก หลังสืบสวนพบการลักลอบซื้อขายผ่าน Facebook, Shopee และ LINE OA โดยบางเครือข่ายใช้ร้านค้าอำพรางบังหน้า ขณะที่บางรายรับดัดแปลงปืนแบลงค์กันส่งขาย
ปฏิบัติการครั้งนี้พบทั้งผู้โพสต์ขายปืนผ่านเฟซบุ๊กในฉะเชิงเทรา ร้านค้าอำพรางในสมุทรปราการ ช่างซ่อมรถจักรยานยนต์ที่รับดัดแปลงปืนในอุดรธานี เจ้าของลานตากข้าวที่สุพรรณบุรีซึ่งครอบครองปืน 9 กระบอก และผู้ต้องหาที่สระบุรีซึ่งถูกจับพร้อมปืนกลมือ UZI และยาบ้า ตำรวจไซเบอร์เตือนประชาชนอย่าซื้อ ขาย ดัดแปลง ครอบครอง หรือพกพาอาวุธปืนผิดกฎหมายผ่านช่องทางออนไลน์ เพราะมีความผิดและอาจนำไปสู่การก่อเหตุรุนแรง พร้อมยืนยันจะเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายอาวุธปืนออนไลน์อย่างต่อเนื่อง