โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทำไมตัวเอกต้อง “กลับบ้าน” เมื่อปลายทางของการเติบโตคือการกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

เนื้อเรื่องของมหากาพย์โอดิสซีย์ (The Odyssey) เป็นที่รู้ดีกันในหมู่นักอ่าน หรือแม้แต่คนทั่วไปเองก็อาจจะเคยได้ยินมาบ้าง กับเรื่องราวของ โอดิสซุส หรือ โอดุสเซวส์ ที่จากบ้านเพื่อไปรบในสงครามทรอยที่กินเวลาไป 10 ปี หลังสงครามจบลง โอดิสซุสต้องใช้เวลาเดินทางกลับบ้านอีก 10 ปี ระหว่างที่เปเนโลเป ภรรยาผู้ซื่อสัตย์ และเทเลมาคอส บุตรชาย ต้องคอยดูแลรักษาบ้านเมืองเพื่อไม่ให้ตกอยู่ในเงื้อมมือของเหล่าชายที่หวังจะครอบครองอำนาจ

ระหว่างการเดินทางกลับบ้านของโอดิสซุสต้องรับมือกับปัญหามากมายทั้งจากคำสาปเทพเจ้า สัตว์ประหลาดในตำนาน ไปจนถึงนางไม้ โดยเขาจำเป็นต้องอาศัยความชาญฉลาดและไหวพริบ ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ ทำให้การเดินทางดังกล่าวกลายเป็น 10 ปีที่เปลี่ยนแปลงชีวิตของเขาไปตลอดกาล

โอดิสซุสขึ้นชื่อว่าเป็นนักรบที่มีเล่ห์เหลี่ยมแต่ก็มีความอหังการ (hubris) ในเวลาเดียวกัน และนิสัยนี้ก็สำแดงให้เห็นตั้งแต่เริ่มออกเรือเพื่อเดินทางกลับบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เขาตะโกนพูดชื่อจริงของตัวเองให้กับยักษ์ไซคลอป ซึ่งถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของหายนะที่ทำให้เรือเขาต้องล่มจากพลังของโพไซดอน ภายหลังโอดิสซุสเรียนรู้จะนิ่งและสงบสติอารมณ์มากขึ้น เพราะเขาเรียนรู้ว่าการที่จะเอาตัวรอดได้นั้นต้องอาศัยการไม่ทำอะไรเลยอย่างใจเย็น และรู้จักที่จะสังเกตการณ์ก่อนลงมือทำ

มหากาพย์โอดิสซีจัดว่าเป็นขั้วตรงข้ามกับฮีโร่ในมหากาพย์อีเลียด (The Iliad) อย่างอาคิลลิสที่ยอมตายเข้าแลกกับความเรืองรองและชื่อเสียงมากกว่าความสงบสุขของชีวิต เพราะโอดิสซุสนั้นถูกนำเสนอให้เป็นฮีโร่ที่เลือกยอมตายไปพร้อมกับภรรยาตนมากกว่าความยืนยาวของชีวิตที่ถูกหยิบยื่นให้ และที่สำคัญคือเขายังเป็นภาพแทนของการยอมจำนนต่อพลังอันศักดิ์สิทธิ์ของเทพเจ้า หากเราตีความก็คงเหมือนกับการสื่อว่าพวกเราล้วนเป็นเพียงมดตัวหนึ่งท่ามกลางความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติที่ไม่สามารถขัดขวางได้

จากที่กล่าวมานี้ จะพบว่าโอดิสซุสได้เปลี่ยนจากนักรบที่องอาจและทะนงตนกลายมาเป็นมนุษย์ธรรมดาหนึ่งคนที่ต้องคำนึงถึงสิ่งรอบข้าง เช่น ลูกเรือ ภรรยา เมือง และลูก มากกว่าตัวเอง ซึ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้มหากาพย์เรื่องนี้ครองใจผู้อ่านมาตั้งแต่ยุคโบราณ

อะไรคือ circular narrative ในโลกวรรณกรรมและภาพยนตร์

แนวทางของเนื้อเรื่องของมหากาพย์โอดิสซีย์ ในยุคสมัยใหม่ถูกเรียกว่า circular narrative หรือการเล่าเรื่องแบบวงกลม คือการเล่าเรื่องที่ต้นเริ่มและตอนจบอยู่ในจุดเดียวกัน ดังที่โอดิสซุสเดินทางออกจากบ้านที่อิธากาแล้วกลับมาอิธากา โดยระหว่างการผจญภัยนั้นได้พัฒนาตัวละครให้เรียนรู้บทเรียนอะไรบางอย่างกลับมา

แม้ว่ามหากาพย์โอดิสซีย์จะไม่ใช่วรรณกรรมชิ้นแรกของโลกที่มีเนื้อหาแบบ circular narrative แต่ก็นับว่าเป็นผลงานสร้างสรรค์ที่มีคุณูปการสำคัญในโลกตะวันตกนับตั้งแต่อารยธรรมกรีกโบราณ เป็นผลงานที่ถูกอ่านและศึกษาอย่างต่อเนื่องมาร่วมสองพันปี

โอดิสซีย์กลายเป็นงานวรรณกรรมที่ใครๆ ก็รู้จัก และมีการกล่าวถึงอยู่ตลอดเวลาทั้งในตำราการศึกษาเรื่องเทพปกรณัมและตำราการศึกษางานวรรณกรรมตะวันตก รวมถึงเป็นต้นแบบให้กับงานประพันธ์รุ่นหลัง เช่น The Aeneid อีกหนึ่งงานชิ้นสำคัญในโลกตะวันตกที่ถูกเขียนขึ้นโดนเวอร์จิล (Virgil) ในยุคโรมัน ที่อีเนียส ตัวละครเอกเป็นหนึ่งในนักรบสงครามทรอยที่ออกผจญภัยไปตั้งรกรากที่อิตาลี และยังมีเรื่อง True Story โดยลูเซียน (Lucian) ที่ถูกขนานนามว่าเป็นนิยายไซไฟชิ้นแรก ลูเซียนตั้งใจให้เป็นการล้อเลียนโอดิสซีย์ด้วยการให้ตัวละครเอกออกเดินเรือและถูกพัดขึ้นไปบนอวกาศจากพายุนานถึง 79 วันบนดวงจันทร์ก่อนที่จะหาทางกลับโลก

หากให้พูดถึงผลงานวรรณกรรมยุคสมัยใหม่คงต้องเป็น Ulysses ผลงานชิ้นโบแดงของ เจมส์ จอยส์ (James Joyce) ที่เขาได้เปลี่ยนการเดินทางทั้ง 10 ปีรวบเป็นหนึ่งวัน เล่าเรื่องนับตั้งแต่ ลีโอโพล บลูม ตัวละครเอกก้าวออกจากบ้าน และพบกับสัตว์ประหลาดที่ถูกเล่าใหม่แทนเป็นภาวะอารมณ์ที่หลากหลาย ก่อนจะกลับมาหาภรรยาอีกครั้งในตอนกลางคืน และยังมีหนังสือ Cold Mountain ที่บอกเล่าเรื่องราวของอินแมน ทหารฝ่ายสมาพันธรัฐในสงครามกลางเมืองอเมริกาที่หลบหนีสงคราม เดินข้ามสมรภูมิ และดินแดนผุพังเพื่อกลับไปหาคนรัก ขณะที่เธอยังต้องต่อสู้เพื่อทวงคืนสิทธิ์ในการดูแลฟาร์มของตัวเอง

ความเป็น Circular Narrative ไม่ได้ปรากฏอยู่แค่ในแวดวงวรรณกรรม แต่ยังมอบอิทธิพลให้กับป๊อปคัลเจอร์อย่างภาพยนตร์ ที่เห็นได้ชัดคือตัวละครโฟรโดใน The Lord of the Rings ในฐานะผู้ถือแหวนแห่งอำนาจเพื่อไปทำลาย และต้องพบกับเหตุการณ์และปัญหาสารพัดก่อนจะเดินทางกลับบ้าน แม้แต่ ฟอเรสต์ กัมป์ ในเรื่อง Forest Gump ก็จัดเป็นตัวละครเอกในเนื้อเรื่อแบบ circular narrative ที่ออกพื้นที่ปลอดภัย ผ่านประสบการณ์อย่างโชกโชน ก่อนจะมีบทสรุปของเรื่องคือการกลับบ้าน หรือจะเป็นหนังไซไฟอย่าง The Martian หรือ Interstellar ก็สามารถถูกเรียกว่าเป็นโอดิสซีย์ยุคใหม่ได้เช่นกัน

เพราะฉะนั้นแล้วดูเหมือนว่าคอนเซปต์ของ “การกลับบ้าน” นั้นดูจะเป็นหัวใจหลักของ circular narrative เพราะความรู้สึกของการหวนคืนนั้นแฝงไปด้วยความละเอียดอ่อนทางอารมณ์ บ้านที่ตัวเอกได้เดินทางกลับเป็นเสมือนบทสรุปสุดท้ายของการเดินทางที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความสงบสุข ราวกับความโกลาหลได้สิ้นสุดลงแล้ว

ทำไม circular narrative ถึงกินใจผู้ชม

ในภายหลังเราจะพบหนังที่มีเนื้อเรื่องแบบ circular narrative อยู่มากพอสมควร นั่นเป็นเพราะมันสามารถมอบความพึงพอใจให้กับผู้ชมได้ง่าย เริ่มจากเรื่องของการพัฒนาตัวละครนั้นแทบเป็นเรื่องพื้นฐานที่ผู้ชมมีอารมณ์ร่วม การที่ได้เห็นตัวละครขาดประสบการณ์ ออกเดินทางแล้วกลับมาเหมือนผู้ชนะ ในมุมจิตวิทยา มันคือการที่ผู้ชมรู้สึกเติบโตไปกับตัวละคร การที่เห็นตัวเอกได้ดี ก็เหมือนเห็นคนที่เราห่วงใยได้ดีด้วย เหมือนกับเรื่อง Edge of Tomorrow (2014) ที่ฉายภาพความอ่อนแอของตัวเอกได้ดีในตอนเริ่ม ภายหลังเขาสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเอง และกลับมาสู่จุดเริ่มต้นได้อย่างภาคภูมิ

แต่มีอีกอย่างที่หนึ่งที่น่ากล่าวถึง เมื่อเราพูดถึง การกลับบ้าน สิ่งที่ circular narrative ทำงานได้ดีกับผู้ชมทั่วไปคือการนำเสนอความจริงของชีวิตมนุษย์ เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนมีพื้นที่ให้ตัวเองกลับไป ไม่ว่าจะเป็นบ้าน หรือคนที่เราใส่ใจ แม้แต่คนจรก็ยังกลับไปนอนในมุมเดิมที่ตัวเองสบายใจ มันเป็นการบอกว่าชีวิตเราเสมือนลูปที่ไม่ต่างอะไรจากพระอาทิตย์ขึ้นก็ต้องมีตกแบบวนซ้ำ เป็นวัฏจักรไม่ต่างอะไรจากฤดูกาล เหมือนกับงูกินหางหรืออูโรโบรอสที่จุดจบคือจุดเริ่มต้น แล้วแต่ว่าในทุกๆ จุดเริ่มต้นเราจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างไร

อาจกล่าวได้ว่าการเล่าเรื่องแบบ circular narrative เป็นเหมือนสูตรสำเร็จในการเขียนบทภาพยนตร์ เพราะทุกตอนจบมักจะเป็นการจบแบบแฮปปี้เอนดิ้งอยู่เสมอ ทิ้งท้ายให้ผู้ชมรู้สึกเป็นบวกกับชีวิต ซึ่งทำให้หนังทำนองนี้สร้างรายได้และชักชวนผู้ชมได้อยู่ตลอด สิ่งที่น่าครุ่นคิดคือ circular narrative เกิดขึ้นจริงกับชีวิตเราทุกคนได้จริงไหม?

หรือ circular narrative ไม่มีในชีวิตจริง

มิลาน คุนเดอรา (Milan Kundera) เคยเล่าไว้ในนิยายเรื่อง Ignorance ของเขาเกี่ยวกับคอนเซปต์ว่าด้วยการกลับบ้านและความถวิลหาได้อย่างน่าสนใจ เพราะเขามองว่าการหวนคืนไม่จำเป็นต้องเป็นบ้านที่เราจากมา แต่คือสิ่งที่เราให้คุณค่าแก่มัน

Ignorance เป็นเรื่องราวของอิเรเนอ ผู้หญิงชาวเช็กที่ได้มีโอกาสกลับไปประเทศทั่วเองในช่วงการปกครองของคอมมิวนิสต์หลังจากที่เธอลี้ภัยไปร่วมสิบปี คุนเดอราอธิบายว่าคำว่า nostalgia (ความถวิลหา) มีรากศัพท์ภาษากรีกว่า notros (การกลับ) และ algos (ความทรมาน) รวมกันหมายถึง “การทรมานอันเกิดจากการถวิลหา” แต่คำว่า nostalgia ในภาษาสเปนนั้นมีรากศัพท์มาจากคำว่า ignorare ที่แปลว่า “ไม่ตระหนัก รู้ หรือไม่ได้มีประสบการณ์” คุนเดอราต้องการใช้คำว่า ignorance เพราะสื่อสารกับสิ่งที่เขาเสนอในนิยายได้ดีกว่า เพราะหากมองผ่านภาษาศาสตร์ เขามีความคิดว่าความถวิลหาจริงๆ แล้วคือความเจ็บปวดที่เราไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นบ้างในบ้านเกิดของเรา ไม่รู้ว่าคนที่เรารู้จักนั้นทำอะไร หรือหายไปไหน หรือเปลี่ยนแปลงอะไรไปแล้วบ้าง เพราะภายในนิยาย อิเรเนอไม่รู้สึกเอิบอิ่มกับการกลับสู่บ้านเกิดเลยแม้แต่นิดเดียว ตลอดระยะเวลาสิบปีบ้านเกิดมีความเปลี่ยนแปลงหลายอย่างจนทำให้เธอรู้สึกเหมือนอยู่ต่างที่ และกลายเป็นว่าฝรั่งเศสกลับเป็น “บ้าน” ที่แท้จริงสำหรับเธอมากกว่า

จากมุมมองของคุนเดอราไม่ได้เป็นการบอกว่าความเอิบอิ่มของการกลับบ้านใน circular narrative ไม่มีในชีวิตจริง แต่เขากำลังกล่าวว่าความเป็นบ้านหรือพื้นที่ปลอดภัยบางทีไม่ได้มาในรูปแบบของบ้านหรือสถานที่ที่เราจากมาเสมอไป และบางทีเราไม่สามารถกลับมาบรรจบที่จุดเริ่มต้นได้ หากจุดเริ่มต้นได้คลาดเคลื่อนไปแล้ว เขามองว่าการเติบโตคือการโอบรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างไม่รู้จบ แม้ว่าเราจะต้องเดินทางออกไปเรื่อยๆ จากจุดเริ่มต้นก็ตาม

แม้ว่าจะฟังดูแย่ก็ตาม ราวกับว่าชีวิตนี้ไม่มีพื้นที่สบายใจให้หวนกลับคืน เราสามารถตีความคุนเดอราได้ว่า ความเป็นบ้านนั้นไม่มีความจำเป็นต้องยึดติดอยู่กับบ้านหลังเดิมหรือภูมิลำเนาเดิมเท่านั้น แต่ความเป็นบ้านสามารถเป็นอะไรก็ได้ต่อให้เป็นคนรัก เพื่อน หรือบ้านหลังใหม่ที่พื้นที่ที่ห่างไกลจากภูมิลำเนาเดิม สิ่งที่คุนเดอรากล่าวจึงเป็นเหมือนกับการบอกให้รู้จักปล่อยวาง และสละความยึดติดเดิมว่าบ้านที่เรารู้สึกปลอดภัยจำเป็นต้องเป็นบ้านหลังนี้หลังเดียวเท่านั้นในชีวิต

บทความต้นฉบับได้ที่ : ทำไมตัวเอกต้อง “กลับบ้าน” เมื่อปลายทางของการเติบโตคือการกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกครั้ง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...