โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ธุรกิจศัลยกรรม-เสริมความงาม มาแรงมูลค่า 7.5 หมื่นล้าน แข่งขันเดือด ตัวเลือกเยอะ

SMART SME

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 10.57 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 10.57 น.

เรื่องความสวย ความงามเป็นเรื่องที่ผู้คนให้ความสำคัญ และยอมกันไม่ได้ ทำให้ธุรกิจศัลยกรรม-เสริมความงามในประเทศไทยมาแรง โตต่อเนื่อง คาดปี 2568 มูลค่าตลาดอยู่ที่ 75,200 ล้านบาท ขยายตัว 1.6% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ตลาดธุรกิจศัลยกรรมและความงามของไทยยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยในปี 2568 คาดว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 75,200 ล้านบาท และยังคงเติบโตในอัตราที่ลดลงเหลือเพียง 1% ในปี 2569

แต่เบื้องหลังตัวเลขที่น่าสนใจนี้คือภาวะ “กำไรหด” ที่น่ากังวล โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ว่า อัตรากำไรสุทธิของธุรกิจนี้ลดลงอย่างเห็นได้ชัด จากค่าเฉลี่ย 2.7% ก่อนโควิด-19 เหลือเพียง 2.4% ในช่วงหลังโควิด และคาดว่าจะลดลงต่อเนื่องเหลือเพียง 2.0-2.4% ในปี 2568-2569

สาเหตุหลักมาจาก “การแข่งขันที่รุนแรง” โดยเฉพาะในกลุ่มคลินิกที่มีสัดส่วนในตลาดสูงถึง 85% ทำให้ต้องใช้กลยุทธ์ด้านราคา และโปรโมชั่นเพื่อดึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้กำไรเฉลี่ยต่ำกว่าภาพรวมของประเทศ

ขณะเดียวกัน “โรงพยาบาล” กำลังเข้ามาเป็นผู้เล่นที่น่าจับตา ด้วยจุดแข็งด้านมาตรฐานการรักษาที่น่าเชื่อถือ และมีสัดส่วนทางการตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 10% ในปี 2564 เป็น 15% ในปี 2568 และคาดว่าจะเติบโตแซงหน้ากลุ่มคลินิกได้ในปี 2569 จากฐานลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูง เช่น ชาวต่างชาติ อินฟลูเอนเซอร์ และเจ้าของธุรกิจ

เมื่อดูเรื่องเทรนด์ศัลยกรรมและเสริมความงามที่ลูกค้าสนใจทำมากที่สุดอยู่ที่บริเวณช่วงใบหน้า คิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 46% ของจำนวนการใช้บริการทั้งหมด โดยมีกลุ่มลูกค้าศักยภาพใหม่ เช่น กลุ่มเพศทางเลือก (LGBTQIA+) กลุ่ม GenZ และผู้ชาย ซึ่งจะเป็นฐานผู้ใช้บริการที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น

ปัจจุบันคนรุ่นใหม่เปิดกว้าง และกล้าทำศัลยกรรมมากขึ้น ส่วนหนึ่งมาจากเทคโนโลยีการรักษาที่ทันสมัย มีความปลอดภัยและใช้เวลาฟื้นตัวน้อยลง ขณะที่หัตถการความงามบางประเภท สามารถให้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงการผ่าตัดได้ ส่งผลให้การทำศัลยกรรมและเสริมความงามแบบไม่ผ่าตัด ได้รับความนิยมมากขึ้น สะท้อนจาก ปี 2567 สัดส่วนการทำศัลยกรรมแบบผ่าตัดอยู่ที่ 74% ลดลงจากปี 2566 ที่ 79% ขณะที่การทำศัลยกรรมแบบไม่ผ่าตัด มีสัดส่วนขยับขึ้นมาอยู่ที่ 26%

ธุรกิจศัลยกรรม-เสริมความงามไทยจึงอยู่ในช่วงที่น่าจับตา เพราะแม้เม็ดเงินจะสะพัด แต่การทำกำไรกลับยากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะกับคลินิกที่ต้องเผชิญกับสงครามราคาที่ไม่มีทีท่าว่าจะจบลงง่ายๆ ในขณะที่โรงพยาบาลกำลังก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำตลาดรายใหม่ด้วยจุดแข็งที่แตกต่างออกไป

ที่มา:ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

เรื่องอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...