โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

กำแพงไฟลึกลับ! วอยเอเจอร์ 1 ฟื้นคืนชีพ ส่งสัญญาณเผยเขตแดนสุริยะร้อนระอุ 30,000 องศาเซลเซียส

SPACEMAN

อัพเดต 29 ก.ย 2568 เวลา 15.32 น. • เผยแพร่ 29 ก.ย 2568 เวลา 08.32 น. • SPACEMAN มนุษย์อวกาศ

หลังจากการซ่อมแซมทางไกลที่ชาญฉลาดเป็นเวลานานถึง 5 เดือน ยานวอยเอเจอร์ 1 (Voyager 1) ซึ่งเป็นวัตถุที่มนุษย์สร้างขึ้นที่อยู่ห่างไกลที่สุดในอวกาศ ได้กลับมาส่งข้อมูลวิศวกรรมถึงโลกอีกครั้งเมื่อวันที่ 20 เมษายน 2567 ตามการยืนยันของห้องปฏิบัติการขับเคลื่อนด้วยไอพ่น (JPL) ขององค์การนาซา แต่สิ่งที่น่าตื่นเต้นกว่าความสำเร็จทางเทคนิคคือข้อมูลใหม่ที่ยานตรวจจับได้ ณ ขอบนอกของระบบสุริยะ

ข้อมูลที่วอยเอเจอร์ 1 ส่งกลับมา บ่งชี้ว่า ณ บริเวณที่ลมสุริยะปะทะกับมวลสารระหว่างดาว (Interstellar Medium) ได้เกิดเป็นเขตแดนที่มีพลังงานสูงมาก ซึ่งนักวิจัยขนานนามว่า"กำแพงไฟ" (Wall of Fire) โดยเป็นบริเวณพลาสมาที่ร้อนระอุถึง 30,000 องศาเซลเซียส การค้นพบนี้กำลังท้าทายความเข้าใจเดิม ๆ ของนักวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับสิ่งที่อยู่พ้นจากเขตแดนที่ดวงอาทิตย์คุ้มครอง

วอยเอเจอร์ 1 ถูกส่งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2520 และปัจจุบันกำลังล่องลอยอยู่ห่างจากโลกกว่า 24,000 ล้านกิโลเมตร ในเดือนพฤศจิกายน 2566 ยานหยุดส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ที่อ่านได้ แม้จะยังคงตอบสนองต่อคำสั่งจากโลกอยู่

วิศวกรได้สืบสาวต้นตอของปัญหาไปที่ชิปตัวหนึ่งในระบบย่อยข้อมูลการบิน (Flight Data Subsystem) ซึ่งเป็นคอมพิวเตอร์หลักตัวหนึ่งบนยาน ชิปตัวนี้มีหน้าที่จัดเก็บซอฟต์แวร์ส่วนหนึ่ง และเมื่อมันเสียหาย วิธีที่วอยเอเจอร์บรรจุข้อมูลก่อนส่งมายังโลกก็ผิดเพี้ยนไป

ด้วยระยะทางที่ไกลเกินกว่าจะซ่อมแซมได้ ทีมวิศวกรนาซาจึงคิดค้นวิธีการแก้ปัญหาอย่างชาญฉลาด พวกเขาแบ่งรหัสที่เสียหายออกเป็นส่วน ๆ และย้ายแต่ละส่วนไปเก็บไว้ในส่วนหน่วยความจำที่ยังใช้งานได้ เมื่อวันที่ 18 เมษายน นาซาส่งรหัสใหม่นี้ไปยังวอยเอเจอร์ 1 ใช้เวลาเดินทาง 22.5 ชั่วโมง และเมื่อวิศวกรได้รับสัญญาณตอบกลับที่ใช้งานได้ในอีก 22.5 ชั่วโมงต่อมา ก็เป็นการยืนยันความสำเร็จของปฏิบัติการกู้ชีพ

บริเวณที่วอยเอเจอร์ 1 กำลังเดินทางอยู่คือพื้นที่นอกขอบเขตเฮลิโอพอส (Heliopause) ซึ่งเป็นเขตแดนที่ไกลที่สุดของระบบสุริยะที่ได้รับอิทธิพลจากลมสุริยะ แทนที่จะพบความสงบเงียบตามที่คาดการณ์ไว้ ยานกลับตรวจพบสภาวะที่คึกคักและรุนแรงกว่ามาก

"กำแพงไฟ" ที่ค้นพบนี้ไม่ใช่เปลวเพลิงแบบที่เราคุ้นเคยบนโลก แต่เป็นเขตแดนพลาสมาที่ร้อนระอุ ซึ่งความร้อนมหาศาล เกิดจากการที่อนุภาคความเร็วสูงจากดวงอาทิตย์ปะทะกับอนุภาคจากอวกาศระหว่างดาวอย่างรุนแรง

ปรากฏการณ์นี้ขับเคลื่อนด้วยกระบวนการการเชื่อมต่อใหม่ของสนามแม่เหล็ก (Magnetic Reconnection) ซึ่งสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และสนามแม่เหล็กระหว่างดาวมาบรรจบกัน ปรับทิศทางใหม่ และปล่อยพลังงานออกมาอย่างรุนแรง อย่างไรก็ตาม แม้ว่าอุณหภูมิจะสูงถึงขีดสุด วอยเอเจอร์ 1 ก็ยังคงเดินทางต่อไปได้อย่างปลอดภัย เพราะอวกาศในบริเวณนั้นเบาบางมากจนการชนกันของอนุภาคยังคงเกิดขึ้นได้ยาก

ปริศนาสนามแม่เหล็ก อิทธิพลของดวงอาทิตย์ที่ไปได้ไกลกว่าที่คิด

แบบจำลองทางวิทยาศาสตร์เดิมคาดการณ์ว่าสนามแม่เหล็กควรจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจนเมื่อยานเดินทางออกนอกเขตแดนสุริยะ (Heliosphere) แต่สิ่งที่วอยเอเจอร์ 1 สังเกตได้กลับเป็นการเชื่อมโยงอย่างต่อเนื่องระหว่างโครงสร้างสนามแม่เหล็กของดวงอาทิตย์และโครงสร้างสนามแม่เหล็กระหว่างดาว

การค้นพบที่น่าประหลาดใจนี้ชี้ให้เห็นว่า อิทธิพลทางแม่เหล็กของดวงอาทิตย์อาจแผ่ขยายออกไปในกาแล็กซีได้ลึกกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้มาก ข้อมูลนี้ไม่เพียงแต่ให้ความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับพฤติกรรมของสนามแม่เหล็กในกาแล็กซี แต่ยังมีผลกระทบที่สำคัญต่อการสร้างแบบจำลองสภาพอวกาศ (Space Weather) สภาพแวดล้อมของดาวเคราะห์นอกระบบสุริยะ (Exoplanetary Environments) และการวางแผนภารกิจอวกาศในอนาคตด้วย

วอยเอเจอร์ 1 เดินทางสู่อนาคตต่อไป

ยานสำรวจอวกาศอายุเกือบห้าทศวรรษลำนี้ยังคงปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพอย่างน่าทึ่ง โดยใช้พลังงานน้อยกว่าหลอดไฟในบ้าน และมีแหล่งพลังงานพลูโตเนียมที่ยังคงหล่อเลี้ยงระบบสำคัญต่าง ๆ ได้ ด้วยการกู้คืนการส่งข้อมูลวิศวกรรมสำเร็จแล้ว นาซากำลังมุ่งหน้าสู่การฟื้นฟูความสามารถในการส่งข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของยานอย่างเต็มรูปแบบ

นักวิจัยคาดหวังว่าจะได้รับข้อมูลใหม่เกี่ยวกับรังสีคอสมิก (Cosmic Radiation) ความหนาแน่นของพลาสมา (Plasma Density) และการแปรผันของสนามแม่เหล็ก จากบริเวณที่ไม่เคยมีใครสำรวจมาก่อน ยานวอยเอเจอร์ 1 จึงยังคงเป็นดวงตาของมนุษยชาติในการสำรวจความลึกลับของอวกาศระหว่างดาวต่อไป

ข้อมูลอ้างอิง: Daily Galaxy

  • Voyager 1 Reconnects With Earth — And Reveals A Mysterious Wall Of Fire At The Edge Of The Solar System
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...