โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รับเงินสดเท่านั้น = โปร่งใส หรือ เลี่ยงภาษี?

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 22 ส.ค. 2568 เวลา 15.16 น.
ป้าย “เงินสดเท่านั้น” ไม่ได้ชี้ชัดว่าธุรกิจโปร่งใสหรือเลี่ยงภาษี ขึ้นอยู่กับการจัดการบัญชีและการปฏิบัติตามกฎหมาย

ป้ายที่เขียนว่า “รับเงินสดเท่านั้น” ในร้านค้าและร้านอาหารอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่แท้จริงแล้วมันสะท้อนความซับซ้อนของระบบเศรษฐกิจไทยและการจัดเก็บภาษีของรัฐ เพราะเงินสดคือช่องทางที่ทั้งช่วยให้ธุรกิจดำเนินไปอย่างสะดวก แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เปิดโอกาสให้เกิดการเลี่ยงภาษีได้ง่ายขึ้น ประเด็นนี้จึงควรถูกพิจารณาอย่างรอบด้าน ไม่ใช่เพียงแค่คำถามว่าเงินสดสะดวกหรือไม่ แต่ต้องเชื่อมโยงไปถึงความเป็นธรรมของระบบเศรษฐกิจโดยรวม

เหตุผลที่หลายธุรกิจยังยึดเงินสด

เมื่อพิจารณาในเชิงธุรกิจ การเลือกรับเงินสดไม่ได้เป็นเรื่องผิดปกติ ร้านค้าขนาดเล็กจำนวนมากพยายามหลีกเลี่ยงค่าธรรมเนียมจากบัตรเครดิตที่อยู่ราวร้อยละ 1.5–3 ของยอดขาย ซึ่งเป็นภาระหนักสำหรับธุรกิจที่มีกำไรไม่สูง นอกจากนี้การรับเงินสดยังหมายถึงการมีสภาพคล่องทันที ธุรกิจสามารถนำไปซื้อวัตถุดิบหรือจ่ายค่าแรงได้ทันทีโดยไม่ต้องรอการโอนที่อาจใช้เวลา 1–3 วันทำการ

อีกปัจจัยคือความกังวลด้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะผู้ประกอบการสูงอายุที่ไม่ถนัดใช้แอปพลิเคชัน รวมถึงความเสี่ยงจาก “สลิปปลอม” ที่บางครั้งเกิดขึ้นในธุรกิจรายวัน สิ่งเหล่านี้ทำให้เงินสดดูเป็นทางเลือกที่ง่ายและจับต้องได้

เมื่อเงินสดกลายเป็นช่องโหว่

อย่างไรก็ตาม ความง่ายของเงินสดกลับเป็นปัญหาใหญ่สำหรับการจัดเก็บภาษี เนื่องจากธุรกรรมเงินสดไม่ทิ้งร่องรอยอิเล็กทรอนิกส์ หากผู้ประกอบการเลือกที่จะไม่ออกใบเสร็จหรือไม่บันทึกรายได้ การตรวจสอบของกรมสรรพากรย่อมทำได้ยากขึ้น การมี “ระบบบัญชีสองเล่ม” คือกรณีที่พบได้จริง ธุรกิจหนึ่งเล่มใช้ยื่นภาษีที่ลดตัวเลขลง อีกเล่มเก็บไว้ใช้งานจริงภายในองค์กร

นอกจากนี้ยังมีวิธีอื่น เช่น การให้ลูกค้าโอนเข้าบัญชีส่วนบุคคล การเลี่ยงลงทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มแม้รายได้เกินเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด ทั้งหมดนี้คือพฤติกรรมที่ทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมหาศาล

เศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ของไทย

เมื่อมองภาพรวมทางเศรษฐกิจ ข้อมูลจากธนาคารโลกในปี 2021 ระบุว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีมูลค่าสูงถึง 48.7% ของ GDP หรือคิดเป็นกว่า 8 ล้านล้านบาท จาก GDP รวมประมาณ 18 ล้านล้านบาทในปีเดียวกัน ตัวเลขนี้ถือว่าน่ากังวลเพราะสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลกที่อยู่เพียง 32.7% และทำให้ไทยกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจนอกระบบขนาดใหญ่ที่สุดอันดับสองในอาเซียน รองจากเมียนมาเพียงประเทศเดียว

เศรษฐกิจนอกระบบ หมายถึง กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นจริงแต่ไม่ถูกบันทึกในระบบภาษีหรือกฎหมาย เช่น แรงงานรับจ้างรายวัน ร้านค้าแผงลอย หรือธุรกิจที่รับเงินสดโดยไม่ออกใบเสร็จหรือไม่บันทึกบัญชี สิ่งเหล่านี้แม้จะสร้างรายได้หมุนเวียนมหาศาล แต่กลับไม่ถูกนำเข้าสู่ระบบภาษีอย่างถูกต้อง

เมื่อพิจารณาตัวเลขด้านการจัดเก็บภาษี จะเห็นแนวโน้มที่สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด รายได้ภาษีต่อ GDP ของไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากระดับร้อยละ 16 ของ GDP ในปี 2011 มาอยู่ที่เพียงร้อยละ 14 ในปี 2023 สาเหตุหนึ่งคือการที่รายได้จำนวนมากถูกซุกซ่อนอยู่ในระบบเศรษฐกิจนอกระบบ ไม่ว่าจะผ่านการไม่ออกใบเสร็จ การบันทึกบัญชีต่ำกว่าความเป็นจริง หรือการไม่เข้าสู่ระบบ VAT แม้จะมีรายได้เกินเกณฑ์ตามกฎหมาย

ปัญหานี้ไม่ได้ส่งผลเฉพาะการจัดเก็บรายได้ของรัฐเท่านั้น แต่ยังกระทบต่อความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ ธุรกิจที่ปฏิบัติตามกฎหมายเสียเปรียบในการแข่งขัน เพราะต้องแบกรับภาษีเต็มจำนวน ขณะที่ธุรกิจที่อยู่นอกระบบกลับสามารถเสนอราคาต่ำกว่าและได้เปรียบเชิงการตลาด ในภาพรวมจึงทำให้เกิดความบิดเบือนทั้งต่อระบบเศรษฐกิจและต่อการพัฒนาประเทศ

เมื่อเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ถึงเกือบครึ่งหนึ่งของ GDP เท่ากับว่ารัฐสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษีที่อาจนำไปใช้พัฒนาสาธารณูปโภค การศึกษา หรือบริการด้านสาธารณสุขอย่างมหาศาล หากไทยสามารถดึงกิจกรรมเหล่านี้เข้าสู่ระบบได้แม้เพียงบางส่วน ย่อมหมายถึงรายได้รัฐที่เพิ่มขึ้นหลายแสนล้านบาทต่อปี ซึ่งจะกลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ธุรกรรมดิจิทัล ทางออกลดเลี่ยงภาษีและสร้างระบบเศรษฐกิจโปร่งใส

เทคโนโลยีการชำระเงินแบบอิเล็กทรอนิกส์กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความโปร่งใสทางภาษี การที่ธุรกรรมทุกครั้งถูกบันทึกผ่านระบบธนาคารหรือผู้ให้บริการทางการเงิน ทำให้หน่วยงานของรัฐสามารถตรวจสอบได้ง่ายขึ้นว่ามีการรับและจ่ายจริงในปริมาณเท่าใด ซึ่งช่วยลดโอกาสในการปกปิดรายได้หรือทำบัญชีสองชุด นอกจากนี้การใช้ช่องทางอย่าง PromptPay หรือ QR Payment ยังตอบโจทย์ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค เพราะมีความสะดวก รวดเร็ว และต้นทุนต่ำกว่าการใช้เงินสดในระยะยาว

เมื่อพิจารณาประสบการณ์จากต่างประเทศ จะเห็นได้ว่ามาตรการจูงใจของภาครัฐสามารถผลักดันให้สังคมปรับตัวได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น ในบราซิลและชิลีที่ใช้ระบบรายงานธุรกรรมอัตโนมัติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภาษีมูลค่าเพิ่มได้ตรงตามจริง หรือกรณีของอุรุกวัยที่มอบส่วนลด VAT สำหรับผู้ที่ชำระด้วยบัตรเครดิตและบัตรเดบิต ผลลัพธ์คือจำนวนการใช้บัตรเพิ่มขึ้นกว่า 50% และทำให้การเก็บภาษีมีประสิทธิภาพสูงขึ้น โมเดลเหล่านี้จึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจสำหรับประเทศอย่างไทย ที่กำลังอยู่ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากสังคมเงินสดไปสู่สังคมดิจิทัลเต็มรูปแบบ

วิธีแยกแยะธุรกิจโปร่งใสกับธุรกิจเลี่ยงภาษี

การแยกแยะว่าธุรกิจใดโปร่งใสหรือกำลังเลี่ยงภาษี อาจไม่สามารถดูได้จากวิธีรับชำระเงินเพียงอย่างเดียว เพราะแม้จะรับเงินสด ธุรกิจก็ยังสามารถทำอย่างถูกต้องตามกฎหมายได้ หากมีระบบการจัดการที่ชัดเจนและพร้อมให้ตรวจสอบ

ธุรกิจที่โปร่งใส มักจะออกใบเสร็จหรือใบกำกับภาษีทุกครั้งเมื่อมีการขายสินค้าและบริการ เพื่อให้ลูกค้ามีหลักฐานการซื้อ และเพื่อใช้เป็นข้อมูลบันทึกบัญชีอย่างเป็นระบบ การทำบัญชีที่ถูกต้องยังช่วยให้สามารถตรวจสอบรายรับรายจ่ายได้ตรงตามจริง รวมถึงการรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างครบถ้วน หากเจ้าหน้าที่ภาครัฐเข้ามาตรวจสอบ ธุรกิจลักษณะนี้ก็พร้อมให้ความร่วมมือโดยไม่มีความกังวล

ในทางตรงกันข้าม ธุรกิจที่มีพฤติกรรมเลี่ยงภาษีมักแสดงออกด้วยการไม่ออกใบเสร็จให้ลูกค้า หรือออกเฉพาะบางรายการเท่านั้นเพื่อไม่ให้ยอดขายปรากฏครบถ้วน บางรายอาจทำบัญชีไม่เป็นระบบหรือไม่ทำบัญชีเลย รวมถึงรายงานภาษีมูลค่าเพิ่มไม่ตรงกับรายได้จริง อีกทั้งยังพยายามหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากเจ้าหน้าที่ สัญญาณเหล่านี้เป็นตัวบอกได้ชัดว่า ธุรกิจอาจกำลังใช้ช่องโหว่เพื่อปิดบังรายได้และเสียภาษีน้อยกว่าที่ควรจะเป็น

เมื่อเข้าใจลักษณะทั้งสองด้าน ผู้บริโภคก็สามารถใช้เป็นเกณฑ์สังเกตได้ว่าธุรกิจที่ตนใช้บริการมีความน่าเชื่อถือหรือไม่ และภาครัฐก็มีแนวทางในการตรวจสอบและปิดช่องโหว่ทางภาษีได้ตรงจุดมากขึ้น

ทางออกที่เป็นไปได้

สำหรับผู้ประกอบการ การออกใบเสร็จและบันทึกบัญชีอย่างถูกต้องคือทางเลือกที่ดีที่สุด แม้จะรับเงินสดก็สามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างโปร่งใส ส่วนภาครัฐควรพัฒนาเครื่องมือทางเทคโนโลยี เช่น การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมการเสียภาษี รวมถึงให้แรงจูงใจในการใช้การชำระเงินแบบดิจิทัล

“เงินสดเท่านั้น” ไม่ได้หมายความว่าโปร่งใสหรือเลี่ยงภาษีโดยตรง ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการปฏิบัติของผู้ประกอบการ หากบันทึกบัญชีครบถ้วนและปฏิบัติตามกฎหมาย เงินสดก็เป็นเพียงอีกหนึ่งช่องทางการชำระเงิน แต่หากใช้เงินสดเพื่อปกปิดรายได้ ผลกระทบจะกว้างไกล ทั้งต่อความเป็นธรรมทางธุรกิจและต่อรายได้ของประเทศ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...