โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“รูปีอินเดีย” อ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ 88.491 ต่อดอลลาร์สหรัฐ แรงกดดันภาษีสหรัฐ 50%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 15 ก.ย 2568 เวลา 14.08 น. • เผยแพร่ 15 ก.ย 2568 เวลา 07.05 น.

"รูปีอินเดีย" อ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ เผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ 50% ขณะนักเศรษฐศาสตร์เตือน หากข้อพิพาทการค้ากับสหรัฐไม่คลี่คลาย อาจอ่อนค่าต่อแตะ 90 ในปี 2569

วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.23 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ค่าเงินรูปีอินเดียกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชียปี 2568 ท่ามกลางสัญญาณผสมผสานจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับการเก็บภาษีต่ออินเดีย และอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หากสงครามการค้ากับตลาดส่งออกใหญ่สุดไม่ถูกแก้ไขในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า

ภายใต้ภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของสหรัฐที่สูงถึง 50% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในเอเชีย อินเดียประสบปัญหานักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกและแนวโน้มการเติบโตถูกคุกคามตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 88.491 ต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กันยายน

สัปดาห์ก่อน มีรายงานว่าทรัมป์บอกเจ้าหน้าที่ยุโรปให้เก็บภาษีต่ออินเดียและจีน ซึ่งสหรัฐจะสะท้อนกลับ (mirror) เพื่อกดดันให้รัสเซียเจรจายุติสงครามยูเครน โดยคำเรียกร้องนี้ขยายไปถึงกลุ่ม G7 ทั้งหมด ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ เนื่องจากทั้งอินเดียและจีนยังคงทำการค้ากับรัสเซีย

ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ต่างโพสต์ย้ำว่า การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อ โดยโมดีเรียกสหรัฐและอินเดียว่าเป็นเพื่อนใกล้ชิดและหุ้นส่วนโดยธรรมชาติ

นักเศรษฐศาสตร์และผู้ค้าคาดว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะพยายามรักษาความเสถียรของรูปีในระดับปัจจุบัน แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากภาษีสหรัฐ 50% ไม่ได้รับการแก้ไข ค่าเงินอาจอ่อนถึง 89 ต่อดอลลาร์ในช่วงธันวาคม–กุมภาพันธ์ และอาจอ่อนต่อเนื่องไปแตะ 90 ในปีหน้า

อย่างไรก็ตามกรณีฐาน (base case) ของนักเศรษฐศาสตร์คือภาษีจะคลี่คลายก่อนสิ้นปี ทำให้รูปีทรงตัวราว 88 ต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าระยะยาว

ซักษี กุปตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ HDFC Bank กล่าวว่า ธนาคารกลางมีเป้าหมายหลักคือควบคุมความผันผวน ไม่ใช่ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นมากเกินไป โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 87–89 ต่อดอลลาร์

ธนาคารกลางอินเดียขึ้นชื่อเรื่องการแทรกแซงเพื่อหยุดการเก็งกำไรค่าเงิน แต่ปล่อยให้รูปีทะลุกำแพงจิตวิทยาที่ 88 ต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงต่อการส่งออกจริง และผู้ส่งออกต้องการกันชน (buffer)

ธิราจ นิม นักเศรษฐศาสตร์อินเดียของ ANZ มองว่า RBI จะพยายามรักษาระดับที่ประมาณ 88.5 ต่อดอลลาร์ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ส่งออกบางรายพยายามล็อบบี้ให้อนุญาตแปลงรายได้ต่างประเทศที่ราว 103 ต่อดอลลาร์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี

หลายภาคส่วนของอินเดีย รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า และอาหารทะเล กำลังได้รับผลกระทบโดยตรง

นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดว่ารูปีจะยังอ่อนต่อในปีหน้า แม้แรงกดดันจากภาษีจะลดลง แต่จะเป็นการอ่อนค่าที่เป็นลำดับและค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการทรุดตัวในตอนนี้ ซึ่งในมุมมองบางส่วนถือว่าเป็นผลดีต่อความสามารถแข่งขันของการส่งออก

เงินเฟ้อต่ำ ต่ำกว่าเป้าหมาย 4% ของ RBI มาตลอด 7 เดือน และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากถึง 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเสริมศักยภาพในการควบคุมความผันผวนของค่าเงิน อีกทั้งราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวในกรอบจำกัดก็ช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อนำเข้า

อย่างไรก็ดีการแทรกแซงค่าเงินอาจไม่มากเหมือนช่วง มี.ค.-พ.ค. ที่ทำให้รูปีแข็งค่าจาก 87.9 ไป 83.7 ต่อดอลลาร์ ตรงกันข้าม ค่าเงินรูปีอ่อนค่า ขณะที่เงินสกุลอื่น เช่น เรอัลบราซิล ฟรังก์สวิส และแรนด์แอฟริกาใต้ กลับได้ประโยชน์จากดอลลาร์ที่อ่อนลงและปัจจัยในประเทศ

แม้ความคาดหวังว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะถูกปรับลดลงอาจช่วยค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่ยังขาดความชัดเจนจากการเจรการค้า ทำให้สถานการณ์ยังไม่เป็นคุณต่ออินเดีย

นอกจากกระทบค่าเงิน ภาษีสหรัฐยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของอินเดีย โดย วี. อนันตะ นาเกศวรัน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เตือนว่าภาษีที่ยืดเยื้ออาจฉุดการเติบโตจีดีพีลง 0.5–0.6%

แต่เศรษฐกิจอินเดียกลับขยายตัว 7.8% ในไตรมาสเมษายน–มิถุนายน สวนทางคาดการณ์ของตลาด ล่าสุด Fitch ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณสิ้นสุดมี.ค. 2026 เป็น 6.9% จากเดิม 6.5%

ทั้งนี้ปีงบประมาณก่อนหน้าการเติบโตอยู่ที่ 6.5% ลดลงจาก 9.2% ปีก่อนหน้า RBI ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% ในช่วงครึ่งแรกของปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าปีนี้จะเติบโต 6.5% เช่นกัน โดยจะมีการประชุมกำหนดนโยบายครั้งถัดไปวันที่ 29 ก.ย.–1 ต.ค.

Fitch ระบุว่า “อุปสงค์ภายในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต” โดยรายได้จริงที่แข็งแกร่งสนับสนุนการบริโภค และสภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นจะหนุนการลงทุน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ปฏิรูประบบภาษีการบริโภคจาก 4 ขั้น เหลือ 2 ขั้น เพื่อลดราคาและกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจเอเชีย ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...