“รูปีอินเดีย” อ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ 88.491 ต่อดอลลาร์สหรัฐ แรงกดดันภาษีสหรัฐ 50%
"รูปีอินเดีย" อ่อนค่ามากสุดเป็นประวัติการณ์ เผชิญแรงกดดันจากภาษีสหรัฐ 50% ขณะนักเศรษฐศาสตร์เตือน หากข้อพิพาทการค้ากับสหรัฐไม่คลี่คลาย อาจอ่อนค่าต่อแตะ 90 ในปี 2569
วันที่ 15 กันยายน 2568 เวลา 05.23 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า ค่าเงินรูปีอินเดียกลายเป็นหนึ่งในสกุลเงินที่อ่อนค่าที่สุดในเอเชียปี 2568 ท่ามกลางสัญญาณผสมผสานจากโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เกี่ยวกับการเก็บภาษีต่ออินเดีย และอาจเผชิญแรงกดดันเพิ่มเติม หากสงครามการค้ากับตลาดส่งออกใหญ่สุดไม่ถูกแก้ไขในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
ภายใต้ภาษีศุลกากรตอบโต้ (reciprocal tariffs) ของสหรัฐที่สูงถึง 50% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในเอเชีย อินเดียประสบปัญหานักลงทุนต่างชาติถอนเงินออกและแนวโน้มการเติบโตถูกคุกคามตลอดช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา ทำให้ค่าเงินรูปีอ่อนค่าลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 88.491 ต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อวันที่ 11 กันยายน
สัปดาห์ก่อน มีรายงานว่าทรัมป์บอกเจ้าหน้าที่ยุโรปให้เก็บภาษีต่ออินเดียและจีน ซึ่งสหรัฐจะสะท้อนกลับ (mirror) เพื่อกดดันให้รัสเซียเจรจายุติสงครามยูเครน โดยคำเรียกร้องนี้ขยายไปถึงกลุ่ม G7 ทั้งหมด ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์ เนื่องจากทั้งอินเดียและจีนยังคงทำการค้ากับรัสเซีย
ในเวลาเดียวกัน ทรัมป์และนเรนทรา โมดี นายกรัฐมนตรีอินเดีย ต่างโพสต์ย้ำว่า การเจรจาการค้าระหว่างสองประเทศยังคงดำเนินต่อ โดยโมดีเรียกสหรัฐและอินเดียว่าเป็นเพื่อนใกล้ชิดและหุ้นส่วนโดยธรรมชาติ
นักเศรษฐศาสตร์และผู้ค้าคาดว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) จะพยายามรักษาความเสถียรของรูปีในระดับปัจจุบัน แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากภาษีสหรัฐ 50% ไม่ได้รับการแก้ไข ค่าเงินอาจอ่อนถึง 89 ต่อดอลลาร์ในช่วงธันวาคม–กุมภาพันธ์ และอาจอ่อนต่อเนื่องไปแตะ 90 ในปีหน้า
อย่างไรก็ตามกรณีฐาน (base case) ของนักเศรษฐศาสตร์คือภาษีจะคลี่คลายก่อนสิ้นปี ทำให้รูปีทรงตัวราว 88 ต่อดอลลาร์ หรืออาจแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย ก่อนกลับเข้าสู่แนวโน้มอ่อนค่าระยะยาว
ซักษี กุปตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของ HDFC Bank กล่าวว่า ธนาคารกลางมีเป้าหมายหลักคือควบคุมความผันผวน ไม่ใช่ทำให้ค่าเงินแข็งขึ้นมากเกินไป โดยให้กรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 87–89 ต่อดอลลาร์
ธนาคารกลางอินเดียขึ้นชื่อเรื่องการแทรกแซงเพื่อหยุดการเก็งกำไรค่าเงิน แต่ปล่อยให้รูปีทะลุกำแพงจิตวิทยาที่ 88 ต่อดอลลาร์เมื่อวันที่ 29 ส.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณว่ามีความเสี่ยงต่อการส่งออกจริง และผู้ส่งออกต้องการกันชน (buffer)
ธิราจ นิม นักเศรษฐศาสตร์อินเดียของ ANZ มองว่า RBI จะพยายามรักษาระดับที่ประมาณ 88.5 ต่อดอลลาร์ ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ผู้ส่งออกบางรายพยายามล็อบบี้ให้อนุญาตแปลงรายได้ต่างประเทศที่ราว 103 ต่อดอลลาร์เพื่อบรรเทาผลกระทบจากภาษี
หลายภาคส่วนของอินเดีย รวมถึงอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานราคาถูก เช่น สิ่งทอ เสื้อผ้า และอาหารทะเล กำลังได้รับผลกระทบโดยตรง
นักเศรษฐศาสตร์หลายคนคาดว่ารูปีจะยังอ่อนต่อในปีหน้า แม้แรงกดดันจากภาษีจะลดลง แต่จะเป็นการอ่อนค่าที่เป็นลำดับและค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าการทรุดตัวในตอนนี้ ซึ่งในมุมมองบางส่วนถือว่าเป็นผลดีต่อความสามารถแข่งขันของการส่งออก
เงินเฟ้อต่ำ ต่ำกว่าเป้าหมาย 4% ของ RBI มาตลอด 7 เดือน และทุนสำรองระหว่างประเทศที่มากถึง 690,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ช่วยเสริมศักยภาพในการควบคุมความผันผวนของค่าเงิน อีกทั้งราคาน้ำมันที่เคลื่อนไหวในกรอบจำกัดก็ช่วยลดความเสี่ยงเงินเฟ้อนำเข้า
อย่างไรก็ดีการแทรกแซงค่าเงินอาจไม่มากเหมือนช่วง มี.ค.-พ.ค. ที่ทำให้รูปีแข็งค่าจาก 87.9 ไป 83.7 ต่อดอลลาร์ ตรงกันข้าม ค่าเงินรูปีอ่อนค่า ขณะที่เงินสกุลอื่น เช่น เรอัลบราซิล ฟรังก์สวิส และแรนด์แอฟริกาใต้ กลับได้ประโยชน์จากดอลลาร์ที่อ่อนลงและปัจจัยในประเทศ
แม้ความคาดหวังว่าดอกเบี้ยสหรัฐจะถูกปรับลดลงอาจช่วยค่าเงินตลาดเกิดใหม่ แต่ยังขาดความชัดเจนจากการเจรการค้า ทำให้สถานการณ์ยังไม่เป็นคุณต่ออินเดีย
นอกจากกระทบค่าเงิน ภาษีสหรัฐยังเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจโดยรวมของอินเดีย โดย วี. อนันตะ นาเกศวรัน หัวหน้าที่ปรึกษาด้านเศรษฐกิจของรัฐบาล เตือนว่าภาษีที่ยืดเยื้ออาจฉุดการเติบโตจีดีพีลง 0.5–0.6%
แต่เศรษฐกิจอินเดียกลับขยายตัว 7.8% ในไตรมาสเมษายน–มิถุนายน สวนทางคาดการณ์ของตลาด ล่าสุด Fitch ปรับเพิ่มคาดการณ์การเติบโตปีงบประมาณสิ้นสุดมี.ค. 2026 เป็น 6.9% จากเดิม 6.5%
ทั้งนี้ปีงบประมาณก่อนหน้าการเติบโตอยู่ที่ 6.5% ลดลงจาก 9.2% ปีก่อนหน้า RBI ได้ปรับลดดอกเบี้ยนโยบายรวม 1% ในช่วงครึ่งแรกของปีเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และคาดว่าปีนี้จะเติบโต 6.5% เช่นกัน โดยจะมีการประชุมกำหนดนโยบายครั้งถัดไปวันที่ 29 ก.ย.–1 ต.ค.
Fitch ระบุว่า “อุปสงค์ภายในประเทศจะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเติบโต” โดยรายได้จริงที่แข็งแกร่งสนับสนุนการบริโภค และสภาพคล่องทางการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นจะหนุนการลงทุน ขณะเดียวกันรัฐบาลได้ปฏิรูประบบภาษีการบริโภคจาก 4 ขั้น เหลือ 2 ขั้น เพื่อลดราคาและกระตุ้นการใช้จ่ายของครัวเรือน
อ้างอิง : asia.nikkei.com