โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติตอบทุกคำถามร้อน “อายัดบัญชี-บาทแข็ง” ก่อนลาตำแหน่ง

Thairath Money

อัพเดต 16 ก.ย 2568 เวลา 16.42 น. • เผยแพร่ 16 ก.ย 2568 เวลา 12.30 น.
ภาพไฮไลต์

นับถอยหลังอีก 14 วัน ธนาคารประเทศไทย (ธปท.) กำลังจะผลัดใบใหม่ แต่ยังมีหลายเรื่องที่ทุกคนยังสงสัยไม่ว่าจะค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นแรง ทองคำที่อาจเป็นต้นตอของปัญหา ไปจนถึงดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมาแบงก์ชาติรับมือได้ดีแค่ไหน

มาอ่านมุมมองของ ดร. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 24 สรุปบทเรียน 5 ปีที่ผ่านมา พร้อมตอบทุกข้อสงสัย รวมถึงคำถามที่ว่าเพื่ออนาคตที่ดีไทยต้องเร่งแก้ปัญหาในเรื่องใด

ภาวะค่าเงินบาทและมาตรการแก้ปัญหา

ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ ชี้แจงถึงสาเหตุที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นถึง 7% ในช่วงต้นปี 2568 โดยหลักยังมาจากเงินดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลง เพราะธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มจะลดอัตราดอกเบี้ยลง นอกจากนี้ ยังมีอีกปัจจัยสำคัญที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาทนั่นคือ ธุรกรรมการซื้อขายทองคำ ซึ่งคนไทยนิยมซื้อขายเป็นเงินบาท ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนเงินบาท-ดอลลาร์สหรัฐในปริมาณมาก และดันให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น ล่าสุดมีการหารือร่วมกับผู้ที่เกี่ยวข้องโดยมีหลายแนวทางที่พูดคุยกันอยู่ เช่น ภาษีทอง, การซื้อขายทองในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องค่าเงินบาท ธปท. มีการเข้าดูแลเพื่อลดความผันผวน ที่อาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกและการค้าอย่างต่อเนื่อง โดยยืนยันว่า ธปท. ไม่ได้ต้องการแทรกแซงค่าเงินเพื่อกำหนดทิศทาง แต่เพื่อลดความผันผวน

5 ปีที่ผ่านมา นโยบายการเงินเหมาะสมและยืดหยุ่น

ดร.เศรษฐพุฒิ มองว่าการดำเนินนโยบายการเงินในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเหมาะสมและยืดหยุ่นพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดยในช่วงที่ 1 (2563-2564) ไทยเจ็บจากวิกฤตโควิดที่รุนแรง จนช่วงนั้นมีการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงมาแตะ 0.5% ต่อปี ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์ที่ประเทศต้องการฟื้นตัวจากเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นช้า

ช่วงที่ 2 (2565) ดอกเบี้ยนโยบายขยับเพิ่มมาอยู่ที่ 2.5% ต่อปี ในภาพรวมหลายฝ่ายต่างถามว่าควรจะเบรกเหมือนทิศทางดอกเบี้ยในต่างประเทศไหม (ที่เขากังวลเรื่องเงินเฟ้อสูง) แต่เรามองว่าดอกเบี้ยที่ระดับนี้เราทำเพื่อก้าวสู่ระดับ Neutral ที่เหมาะสมของไทย ซึ่งแต่ละประเทศไม่เท่ากัน และผมมองว่าทำได้ดีแล้ว

ช่วงที่ 3 (2566-2567) เราเลือกเก็บ Policy Space หรือเก็บกระสุนดอกเบี้ยนโยบายของไทยไว้ เพราะไทยอาจเจอช็อกจากปัจจัยโลกที่อยู่เหนือการควบคุม เมื่อมีจังหวะที่ใช่ก็ทยอยลดดอกเบี้ยนโยบายลงจาก 2.5% ต่อปี

มาถึงช่วงที่ 4 (ปี 2568) ดอกเบี้ยนโยบายทยอยลดลงจนปัจจุบันมาอยู่ที่ระดับ 1.5% ต่อปี เพราะมีลมต้านจากปัจจัยทั่วโลก ทั้งนโยบายการค้า และเศรษฐกิจที่ไม่ฟื้นตัวอย่างที่คาด จึงมองว่าดอกเบี้ยในปัจจุบันมองว่าเหมาะสมแล้ว แม้ตลาดมองว่ายังลงช้าเกินไป

ในภาพรวมปี 2568 ธปท. ยังคาดว่า GDP ไทยปี 2568 อยู่ที่ 2.3% สามารถประคองตัวอยู่ได้ ซึ่งมาจากแรงส่งในครึ่งแรกที่เติบโต 3% ครึ่งปีหลังคาดว่าจะเกิน 1% ส่วนปี 2569 ถ้าถามว่าเรื่องไหนเป็นห่วงมากที่สุดคือเรื่องความเสี่ยงด้านการเบิกจ่ายงบประมาณประจำปี 2569 ที่อาจส่งผลให้เศรษฐกิจชะงักได้อีกครั้งเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

รัฐบาล 4 เดือน แต่ต้องคิดถึงไทยในระยะยาว

เมื่อผู้สื่อข่าวถามถึงรัฐบาลใหม่ที่จะทำงาน 4 เดือน ผู้ว่าฯ มองว่า แม้จะมีเวลาทำงานสั้นๆ จึงอาจเห็นการเน้นนโยบายระยะสั้น แต่ถ้ามองถึงรากของประเทศไทยที่ต้องเร่งปรับและแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รัฐบาลต้องมองถึงนโยบายในระยะกลางและยาวควบคู่ไปด้วย เพื่อแก้ปัญหาการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงเรื่อยๆ ซึ่งถ้ายกตัวอย่างถึงการที่ประเทศไทยเผชิญกับเศรษฐกิจชะลอตัว ส่วนหนึ่งมาจากภาคการท่องเที่ยวที่ไม่ฟื้นตัวเต็มที่ เพราะขาดความปลอดภัยในสายตาของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เรื่องนี้ก็ต้องแก้ไข

ส่วนกรณีโครงการ คนละครึ่ง ผู้ว่าฯ มองว่า แม้รัฐบาลอาจจำเป็นต้องมีนโยบายเพิ่มเติมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องเป็นนโยบายที่สอดคล้องกับเสถียรภาพการคลังในระยะกลาง โดยควรมีมาตรการในการสร้างรายได้ควบคู่ไปกับขาการใช้จ่ายของภาครัฐด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายอย่างมาก

กรณี "คนแห่ถอนเงิน" จากความกังวลเรื่องอายัดบัญชี

ผู้ว่าฯ ธปท. ยืนยันว่า ภาพรวมสภาพคล่องของธนาคารในประเทศยังปกติ และไม่ได้เกิด Bank run ตามที่มีกระแสข่าวลือ การที่บางสาขามีการถอนเงินหรือใช้เงินสดมากขึ้นเป็นเพียงเหตุการณ์เฉพาะจุดเท่านั้น และธนาคารได้เตรียมพร้อมเพื่อจัดส่งเงินสดไปยังสาขาต่างๆ ได้อย่างเพียงพอ พร้อมกล่าวขออภัยที่มาตรการทางกฎหมายบางอย่างสร้างความไม่สบายใจให้กับประชาชนผู้บริสุทธิ์

ทั้งนี้ ล่าสุดได้เร่งแก้ปัญหาที่ยังต้องมีมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการบัญชีม้า แต่ต้องสามารถคัดกรองผู้สุจริตให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด

บทเรียนสำคัญจากการทำงานตลอด 5 ปี

ผู้ว่าฯ เศรษฐพุฒิ ได้กล่าวถึงบทเรียนสำคัญ 3 ประการที่ได้จากการทำงาน โดยเฉพาะการบริหารในช่วง 2 วิกฤตใหญ่ คือ วิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และวิกฤตโควิด-19

  • วิกฤตจบ มาตรการไม่จบ: บางนโยบายที่ใช้แก้ปัญหาในช่วงที่เกิดวิกฤต เมื่อวิกฤตจบแล้วมาตรการกลับไม่จบตามไปด้วย หนึ่งในตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ การลดภาษี VAT ชั่วคราวในปี 2540 ที่ตอนแรกจะเริ่มใช้เพียง 2 ปี แต่ถึงทุกวันนี้ยังคงใช้มาจนถึงปัจจุบัน
  • การสื่อสารตรงจุด ชื่อโครงการเข้าใจง่าย: ยอมรับว่าการตั้งชื่อมาตรการ Responsible lending (RL) ที่เริ่มใช้มายังอาจสื่อสารได้ตามที่ต้องการ และประชาชนยังไม่มีความเข้าใจเท่าที่ควร หากย้อนเวลาได้จะเปลี่ยนชื่อใหม่
  • การเริ่มโครงการ Your Data "ข้อมูลของคุณ สู่บริการทางการเงินที่ตอบโจทย์": ธปท. เริ่มพัฒนาระบบนี้ช้าเกินไป ทั้งที่ตระหนักถึงความสำคัญ แต่การดำเนินการใช้เวลามาก

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งจากมุมมองของ เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ที่สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญ ทั้งในแง่ของเศรษฐกิจมหภาคและปัญหาเชิงโครงสร้าง พร้อมทั้งเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการสร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นระหว่างภาครัฐกับประชาชน และการดำเนินนโยบายที่ต้องคิดอย่างรอบด้าน เพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐพุฒิ ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติตอบทุกคำถามร้อน “อายัดบัญชี-บาทแข็ง” ก่อนลาตำแหน่ง

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...