Songs in the Key of Life : หัวหมุนเป็นลูกข่าง
บทความพิเศษ | ภาสกร ประมูลวงศ์
Songs in the Key of Life
: หัวหมุนเป็นลูกข่าง
จะว่าไป เพลงหรือดนตรีของพีต เบิร์นส์ หาได้สร้างหมุดหมายสำคัญให้กับสังคมหรือเป็นกระบอกเสียงในภาพรวมแต่อย่างใด
ตัวเขาเองต่างหากที่เป็นหมายเหตุสำคัญแห่งยุค 80’s โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการเปลี่ยนถ่ายไปยังวงการเพลงยุคถัดไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแง่การเป็นคนดังและวิธีการจัดการกับชื่อเสียงเงินทองอย่างไรดี?
พีต เบิร์นส์ (Peter Jozzeppi ‘Pete’ Burns) ลืมตาดูโลกที่เมืองลิเวอร์พูล
แม่ของพีตเป็นคนยิวดวงแตก วัยเด็กอาศัยอยู่ในค่ายกักกันนาซีช่วงสงครามโลก เธอรอดชีวิตโดยพกความหลังเลวร้ายสุดกู่และมันทำให้ชีวิตพังพินาศเหมือนตกนรกทั้งเป็น
หลังสงครามเธอย้ายไปอยู่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ได้พบกับนายทหารอังกฤษและตกลงใจร่วมคู่ตุนาหงันจนย้ายมาอยู่ที่อังกฤษ
ฟังเผินๆ เหมือนฝันร้ายจะรูดม่านปิดฉากด้วยดี
หากแต่ไม่เป็นเช่นนั้น
เธอให้กำเนิดพีตเมื่ออายุได้ 46
“สมัยเป็นเด็ก ผมเคยกลับบ้านแล้วเห็นแม่กรีดข้อมือตัวเอง เลือดท่วมบ้านไปหมด” เขากล่าวไล่เรียงใน Freak Unique หนังสืออัตชีวประวัติตัวเอง
“แต่ถึงอย่างไร เธอก็เป็นแม่ที่ดีที่สุดในโลก”
นอกเหนือไปจากอาการติดเหล้า เธอพยายามฆ่าตัวตายหลายครั้งแถมสภาวะโรคจิตเรื้อรังซึ่งส่งผลกระทบกับพีตโดยตรง
เด็กน้อยโตขึ้นมาพร้อมๆ กับความสับสนเต็มไปหมดกับโลก กับสังคม กับเพื่อน กับโรงเรียน (พีตพูดภาษาเยอรมันจนอายุถึงห้าขวบ)
และเมื่อรวมการถูกข่มขืนที่สวนสาธารณะ นั่นก็เท่ากับบวกความสับสนทางเพศเข้าไปด้วย
มันคือบริบทคนชายขอบสังคมของอังกฤษในยุค 70’s ต่อ 80’s
จึงไม่น่าแปลกใจที่โรงเรียนขังเขาไว้ได้แค่อายุ 14 โดยให้เหตุผลง่ายๆ เพราะเขากันคิ้ว ย้อมผมสีแดงแปร๊ด เจาะร่างกายจนดูเหมือนตัวประหลาดมากกว่าจะเป็นเด็กนักเรียน
“แต่ผมไม่เคยเป็นตัวประหลาดสำหรับแม่ เราแบ่งปันความฝันร่วมกัน เฝ้ารอคอยถึงวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าถึงแม้ว่าจะมาไม่ถึงก็เหอะ มันคือพลังล้นเหลือ ภายนอกผมอาจจะดูเพี้ยนกู่ไม่กลับสนุกไปวันๆ แต่เอาจริงๆ ผมเป็นคนซับซ้อน มีไม่กี่คนหรอกที่ล่วงรู้ความจริงข้อนี้”
เขากล่าวถึงแม่เป็นครั้งสุดท้ายและเป็นครั้งสุดท้ายจริงๆ หลังโบกมือลารั้วโรงเรียน เขาหันหน้าไปทำงานที่ร้านแผ่นเสียงชื่อดังของเมือง Probe Records
ในสมัยนั้น มันคือแหล่งชุมชนของผู้คนทางเลือก เป็นศูนย์รวมของวัยรุ่นหัวก้าวหน้า โดยเจ้าของร้านไม่ได้ต้องการคนที่มีความรู้เรื่องเพลงหากแต่ต้องการแม่เหล็กไว้เรียกลูกค้า
และพีตก็สามารถตอบโจทย์นั้นได้ตรงคุณสมบัติ
เขาแบกงานอีกกะด้วยการเป็นพนักงานเชียร์แขกขำๆ ในร้านตัดผม นั่นทำให้เขาได้พบกับลีน (Lynne Cotlett) ซึ่งต่อมาทั้งคู่ก็แต่งงานกัน (ประหลาดไหมครับ?)
โดยลีนนั้นหลงใหลได้ปลื้มพีตมากเป็นพิเศษ ส่วนพีตก็ชื่นชอบการได้พูดคุยกับใครสักคนที่เขาสามารถระบายได้ทุกเรื่อง
“คนคิดว่าผมคงชอบผู้ชาย เออ ผมชอบ แต่ก็ชอบผู้หญิงด้วย แล้วแต่สถานการณ์ชีวิตว่ะ” เขาสรุปตัดบท
ต้องเข้าใจอย่างหนึ่ง ร้านแผ่นเสียงในยุค 80’s มันมากกว่าที่จำหน่ายเสียงเพลง วันดีคืนดีจะมีศิลปินมาส่องยอดขาย Meet & Greet กับแฟนเพลง
แล้ววันนั้นก็มาถึง เมื่อวงดนตรีท้องถิ่นนาม Mystery Girls มาเยือนร้าน ต่อด้วยการสนทนาถูกปากยาวๆ กับคนดังประจำเมืองจนถึงขั้นวงเชิญพีตขึ้นแสดงพิเศษรอบหนึ่ง
เขารับคำ กลายเป็นว่าประสบการณ์บนเวทีคือสิ่งที่เขาหลงใหล
ไม่นานพีตจึงก่อตั้งวงดนตรีนาม Rainbows Over Nagasaki (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น Nightmares in Wax) ทำเพลงเต้นรำจนถึงขั้นมีซิงเกิลและเป็นวงเปิดของ WIRE แถมได้งานประจำเล่นที่ Eric’s Club แหล่งสิงสถิตของ The Sex Pistols และ The Runaways
จากเด็กมีปัญหาผู้กลายเป็นตัวประหลาด มาเป็นคนดังประจำเมือง
ตอนนี้เขาได้กลายร่างเป็นศิลปินไปค่อนตัวแล้ว
โลกหมุนตัวเองมาถึงปี 1980 หลังจมปลักอยู่กับสังคมอินดี้จนเกินเบื่อ พีตเปลี่ยนชื่อวงเป็นครั้งสุดท้ายนัยว่าเป็นการขึ้นหน้าศักราชใหม่ Dead or Alive
สองปีต่อมา เขาตัดสินใจโดดขึ้นเวทีใหญ่ด้วยการออกซิงเกิล The Stranger
ได้ผล! มันลิ่วไปถึงอันดับเจ็ดบนชาร์ต UK Indie
นั่นทำให้ค่ายเพลงระดับ Mainstream มองพวกเขาตาเป็นมัน
สองปีต่อมาพวกเขาเข็นอัลบั้มแรก Sophisticated Boom Boom โดยมีเพลงนำร่องคัฟเวอร์ That’s the way (I like it) เพลงดังพอประมาณจนเป็นที่พูดถึงในวงที่กว้างขึ้น
แต่ที่โดดเด่นเป็นพิเศษคือตัวนักร้องนำนามพีต เบิร์นส์ เขาถูกนำไปเปรียบเทียบกับตัวแม่ของวงการที่มีลักษณะการนำเสนอภาพลักษณ์ที่ไม่แตกต่างกันอย่างบอย จอร์จ และมาริลีน
“ผมมีความสุขชิบหอยเลยว่ะ ได้ทำเพลงในแบบที่อยากทำ มีคนรู้จัก มีเงินใช้ไม่ขาดมือ มีงานทุกคืน แถมเราเป็นวงเล็กๆ เลยไม่ต้องแบกภาระยอดขายการันตี แหล่มเจงๆ” เขาคุยขรมยาวๆ
ช่วงปี 1985 ไม่มีใครไม่รู้จักเครื่องจักรผลิตเพลงฮิต Stock Aitken Waterman การรวมตัวของสามประสาน ไมค์ สต็อก แม็ตต์ แอตกิ้น และพีต วอร์เตอร์แมน พวกเขาคือโปรดิวเซอร์มือทองที่ทำให้โลกต้องหันมาเหลือบมองเด็กสาวโนเนมสามคนอย่าง Bananarama เมื่อสายน้ำไหลมารวมกับ Dead or Alive คำว่าปรากฏการณ์ก็ดูเหมือนจะน้อยเกินไป
ส่วนตัวของพีตเองเมื่อถึงตอนนั้น ประสบการณ์ทางดนตรีก็ถือว่าเจนจัดระดับหนึ่ง เขามองตัวเองในฐานะผู้อยู่บนสุดของห่วงโซ่อาหารในอาญาจักรอุตสาหกรรมดนตรี คืนหนึ่งในความเงียบเกิดไอเดียพรั่นพรึง
เขาได้ยินเสียงแว่วของเพลง I wanted Your Love (Luther Vandross) กับ See You ‘Round Like a Record (Little Nell)
เร็วเท่าความคิด ชายหนุ่มจับเอาสองเพลงมารวมกัน เขียนเนื้อร้องทำนองใหม่หมดแบบทิ้งโครงสร้างเดิมไม่เหลือซาก
มันคือการพา Dead or Alive ก้าวไปถึงจุดสูงสุดทางดนตรี
เขาเรียกมันว่า You Spin Me Round (Like a Record) บทเพลงแอ๊วหนุ่มที่ไม่ได้มีอะไรเลยนอกจากทำนองติดหูจังหวะชวนด่าวดิ้นกลางฟลอร์
แค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเพลงฮิตก่อนนิทราในปี 1985
เมื่อสายตา มาดิ่งดอด สอดประสาน
พลันดวงมาน หล่นตาตุ่ม กลุ้มหนักหนา
ดั่งผีผลัก ไสไล่ตรง ส่งเธอมา
ความเหว่ว้า หายวับแว้บ แอ๊บยินดี
มีชื่อเรียง เสียงใด ใคร่อยากรู้
เป็นเนื้อคู่ กันแหนหนอ พ่อยาหยี
หัวฉันหมุน ด้วยหวั่นไหว ในทันที
ดีที่มี เพื่อนมาด้วย ช่วยกันไป
อยากขอเบอร์ กลัวเธอด่า หาว่ายุ่ง
เรามามุ่ง สานสัมพันธ์ กันดีไหม?
มาเถิดน้อง สักหน่อยเถิด ลองเปิดใจ
มาใกล้ๆ ให้มันแนบ แอบชิดกัน
มนุษย์เพี้ยน กันไปใหญ่ คล้ายคนบ้า
มาเถอะมา สร้างโลกแอบ แนบสวรรค์
ดีไหมจ๊ะ บอกเอาไว้ ให้รู้ทัน
คงจะมันส์ แลสนุก จุกอกตาย… อิอิ
ใครจะไปรู้ว่านั่นคือจุดเริ่มต้นของจุดจบ “มันเป็นบทเพลงแห่งยุคสมัย” เขาหัวเราะคิกคักในลำคอลำเลิกถึง You Spin Me Round ไว้แบบนั้น
ในช่วงชีวิตสูงสุด พีตมีทุกอย่างที่ต้องการ มีเพลงติดชาร์ตทั้งอังกฤษและอเมริกา แถมบินไปโด่งดังคับจักรวาลเป็นที่รักของแฟนเพลงญี่ปุ่น
ไม่เชื่อลองดู X Japan ที่รับมรดกตกทอดเป็นแรงบันดาลใจไปเต็มๆ
เขาหลงใหลการเปลี่ยนแปลงตัวเองถึงขนาดเคยให้สัมภาษณ์ว่าผ่านศัลยกรรมมาแล้วไม่ต่ำกว่า 300 ครั้ง
“เผื่อตายไป พระเจ้าจะได้จำไม่ได้” นั่นคือเหตุผลขำๆ
เขายังสะสมเครื่องประดับ เสื้อผ้าแบรนด์เนมไว้เป็นตั้งๆ (ซึ่งภายหลังมีการนำออกมาโพสต์ขายแก้ถังแตก)
ยังไม่รวมถึงไม่มีเงินชำระภาษี โดนไล่ออกจากบ้านเพราะไม่จ่ายค่าเช่า ติดคุกคดีทำร้ายร่างกายโดยมีแฟนเพลงเดนตายรายหนึ่งประกันตัวออกมาแถมให้ที่พักพิง
จุดสิ้นสุดของ Dead or Alive เป็นจุดจบของยุค 80’s และเป็นบทอวสานตลอดกาลของ SAW ด้วยเช่นกัน เพราะหลังโปรดิวซ์ Jason Donovan สามประสานก็ตกยุคไปแล้วเบ็ดเสร็จเอวัง
ถ้าเรื่องราวของพีต เบิร์นส์ จะเป็นภาพยนตร์สักเรื่องในประวัติศาสตร์ดนตรีอันยาวนาน
เราอาจพบว่าเป็นหนังที่ไม่ได้มีความยาวมากนักแถมเรื่องราวในนั้นก็ไม่ได้มีอะไรสลักสำคัญต่อสังคมโดยรวม หากแต่มันคือชีวิตจริงของคนคนหนึ่งที่โดนโลกทั้งใบหล่นทับจนเสียสติเหมือนจะเป็นอุทาหรณ์จากยุค 80’s? จะว่าอย่างนั้นก็ได้
ในช่วงบั้นปลายพีตแทบไม่เหลือเงินในกระเป๋า “ถ้าตายไปนะ เอาผมไปสตัฟฟ์ขายแล้วตั้งโชว์ไว้ในห้องนั่งเล่น… ท่าจะดีว่ะ” เขากล่าวในรายการ Celebrity Big Brother
ในปี 2006 ซึ่งเป็นโค้งสุดท้ายของชีวิต เขาเสียชีวิตด้วยอาการหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลันในเดือนตุลาคม 2016 สิริเวลาในโลก 57 ปี โดยพิธีงานศพควักกระเป๋าจ่ายโดยบอย จอร์จ คู่กัดขาประจำ
“เป็นภาคผนวกของออสการ์ ไวด์ กับโดโรธี ปาร์กเกอร์ คนที่ไปถึงจุดนั้นได้ แม่มไม่ธรรมดา”
นักร้องเสียงกระเส่ากล่าวไว้อาลัยในวันที่โลกเต็มไปด้วยเรื่องที่ชวนหัวหมุนเป็นลูกข่าง … แบบที่เขาว่าไว้เป๊ะ
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : Songs in the Key of Life : หัวหมุนเป็นลูกข่าง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th/weekly