โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เหล็กไทยชี้แนวทางแก้ “มอก.เหล็กเส้น” ยึดบทเรียนจากจีนยกระดับมาตรฐานให้ปลอดภัยในการใช้งาน

Thairath Money

อัพเดต 25 ต.ค. 2568 เวลา 11.34 น. • เผยแพร่ 27 ต.ค. 2568 เวลา 03.00 น.
ภาพไฮไลต์

นายบัณฑูรย์ จุ้ยเจริญ ดำรงตำแหน่งประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่าด้วยขณะนี้สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) กำลังดำเนินการทบทวนมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเหล็กเส้น 2 ฉบับ คือ มอก. 20-2543 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กเส้นกลม และ มอก. 24-2548 เหล็กเส้นเสริมคอนกรีต เหล็กข้ออ้อย เนื่องจากเหล็กเส้น เป็นสินค้าที่เป็นปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความมั่นคงแข็งแรงของสิ่งก่อสร้างต่างๆ ซึ่งมีความสำคัญต่อความปลอดภัยของชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ดังนั้นจึงเป็นโอกาสอันดีที่ประเทศไทยจะได้ทบทวน มอก.เหล็กเส้น รวมถึงมาตรการควบคุมการผลิตเหล็กเส้นให้เป็นไปตามมาตรฐานเพื่อความปลอดภัยในการใช้งาน

ทั้งนี้ คณะทำงานมาตรฐานอุตสาหกรรม กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท. ได้ทำเอกสารฉบับนำเสนอวิเคราะห์สถานการณ์การผลิตและคุณภาพเหล็กเส้นก่อสร้างของประเทศไทย ปัญหาและข้อจำกัดของกระบวนการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตา IF (Induction Furnace) เปรียบเทียบกับเตา EAF (Electric Arc Furnace) และนำเสนอบทเรียนจากประเทศจีนที่ได้ยกเลิกการใช้เตา IF ในการผลิตเหล็กเส้นไปแล้ว รวมทั้งการยกระดับมาตรฐานเหล็กเส้นของประเทศจีน โดยมีรายงานและบทความที่เกี่ยวข้องไว้เพื่อประกอบการพิจารณาในการปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นต่อไป

โดยปัจจุบันมีการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างในประเทศประมาณปีละ 3 ล้านตัน ตัวอย่างในปี 2567 ประมาณการว่ามีการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างจากกระบวนการ Induction Furnace (IF) ประมาณ 1.6 ล้านตัน จากกระบวนการ Electric Arc Furnace (EAF) ประมาณ 1.2 ล้านตัน และจากการนำเข้าบิลเล็ตมารีดเป็นเหล็กเส้นอีกประมาณ 0.3 ล้านตัน เหล็กจาก IF มีส่วนแบ่งตลาดมากที่สุดเนื่องจากกำหนดราคาขายต่ำกว่า

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาเกิดประเด็นปัญหาคุณภาพกับเหล็กเส้นที่ผลิตจากเตา IF เนื่องจากการที่จะผลิตเหล็กเส้นให้ได้มาตรฐานด้วยกระบวนการ IF ต้องใช้ความพิถีพิถันอย่างมากในการคัดเลือกวัตถุดิบเศษเหล็กที่มีความสะอาด ไม่มีสารมลทินและสิ่งเจือปนที่มากเกินไป เนื่องจากข้อจำกัดของ IF ในการกำจัดสารมลทิน เช่น ฟอสฟอรัส กำมะถัน ตลอดจนธาตุที่ต้องควบคุมปริมาณให้ได้ตาม มอก. เช่น ธาตุโบรอน เป็นต้น นอกจากนี้เนื่องจากส่วนประกอบทางเคมีจะเป็นปัจจัยหลักต่อคุณสมบัติทางกล หากไม่สามารถควบคุมส่วนประกอบทางเคมีให้สม่ำเสมอตามค่าที่เหมาะสม ก็จะส่งผลให้ตกมาตรฐานคุณสมบัติทางกลได้

ขณะที่ในประเทศจีนซึ่งเคยมีการผลิตเหล็กเส้นด้วยกระบวนการ IF มากที่สุดในโลกคือปีละกว่า 120 ล้านตัน ได้ประสบปัญหาอย่างยาวนานกับเหล็กเส้นคุณภาพต่ำกว่ามาตรฐานจากเตา IF จนในที่สุดรัฐบาลจีนได้สั่งยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นก่อสร้างด้วยเตา IF ทั้งหมดของประเทศจีนในเดือน มิ.ย. 2560

กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.มองว่าถึงแม้ในประเทศไทยมีการแก้ไข มอก. ให้เพิ่มกรรมวิธี IF ดังกล่าวข้างต้นในปี 2559 เพื่อรองรับการลงทุนโรงงานผลิตเหล็กเส้นด้วย IF (เป็นช่วงเวลาประมาณ 1 ปี ก่อนที่ประเทศจีนจะยกเลิกการผลิตเหล็กเส้นด้วยเตา IF อย่างเด็ดขาดในปี 2560) ประเทศไทยจำเป็นต้องศึกษาสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศจีนที่นำไปสู่พัฒนาการยกระดับมาตรฐานคุณภาพเหล็กเส้นของประเทศจีนเพื่อนำข้อดีมาเป็นแบบอย่างในการปรับปรุง มอก. เหล็กเส้นของไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2568 ทำให้ต้องพิจารณาว่ามีสิ่งใดที่มาตรฐานเหล็กเส้นไทยต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เช่นเดียวกับที่ประเทศจีนได้ยกเลิกการผลิตด้วย IF ทั้งยังกำหนดมาตรฐานเหล็กความแข็งแรงสูง สำหรับใช้งานในเขตแผ่นดินไหวขึ้นในมาตรฐานเหล็กเส้นจีนฉบับล่าสุดในปี 2024

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เหล็กไทยชี้แนวทางแก้ “มอก.เหล็กเส้น” ยึดบทเรียนจากจีนยกระดับมาตรฐานให้ปลอดภัยในการใช้งาน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...