“อินเดีย” ดัน “รูปี” สู่สกุลเงินการค้าระหว่างประเทศ ตั้งอัตราแลกเปลี่ยนตรง ลดพึ่งดอลลาร์
"อินเดีย" ดัน "รูปี" สู่สกุลเงินการค้าระหว่างประเทศ ตั้งอัตราแลกเปลี่ยนตรง ลดพึ่งดอลลาร์ ขณะที่อินเดียเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจสู่เป้าหมายการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2590
วันที่ 20 ตุลาคม 2568 เวลา 14.35 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าธนาคารกลางอินเดีย (RBI) กำลังดำเนินมาตรการเชิงรุกเพื่อเปิดทางให้ประเทศคู่ค้าเสรีสามารถชำระเงินระหว่างประเทศด้วย เงินรูปีได้สะดวกยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะช่วยหนุนค่าเงินรูปีให้แข็งแกร่งขึ้นในระยะยาว
แหล่งข่าวใกล้ชิดระบุว่า ขั้นตอนแรกคือการจัดตั้งอัตราอ้างอิงโดยตรงของเงินรูปี (Direct Rupee Rates) กับสกุลเงินของประเทศคู่ค้า โดยไม่ต้องพึ่งการอ้างอิงผ่านสกุลเงินที่สาม เช่น ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะช่วยให้การคำนวณอัตราแลกเปลี่ยนในธุรกรรมระหว่างประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา ธนาคารกลางอินเดียได้ประกาศจัดตั้งอัตราอ้างอิงของเงินรูปีเทียบกับดีแรห์มของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE Dirham) และรูเปียห์ของอินโดนีเซีย (Indonesian Rupiah) เพิ่มเติมจากอัตราที่มีอยู่แล้วกับดอลลาร์สหรัฐ เยนญี่ปุ่น ยูโร และปอนด์อังกฤษ ทั้งนี้ RBI ยังอยู่ระหว่างพัฒนาอัตราอ้างอิงกับประเทศเพื่อนบ้านและมอริเชียสเพิ่มเติม
มาตรการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามของนายกรัฐมนตรี นเรนทรา โมดี (Narendra Modi) ที่ต้องการผลักดันการใช้เงินรูปีในการค้าระหว่างประเทศให้มากขึ้น คล้ายกับแนวทางของจีนและประเทศในเอเชียอื่น ๆ เพราะการใช้สกุลเงินท้องถิ่นจะช่วยลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน ลดต้นทุนของบริษัท ลดความจำเป็นในการถือครองทุนสำรองเงินตราต่างประเทศ และทำให้เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้นต่อแรงกระแทกจากภายนอก
อินเดียมองว่าการมีสกุลเงินที่มีบทบาทระดับโลก เป็นสิ่งสำคัญต่อเป้าหมายในการเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายในปี 2047 โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) คาดว่าอินเดียจะก้าวขึ้นแซงญี่ปุ่นเป็นเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 4 ของโลกในปีนี้ และจะแซงเยอรมนีขึ้นเป็นอันดับ 3 ภายในปี 2570–2571
แหล่งข่าวรายเดิมระบุว่า อินเดียต้องการเห็นระบบการค้าระหว่างประเทศที่ใช้ หลายสกุลเงิน (multi-currency regime) มากกว่าการพึ่งพาเงินดอลลาร์เพียงอย่างเดียว
ขณะนี้เงินรูปีเป็นสกุลเงินที่มีผลงานอ่อนแอที่สุดในเอเชียรองจากเงินรูเปียห์ของอินโดนีเซีย โดยได้รับแรงกดดันจากการไหลออกของเงินลงทุนจากตลาดหุ้นในประเทศ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้สูงสุดเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับภาษีศุลกากรของสหรัฐที่สูงผิดปกติ ทั้งนี้ธนาคารกลางอินเดียได้เข้าซื้อขายในตลาดอย่างเข้มข้น โดยขายเงินดอลลาร์จำนวนมากเพื่อพยุงค่าเงินรูปี
อินเดียมีข้อตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreements: FTA) กับประเทศและกลุ่มเศรษฐกิจมากกว่า 10 แห่ง รวมถึงสหราชอาณาจักร ออสเตรเลีย และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และกำลังเจรจาเพิ่มเติมกับสหรัฐ สหภาพยุโรป เปรู โอมาน และนิวซีแลนด์ นอกจากนี้ยังมีข้อตกลงการค้าที่ให้สิทธิพิเศษ (Preferential Trade Agreements: PTA) อีก 6 ฉบับ และในเดือนมีนาคม 2567 อินเดียได้ลงนามข้อตกลง Trade and Economic Partnership Agreement กับกลุ่มประเทศ EFTA (Iceland, Liechtenstein, นอร์เวย์ และสวิตเซอร์แลนด์)
แหล่งข่าวระบุว่าอินเดียได้ผลักดันประเด็นการชำระเงินด้วยเงินรูปี (Rupee Invoicing) ในการเจรจาข้อตกลงการค้าทั้งหมดที่อยู่ระหว่างดำเนินการ
อย่างไรก็ตามรัฐบาลนิวเดลีต้องเดินเกมอย่างระมัดระวัง เพราะไม่ต้องการให้มาตรการนี้ถูกมองว่าเป็นความพยายามลดบทบาทของเงินดอลลาร์ (de-dollarization) โดยเฉพาะหลังจากที่ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ออกมาโจมตีกลุ่มประเทศ BRICS ว่าพยายามสร้างสกุลเงินร่วมเพื่อลดอิทธิพลของดอลลาร์ ซึ่งอินเดียได้ปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าว
เการา เซน คุปตา หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคาร IDFC FIRST Bank กล่าวว่า “เป้าหมายของรัฐบาลคือการผลักดันให้เงินรูปีสามารถใช้ในการค้าระหว่างประเทศและการเคลื่อนย้ายเงินทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้มีเจตนาเพื่อลดการใช้เงินดอลลาร์”
นับตั้งแต่ปี 2565 ที่อินเดียประกาศเป้าหมายผลักดันการใช้เงินรูปีในต่างประเทศอย่างจริงจัง ธนาคารกลางได้จัดทำรายงาน “Internationalization of the Rupee” ซึ่งเผยแพร่ในปี 2566 โดยเสนอแผนขยายข้อตกลงแลกเปลี่ยนเงินตรา (Currency Swap Arrangements) การทำข้อตกลงการค้าทวิภาคี และการใช้กลไกของ Asian Clearing Union (ACU) สำหรับการชำระเงินในภูมิภาค รวมถึงการเชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศของอินเดียกับประเทศอื่นในระยะสั้น
อย่างไรก็ตามจากข้อมูลล่าสุดของระบบ Swift อินเดียยังไม่ติดอันดับ 20 ประเทศที่ใช้สกุลเงินในการชำระเงินระหว่างประเทศมากที่สุด โดยเงินดอลลาร์ยังคงครองสัดส่วนสูงสุดที่ 46.94% ขณะที่สกุลเงินของตลาดเกิดใหม่ เช่น เปโซเม็กซิโก บาทไทย และริงกิตมาเลเซีย ต่างติดอยู่ใน 20 อันดับแรก
อ้างอิง : bloomberg.com