ชายเจ้าของรถจอดขวางรถพยาบาล แจงไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแลแม่ ยอมรับขาดสติ
The Bangkok Insight
อัพเดต 19 ต.ค. 2568 เวลา 10.42 น. • เผยแพร่ 19 ต.ค. 2568 เวลา 10.42 น. • The Bangkok Insightชายเจ้าของรถกระบะ จอดขวางรถพยาบาล แจงไม่มีเจ้าหน้าที่ดูแล ต้องเข็นแม่เข้าห้องฉุกเฉินเอง แต่ยอมรับขาดสติ
กรณี เพจของ โรงพยาบาลปลายพระยา จ.กระบี่ โพสต์เรื่องราวของผู้ป่วยรายหนึ่งที่เสียชีวิตลง เนื่องจากไม่สามารถเคลื่อนย้ายขึ้นรถฉุกเฉินของโรงพยาบาลเพื่อส่งต่อไปรักษาที่ รพ.กระบี่ เพราะมีรถกระบะจอดปิดทางเคลื่อนย้ายผู้ป่วย กลายเป็นกระแสที่สังคมให้ความสนใจ
ผู้สื่อข่าวติดต่อไปที่ ชายเจ้าของรถกระบะคันดังกล่าว ชี้แจงทางโทรศัพท์ว่า วันเกิดเหตุ ตนเองพาแม่ วัย 69 ปี มีอาการป่วยด้วยโรคกรดไหลย้อน ทำให้จุกแน่นหายใจไม่ออก ไปโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด ก็คือโรงพยาบาลปลายพระยา ตอนที่ตนไปจอดรถส่งแม่ ก็ไม่มี จนท.ของโรงพยาบาลมารับตัว ตนจึงต้องให้ภรรยาไปเอารถเข็น และช่วยกันเข็นแม่เข้าไปในห้องฉุกเฉิน เพราะแม่มีอาการอ่อนแรง ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้ ตอนนั้นตนเองก็ไม่ทราบว่ารถฉุกเฉินที่จอดอยู่ เพิ่งเข้ามาจอดหรือเตรียมจะออกกันแน่ และไม่รู้ด้วยว่า มีผู้ป่วยฉุกเฉินรอขึ้นรถฉุกเฉิน ภรรยาต้องไปติดต่อทำประวัติกับพยาบาล ตนจึงต้องเข็นแม่ไปขึ้นเตียงในห้องฉุกเฉิน ช่วงนั้นไม่มี จนท.เข้ามาดูแล ตนจึงต้องเรียกให้ จนท.เข้ามาดูแลแม่ด้วย เป็นจังหวะที่ จนท.มาบอกให้ตนไปเลื่อนรถ แต่ไม่ได้บอกว่า มีผู้ป่วยวิกฤติรอขึ้นรถฉุกเฉินอยู่ ตนเลยบอกกับ จนท.ว่า ตนขอพาแม่ขึ้นเตียงผู้ป่วยก่อน แล้วจะไปขยับรถให้ ตอนนั้นหากมี จนท.มารับแม่ของตนไปขึ้นเตียงผู้ป่วย แล้วบอกตนว่าให้ตนไปขยับรถให้ผู้ป่วยอีกรายหนึ่งก่อน มันก็คงไม่เกิดปัญหานี้ขึ้นมา
ตนจึงหันไปบ่นต่อว่ากับ จนท.ว่า ทำไมถึงไม่แบ่งคนดูแล จากนั้นตนก็เดินออกจากห้องเพื่อจะไปเลื่อนรถให้ แต่ตนก็ไม่เห็นผู้ป่วยฉุกเฉินดังกล่าวแล้ว ก็เข้าใจว่า จนท.น่าจะพาขึ้นรถฉุกเฉินไปแล้ว จังหวะที่เดินออกมา ตนก็เห็นลูกสาวของผู้ป่วยคนดังกล่าว มาพูดกับตนว่า ให้ช่วยเลื่อนรถให้ ตนก็เดินออกมาจะเลื่อนรถ แต่ก็เห็นว่ารถฉุกเฉินเคลื่อนตัวออกไปแล้ว
ทางญาติของผู้ป่วยรายดังกล่าวก็มายืนต่อว่าภรรยาตน ตนก็ต้องพูดคุยเพื่ออธิบายว่า แม่ของตนก็อาการหนักเหมือนกัน เพราะหายใจไม่ออก หลังจากนั้นตนเองก็ไม่ทราบจริงๆ ว่า ผู้ป่วยรายดังกล่าวจะไปเสียชีวิตตรงไหน
ตามคำแถลงของโรงพยาบาล ก็ไม่ได้ระบุว่าผู้ป่วยไปเสียชีวิตที่ไหน อย่างไร เวลาไหน รวมถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด
ทางโรงพยาบาลก็ไม่ได้อธิบายให้เข้าใจทั้งหมด มีเพียงภาพบางส่วน ที่ทำให้เห็นว่าตนขัดขวาง จนท. รวมถึงตอนที่ลูกสาวผู้ตายมานั่งอ้อนวอนขอให้ตนไปขยับรถ ตอนนั้นตนเองก็กำลังจะเดินไปขยับรถให้อยู่ แต่ทางโรงพยาบาลไม่สื่อสารให้เห็นทั้งหมด ทำให้คนเข้าใจว่าเป็นการกราบอ้อนวอนขอ ซึ่งตนเองก็ไม่ได้โต้เถียงอะไรกับลูกสาวผู้ตายเลย
อย่างไรก็ตาม หลังเกิดเรื่อง ตนเองก็เตรียมส่งเงินชดเชยส่วนหนึ่งจากบริษัทที่ทำงาน ไปให้กับญาติผู้เสียชีวิต ส่วนตัวของตนเองก็ถูกบริษัทเลิกจ้างไปแล้ว ต้องกลายเป็นคนตกงาน ค่าชดเชยจากบริษัทตนเองก็ไม่ได้ ส่วนภรรยาก็ต้องรอออกจากงานสิ้นปีเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ตนเข้าใจที่กระแสสังคมมารุมด่าว่า และไม่โกรธผู้คนในโซเชียล เพราะเข้าใจว่าเขาได้รับข้อมูลเพียงด้านเดียว สังคมไม่ได้รู้ว่าก่อนหน้านั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่หากย้อนเวลากลับไปได้ ตนเองก็คงจะไม่ปะทะกับ จนท.แบบนี้ ยอมรับว่าตนเองก็ขาดสติไป นั่นเพราะตนเหลือแม่เพียงคนเดียว
ส่วนที่โรงพยาบาลกับญาติผู้เสียชีวิต จะดำเนินคดีกับตน ก็ต้องว่ากันไปตามกระบวนการ เพราะเขาเสียชีวิตไปแล้ว มันก็เป็นเรื่องของคดีอาญา แต่จะให้ตนติดต่อหาญาติผู้เสียชีวิตตอนนี้ ตนคงยังไม่ติดต่อ เพราะตอนนี้มันยังเป็นกระแส และญาติผู้เสียชีวิตคงยังทำใจไม่ได้ อาจต้องรอให้เสร็จเรื่องงานศพไปก่อน จึงจะติดต่อไปพูดคุยกันอีกที
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในส่วนของการเตรียมแจ้งความดำเนินคดีของทาง รพ.ปลายพระยา เบื้องต้น นิติกรของโรงพยาบาล มองว่ากรณีดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดในหลายข้อหา เช่น ดูหมิ่นเจ้าพนักงานขณะปฎิบัติหน้าที่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 136 , ข้อหาต่อสู้ขัดขวางเจ้าหน้าที่ขณะปฎิบัติงาน มาตรา 138 , ข้อหาฆ่าผู้อื่น มาตรา 288 และข้อหากระทำการโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย มาตรา 291 นอกจากนี้ หากมีความผิดตาม พ.ร.บ.อื่น ก็จะดำเนินการทั้งหมด
อ่านข่าวเพิ่มเติม
- สุดสะเทือนใจ! กระบะขวางรถพยาบาล ทำ จนท.เคลื่อนย้ายผู้ป่วยช้า สุดท้ายเสียชีวิต
- พยากรณ์อากาศวันนี้ 18 ต.ค. เตือนใต้ฝนหนัก แนะระวังน้ำท่วมฉับพลัน
- สปสช. เร่งเคลียร์หนี้ ค่ารักษาสิทธิบัตรทอง โรงพยาบาลมงกุฎวัฒนะ
ติดตามเราได้ที่