“บริษัทยักษ์น้ำมันสหรัฐ” เลิกจ้างแล้วกว่า 4,000 คน หลังราคาน้ำมันร่วง–ภาษีสูง–ควบรวมกิจการ
“บริษัทยักษ์น้ำมันสหรัฐ" เผชิญวิกฤตการจ้างงาน สูญเสียแล้วกว่า 4,000 ตำแหน่งในปีนี้ ท่ามกลางเสียงวิจารณ์นโยบายทรัมป์ที่ถูกมองว่าสอดคล้องกับ OPEC+ และบั่นทอนผู้ผลิตภายในประเทศ
วันที่ 1 ตุลาคม 2568 เวลา 01.36 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่า บริษัทน้ำมันสหรัฐกำลังปรับลดตำแหน่งงานนับพันคน ตอบสนองต่อราคาน้ำมันดิบที่ตกต่ำ ภาษีที่สูงขึ้น และการควบรวมกิจการที่ถาโถมในอุตสาหกรรม
สำนักสถิติแรงงานสหรัฐระบุว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ เคยกล่าวว่าจะนำความรุ่งเรืองมาสู่อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซเมื่อเข้ารับตำแหน่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา แต่แทนที่จะเป็นเช่นนั้น อุตสาหกรรมกลับสูญเสียตำแหน่งงานไปแล้ว 4,000 ตำแหน่งภายในเดือนสิงหาคม
โดยการเลิกจ้างงานเกิดขึ้นในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบสหรัฐร่วงลง 13% ตั้งแต่ต้นปี เนื่องจากสมาชิก OPEC+ เร่งเพิ่มอุปทานเข้าสู่ตลาดโลก ราคาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ซื้อขายต่ำกว่า 63 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันอังคาร ต่ำกว่าระดับคุ้มทุนที่ผู้ผลิตน้ำมันดิบจากชั้นหินดินดาน (shale) ในเท็กซัสจำเป็นต้องใช้เพื่อให้ขุดเจาะบ่อใหม่มีกำไร
บริษัทยักษ์ใหญ่ด้านน้ำมัน 3 แห่งของสหรัฐ ได้แก่ เอ็กซอน โมบิล, เชฟรอน และโคโนโคฟิลลิปส์ ต่างประกาศแผนลดงานในปี 2568 หลังจากเข้าซื้อกิจการครั้งใหญ่ต่อเนื่องตลอด 2 ปีที่ผ่านมาเพื่อปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม
- เอ็กซอน จะเลิกจ้าง 2,000 ตำแหน่ง ภายใต้แผนปรับโครงสร้าง
- เชฟรอน ประกาศในเดือนกุมภาพันธ์ว่าจะลดพนักงานสูงสุด 20% ภายในปี 2569
- โคโนโคฟิลลิปส์ ระบุเมื่อต้นเดือนนี้ว่าจะลดพนักงานสูงสุดถึง 25%
ขณะเดียวกันภาคพลังงานโดยรวมเลิกจ้างไปแล้ว 9,000 ตำแหน่งภายในเดือนสิงหาคมปีนี้ เพิ่มขึ้นราว 30% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2024 ตามข้อมูลจากบริษัท Challenger, Gray and Christmas
ทั้งนี้การจ้างงานใหม่เกือบหยุดชะงัก โดยปีนี้บริษัทพลังงานมีแผนรับเพียงราว 1,000 ตำแหน่ง ลดลงกว่า 90% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ที่เคยเปิดกว่า 12,000 ตำแหน่ง
ผู้บริหารด้าน shale oil วิจารณ์การผลักดันของทรัมป์ให้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำ ในขณะที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้าเหล็ก เตือนว่านโยบายนี้จะนำไปสู่การสูญเสียงาน
ผู้บริหารรายหนึ่งกล่าวในการสำรวจรายไตรมาสของธนาคารกลางสหรัฐ สาขาดัลลัส ว่า “รัฐบาลกำลังผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่ 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แต่ด้วยภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กท่อจากต่างประเทศทำให้ต้นทุนสูงขึ้น การขุดเจาะก็จะหายไป …อุตสาหกรรมน้ำมันกำลังจะสูญเสียพนักงานที่มีค่าอีกครั้ง”
ผู้บริหารอีกคนหนึ่งกล่าวว่ารัฐบาลกำลังดำเนินนโยบายที่สอดคล้องกับ OPEC+ ซึ่งทำลายผลประโยชน์ของผู้ผลิตสหรัฐ
“แทนที่จะสนับสนุนการผลิตในประเทศ รัฐบาลกลับสอดประสานกับ OPEC ใช้กลยุทธ์ด้านอุปทานกดราคาต่ำกว่าระดับคุ้มทุน ตัดขาอุตสาหกรรมน้ำมันสหรัฐ”
ผู้บริหารรายเดียวกันยังชี้ว่าบริษัทยักษ์ใหญ่กำลังผลักดันให้ผู้ประกอบการอิสระที่เคยสร้างการปฏิวัติ shale ต้องถอยออกไป เพราะการควบรวมกิจการ เช่น เอ็กซอนซื้อ Pioneer Natural Resources มูลค่า 60,000 ล้านดอลลาร์, เชฟรอนซื้อ Hess มูลค่า 53,000 ล้านดอลลาร์ และโคโนโคซื้อ Marathon Oil มูลค่า 17,000 ล้านดอลลาร์
“แทนที่จะเป็นผู้ประกอบการผู้บุกเบิก ตอนนี้เหลือเพียงบริษัทยักษ์ใหญ่ไม่กี่รายที่ครอบงำ แต่ต้องแลกกับการสูญเสียงานมหาศาลและการทำลายวัฒนธรรมการริเริ่มและเสี่ยงซึ่งเคยทำให้อุตสาหกรรมน้ำมัน shale ของสหรัฐยิ่งใหญ่”
โฆษกทำเนียบขาวกล่าวว่าทรัมป์กำลังยกเลิกกฎระเบียบที่เป็นภาระซึ่งทำลายอุตสาหกรรม และยกเครดิตให้กับนโยบายของประธานาธิบดีที่ทำให้การผลิตน้ำมันในเดือนมิถุนายนอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขณะที่รัฐมนตรีพลังงาน คริส ไรต์ โต้แย้งว่ารัฐบาลกำลังทำให้การขุดเจาะถูกลงด้วยการลดขั้นตอนราชการ
อ้างอิง : cnbc.com