อะไรที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
อะไรที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเหนือพรรคก๊กมินตั๋งหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ถือเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์โลก ไม่เพียงแค่การสถาปนาสาธารณรัฐประชาชนจีนใน พ.ศ.2492 เท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนดุลอำนาจในเอเชียตะวันออก และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อระเบียบโลกสงครามเย็นทั้งหมด คำถามที่นักประวัติศาสตร์ นักรัฐศาสตร์และนักการทหารถกเถียงกันมาตลอดก็คือ : ทำไมพรรคคอมมิวนิสต์จีนซึ่งเป็นพรรคเล็กๆ ในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จึงสามารถโค่นล้มพรรคก๊กมินตั๋งที่ได้รับการยอมรับจากโลกตะวันตกและครอบครองกองทัพที่ใหญ่กว่าหลายเท่านักได้?
การตอบคำถามนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยเหตุผลเดียว แต่เป็นผลรวมของปัจจัยทางการเมือง การทหาร เศรษฐกิจ และสังคม ที่บรรจบกันอย่างลงตัวโดยเริ่มจากภูมิหลังของพรรคก๊กมินตั๋ง กับพรรคคอมมิวนิสต์จีน เพื่อความเข้าใจบริบทความเป็นมาของจุดเริ่มต้นที่แตกต่างกันเสีย คือ พรรคก๊กมินตั๋งภายใต้การนำของจอมพลเจียงไคเช็ก ได้รับมรดกจาก ดร.ซุนยัตเซ็น และการปฏิวัติซินไฮ่ พ.ศ.2454 สถาปนาตนเองเป็นผู้กอบกู้ชาติจีน ต่อต้านจักรวรรดินิยม และสร้างจีนสมัยใหม่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป พรรคก๊กมินตั๋งกลับสูญเสียความชอบธรรมเพราะการปกครองที่เต็มไปด้วยการคอร์รัปชั่น เน้นอภิสิทธิ์ของชนชั้นนำ และไม่สามารถแก้ปัญหาชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศได้
ตรงกันข้ามกับพรรคคอมมิวนิสต์จีน แม้เริ่มจากกลุ่มปัญญาชนหัวก้าวหน้าเพียงไม่กี่สิบคน แต่หลังการเดินทัพทางไกล (Long March พ.ศ.2477-2478) ภายใต้การนำของเหมาเจ๋อตง ได้เปลี่ยนจากพรรคเมืองเป็นพรรคของชนบท ยึดโยงกับชาวนา สร้างฐานที่มั่นในเมืองเหยียนอาน และก่อรูปเป็นพรรคปฏิวัติของประชาชน
เมื่อญี่ปุ่นบุกจีนที่สะพานมาร์โค โปโล เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ.2480 ที่บริเวณใกล้กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งเป็นการสู้รบระหว่างกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นจากแคว้นแมนจูเรียและกองทัพจีน เหตุการณ์นี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นของสงครามจีน-ญี่ปุ่นครั้งที่ 2 และถูกมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการปะทะที่นำไปสู่สงครามโลกครั้งที่ 2 ในภูมิภาคเอเชีย พรรคก๊กมินตั๋งแม้เป็นรัฐบาลกลาง แต่กลับไร้ประสิทธิภาพในการรบ ญี่ปุ่นเข้ายึดเมืองสำคัญอย่างนานจิง เซี่ยงไฮ้ และอู๋ฮั่นได้อย่างง่ายดาย การสังหารหมู่นานจิงยิ่งบ่อนทำลายความเชื่อมั่นในรัฐบาล ที่ร้ายไปกว่านั้นเมื่อเจียงไคเช็กผู้นำพรรคก๊กมินตั๋งเห็นว่าไม่มีทางหยุดยั้งการบุกทะลวงของญี่ปุ่นได้ จึงตัดสินใจใช้กลยุทธ์ทำลายตัวเองเพื่อสกัดศัตรู ด้วยการสั่งระเบิดเขื่อนกั้นแม่น้ำเหลืองที่มณฑลเหอหนานในเดือนมิถุนายน พ.ศ.2481 น้ำทะเลหลากถาโถมเข้าท่วมที่ราบภาคกลางกินพื้นที่หลายมณฑล ผลลัพธ์คือ มหาอุทกภัยครั้งประวัติศาสตร์ มีผู้เสียชีวิตร่วมล้านคนและคนจีนอีกกว่า 12 ล้านคนต้องสิ้นเนื้อประดาตัว ทำให้บรรดาคนจีนผู้ยากจนที่อาศัยอยู่บริเวณลุ่มแม่น้ำเหลืองของจีนหันมาสนับสนุนพรรคคอมมิวนิสต์จีนกันอย่างล้นหลาม อนึ่งการรบแบบกองโจรของพรรคคอมมิวนิสต์จีนที่ได้ผลในพื้นที่ชนบทแม้ในทางตัวเลขทางพรรคก๊กมินตั๋งจะมีกำลังเหนือกว่าอย่างมหาศาล แต่พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ยุทธวิธีกองโจรและการสร้างแนวร่วมกับชาวนา ทำให้สามารถขยายพลังได้เรื่อยๆ จนเมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุด พรรคคอมมิวนิสต์กลับเป็นฝ่ายมีพลังและบารมีเพิ่มขึ้น ในขณะที่ทางพรรคก๊กมินตั๋งอ่อนแอลงเพราะการทุจริต คอร์รัปชั่นและสูญเสียความศรัทธาของประชาชนจากการพิมพ์ธนบัตรจำนวนมโหฬารก่อให้เกิดเงินเฟ้อครั้งประวัติศาสตร์เลยทีเดียว
ในทางกลับกัน พรรคคอมมิวนิสต์จีนใช้ยุทธศาสตร์สงครามประชาชน กองโจรตามชนบท คอยก่อกวนและทำลายเส้นทางลำเลียงของญี่ปุ่น ทำให้ภาพลักษณ์ พรรคคอมมิวนิสต์จีนจึงกลายเป็นผู้ต้านญี่ปุ่นตัวจริงในสายตาของชาวนา ชื่อเสียงเช่นนี้เป็นทุนทางการเมืองที่สำคัญมากหลังสงคราม
เมื่อญี่ปุ่นแพ้สงครามใน พ.ศ.2488 สหภาพโซเวียตยกกองทัพเข้ายึดแมนจูเรีย และทำการปลดอาวุธกองทัพกวนตงของญี่ปุ่น จากนั้นส่งมอบอาวุธ ยานเกราะ และฐานทัพจำนวนมากให้แก่พรรคคอมมิวนิสต์จีน รวมทั้งโรงงานผลิตอาวุธที่ญี่ปุ่นสร้างไว้ในแมนจูเรียอีกด้วย การได้อาวุธญี่ปุ่นเหล่านี้ทำให้กองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเปลี่ยนจากกองโจรที่ถือปืนไรเฟิลโบราณ กลายเป็นกองทัพที่มียุทโธปกรณ์ทันสมัยพอจะสู้รบกับกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋งที่มีสหรัฐอเมริกาสนับสนุนได้ในแบบสงครามแบบเผชิญหน้า แทนที่จะเป็นสงครามแบบกองโจรเหมือนอย่างเคย กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ยุทโธปกรณ์ของกองทัพญี่ปุ่นในแมนจูเรียมาเป็นฐานเริ่มต้น ขณะที่ทางพรรคก๊กมินตั๋งแม้ได้รับเงินและอาวุธจากสหรัฐ แต่ความอ่อนแอภายในและคอร์รัปชั่นกลับทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ มิหนำซ้ำภายใต้การปกครองของพรรคก๊กมินตั๋งยังได้พิมพ์ธนบัตรออกมาอย่างมโหฬารทำให้เงินเฟ้ออย่างรุนแรงหลังสงคราม กระทบชาวเมืองและชนชั้นกลาง ทำให้ศรัทธาต่อรัฐบาลหายไป ในขณะที่พรรคคอมมิวนิสต์จีนมีนโยบายชัดเจนเรื่องปฏิรูปที่ดิน คือการยึดที่ดินจากเจ้าที่ดินมาจัดสรรใหม่ให้ชาวนา แม้กระบวนการนี้บางครั้งรุนแรงถึงขั้นประหารเจ้าที่ดิน แต่สำหรับชาวนาหลายร้อยล้านคน นี่คือความยุติธรรมและการปลดปล่อยนโยบายนี้ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนไม่เพียงแต่ได้กำลังทหารจากชาวนา แต่ยังได้หัวใจของชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศอันเป็นฐานมวลชนที่แท้จริง พรรคก๊กมินตั๋งไม่เคยมีนโยบายลักษณะนี้ และนี่คือช่องว่างสำคัญที่ตัดสินผลสงคราม
นอกจากนี้ เหมาเจ๋อตงพัฒนาแนวคิด “สงครามประชาชน” โดยเน้นการล้อมเมืองด้วยชนบทโดยใช้ฐานที่มั่นชนบทค่อยๆ ขยายวงล้อมเมืองและทำสงครามระยะยาวโดยไม่หวังชนะในศึกเดียว แต่ใช้สงครามยืดเยื้อ ทำลายขวัญกำลังใจศัตรูและกองโจรสลับกองทัพประจำการด้วยการพัฒนากองโจรขึ้นเป็นกองทัพประจำการได้เมื่อถึงเวลามีอาวุธยุทโธปกรณ์พร้อมเพรียง ซึ่งยุทธศาสตร์นี้ตรงกันข้ามกับยุทธศาสตร์ของทางพรรคก๊กมินตั๋งที่เน้นการยึดเมืองใหญ่และเส้นทางรถไฟ แต่ไม่เคยสามารถควบคุมชนบทที่กว้างใหญ่ได้
ในระหว่าง พ.ศ.2491-02492 พรรคคอมมิวนิสต์จีนเปิดการรบใหญ่ในสามสมรภูมิ คือ เหลียวเซิน, หวยไห่ และผิงจิน ผลคือกองทัพของพรรคก๊กมินตั๋งสูญเสียกำลังหลักไปเกือบหมด กองทัพของพรรคคอมมิวนิสต์จีนค่อยๆ เข้ายึดเมืองใหญ่ทั้งหลายอย่างรวดเร็ว และในที่สุดเจียงไคเช็กต้องถอยไปไต้หวันใน พ.ศ.2492
สำหรับชัยชนะของพรรคคอมมิวนิสต์จีน จึงมิใช่เพียงเพราะสหภาพโซเวียตหนุน หรือพรรคก๊กมินตั๋งอ่อนแอเพียงอย่างเดียว แต่คือการผสมผสานของหลายปัจจัย คือ
1.พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้ฐานมวลชนจากชาวนา ด้วยนโยบายปฏิรูปที่ดินและภาพลักษณ์ต่อต้านญี่ปุ่น
2.พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้อาวุธและพื้นที่ยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นจากสหภาพโซเวียตหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
3.พรรคก๊กมินตั๋งสูญเสียความชอบธรรมจากคอร์รัปชั่นและเศรษฐกิจพัง
4.ยุทธศาสตร์ทหารของเหมาเจ๋อตงเหนือกว่าการทหารเชิงปริมาณของเจียงไคเช็ก
กล่าวอีกอย่างคือ พรรคคอมมิวนิสต์จีน ชนะเพราะเข้าใจหัวใจของประชาชน ขณะที่พรรคก๊กมินตั๋ง แพ้เพราะทอดทิ้งประชาชนเท่านั้นเอง
โกวิท วงศ์สุรวัฒน์
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : อะไรที่ทำให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนได้รับชัยชนะในสงครามกลางเมืองหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th