โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หมูสายพันธุ์ต่างชาติ? ที่นำเข้าในไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 03 ก.พ. 2566 เวลา 05.25 น. • เผยแพร่ 03 ก.พ. 2566 เวลา 05.25 น.
ฟาร์มเลี้ยงหมู (ภาพจาก ห้องสมุดภาพมติชน)

การเลี้ยง “หมู” ในอดีตของไทย เป็นการเลี้ยงแบบปล่อยตามบ้าน โดยใช้เศษอาหาร, เศษผัก และหยวกกล้วย เป็นต้น หรือเลี้ยงเพื่อให้มันช่วยกำจัดอาหารเหลือกินจากครัวเรือน ซึ่งส่วนใหญ่ หมู ที่เลี้ยงจะเป็นเพศเมีย เพราะสามารถให้ลูกไว้เลี้ยงต่อไปได้อีก โดยหมูที่เลี้ยงมักจะเป็นพันธุ์พื้นเมืองที่แตกต่างกันไปในแต่ภูมิภาค

ตัวอย่างเช่น ภาคเหนือ หมูที่เลี้ยงมักเป็นพันธุ์ควาย บ้างเรียกว่า หมูตาขาว เพราะมีสีขาวรอบๆ ขอบตา เป็นหมูที่ลำตัวและโครงใหญ่ อาจมีน้ำหนักถึง 160-180 กิโลกรัม ภาคอีสานตอนล่างเลี้ยง “หมูราด” หรือ “หมูกระโดน” ที่มีขนาดเล็ก ตัวหนึ่งมีน้ำหนักประมาณ 60-70 กิโลกรัม หาอาหารเองได้เก่ง กระดูกเล็ก เนื้อแน่น ส่วนภาคกลาง, ภาคตะวันออก, ภาคตะวันตก และภาคใต้ ส่วนใหญ่เลี้ยงหมูพันธุ์ไหหลำ ซึ่งมีลักษณะที่สันนิษฐานว่า เป็นสายพันธุ์จากประเทศจีน เป็นต้น

แต่หมูพื้นเมืองก็เจริญเติบโตช้า ต้องใช้เวลาเลี้ยงนานกว่าจะขายหรือนำมาบริโภคได้ จึงมีการนำเข้าพันธุ์จากต่างประเทศ

ในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว มีผู้นำหมูจากประเทศอังกฤษ 2 สายพันธุ์ เข้ามาเลี้ยงในประเทศไทยได้แก่ พันธุ์ลาร์จแบล็ค (Large Black) และพันธุ์เอสเสก (Essex) ถึง พ.ศ. 2461 หมูทั้ง 2 สายพันธุ์ ได้นำไปเลี้ยงที่โรงเรียนเกษตรกรรมนครปฐม แต่ก็สูญพันธุ์ไปในที่สุด

พ.ศ. 2482 พระนรราชจำนงและคณะทูต นำเข้าพันธุ์หมูจากประเทศออสเตรเลีย และนำไปเลี้ยงที่สถานีกสิกรรมแม่โจ้ จังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ พันธุ์เบอร์กเชียร์ (Berkshire), ลาร์จไวท์ (Large White), มิดเดิลไวท์ (Middle White) และพันธุ์แทมเวอร์ท (Tam Worth) เมื่อมีการจัดตั้งสถานีเกษตรกรรมกลางบางเขน จึงได้ถูกแบ่งมาเลี้ยงที่สถานีเกษตรกรรมกลางบางเขน แต่ได้สูญพันธุ์ไประหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 พ.ศ. 2492 กองสัตวบาล กรมปศุสัตว์ สั่งซื้อสุกรทั้ง 4 สายพันธุ์ดังกล่าว จากประเทศออสเตรเลีย

พ.ศ. 2497 กรมปศุสัตว์ได้รับความช่วยเหลือขององค์การยูซ่อม (USOM) ได้ส่งเจ้าหน้าที่ของกรมไปซื้อสุกรพันธุ์ดูรอค เจอร์ซี่ (Duroc Jersey) เบอร์กเชียร์ และแฮมเชียร์ (Hampshire) จากประเทศสหรัฐอเมริกา

พ.ศ. 2500 โดยการช่วยเหลือของแผนโคลัมโบ ประเทศไทยได้มีการจัดซื้อหมูพันธุ์ลาร์จไวท์ ซึ่งเป็นหมูที่มีลักษณะการให้เนื้อดี ลำตัวยาว ฯลฯ จากประเทศอังกฤษ

พ.ศ. 2505 กรมปศุสัตว์ให้เจ้าหน้าที่จัดซื้อหมูพันธุ์ดูรอคซึ่งมีลักษณะที่ดี มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อม เพื่อเปลี่ยนสายเลือดจำนวนหนึ่ง ต่อมามีบริษัทเอกชนนำเข้าพันธุ์หมูอีกเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งปัจจุบัน หมูที่นำเข้ามาเลี้ยงส่วนใหญ่มี 4 สายพันธุ์ คือ พันธุ์ลาร์จไวท์ แลนด์เรซ ดูรอค และเพียแตรง

ขณะที่การเลี้ยงหมูก็มีพัฒนาการเป็นลำดับ จากการเลี้ยงแบบปล่อยตามบ้านก็เริ่มขยายเป็นการเลี้ยงแบบการค้า มีการพัฒนาทั้งในด้านพันธุ์, การให้อาหาร และวิธีการจัดการฟาร์ม ฯลฯ สถิติการเลี้ยงหมู พ.ศ. 2560 จากกรมปศุสัตว์ทั้งประเทศมี 10,191,748 ตัว เป็นหมูขุน [หมูพันธ์ หรือหมูพื้นเมืองที่เลี้ยงในระบบเพื่อสร้างเนื้อแดง] 84.44%, หมูพันธุ์ [หมูพันธุ์ต่างๆ จากต่างประเทศ] 9.17% และหมูพื้นเมือง [หมูพันธุ์ท้องถิ่นของไทย] 6.39%

ส่วน 10 จังหวัดที่มีการเลี้ยงหมูมากที่สุดในปี 2560 กรมปศุสัตว์ จัดลำดับไว้ดังนี้ ราชบุรี, ชลบุรี, ลพบุรี, กำแพงเพชร, พัทลุง, นครราชสีมา, เชียงใหม่, กาญจนบุรี, สุพรรณบุรี, ชัยภูมิ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

วรรณพร ทะพิงค์แก. การผลิตสุกร, สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. พ.ศ. 2561

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 5 มกราคม 2565

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...