โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

ไทยติดอันดับ 4 อาเซียน ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ปี 2025 UNDP

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 18 มิ.ย. 2568 เวลา 01.10 น. • เผยแพร่ 18 มิ.ย. 2568 เวลา 08.10 น.

เมื่อวันที่ 18 มิถุนายน 2568 สำนักงานสภานโยบาย การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP) เปิดตัวรายงานการพัฒนามนุษย์ ประจำปี 2025 รวมทั้งเสวนา ในหัวข้อ “เทคโนโลยีของใคร? ทางเลือกของเรา : ทำอย่างไรให้ AI ทำงานเพื่อมนุษย์”

รายงานระบุว่า ดัชนีการพัฒนามนุษย์ (HDI) ทั่วโลกอยู่ในระดับต่ำที่สุดในรอบ 35 ปี ขณะที่ความเหลื่อมล้ำระหว่างประเทศยังคงขยายตัวเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน จึงเป็นจุดสำคัญที่จะต้องสร้างแนวทางใหม่

โดยเน้นบทบาทของปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นพลังขับเคลื่อนการพัฒนาที่สามารถสร้างโอกาสให้กับคนทุกคนอย่างเท่าเทียมและไม่เป็นเหตุในการสร้างให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้นในอนาคต

สำหรับประเทศไทย รายงานระบุว่า อยู่อันดับที่ 76 จาก 193 ประเทศ และเป็นอันดับ 4 ในประเทศอาเซียน รองจากสิงคโปร์ บรูไน และมาเลเซีย โดยชี้ว่าไทยมีจุดแข็งด้านความเท่าเทียมทางเพศ และเป็นผู้นำในอาเซียนด้านการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่คำนึงถึงการพัฒนาอย่างยั่งยืน

ในรายงานยังระบุว่า AI กำลังกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับผลิตภาพ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และขยายโอกาสในภาคส่วนต่าง ๆ เช่น สุขภาพ การศึกษา และสิ่งแวดล้อม

ส่วน 3 เสาหลักที่ UNDP ไทยผลักดัน ได้แก่ 1. AI เพื่อเพิ่มผลิตภาพและความสามารถในการแข่งขัน 2. AI เพื่อความทั่วถึง โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง และ 3. AI เพื่อเสริมสร้างความยืดหยุ่นในระบบเศรษฐกิจและสังคม

นางสาวสุชาดา ซาง แทนทรัพย์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวถึง ระบบการศึกษาในยุค AI ของไทยว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายหลายด้านในการเข้าสู่ AI

โดยเฉพาะปัญหาการขาดแคลนบุคลากรท้องถิ่นที่มีทักษะด้าน AI การพัฒนากฎระเบียบที่ล่าช้า ต้นทุนในการนำ AI ขนาดใหญ่มาใช้ที่ยังไม่คุ้มค่า รวมถึงบริบททางภูมิรัฐศาสตร์ที่การครองเทคโนโลยีเป็นของสหรัฐอเมริกาและจีน ขณะเดียวกันยังมีความกังวลเรื่องการสูญเสียงานจากระบบอัตโนมัติ

ข้อมูลระบุว่าในช่วงปี 2025–2030 กลุ่มอาชีพที่เติบโตเร็วที่สุด ได้แก่ นักวิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ วิศวกร AI และวิศวกรการเรียนรู้ของเครื่องจักร นักพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชัน นักวิเคราะห์ความปลอดภัยทางไซเบอร์ และวิศวกรด้านพลังงานหมุนเวียน

ส่วนอาชีพที่มีแนวโน้มลดลงอย่างรวดเร็ว ได้แก่ พนักงานธนาคาร พนักงานบัญชี คอลเซ็นเตอร์ แคชเชียร์ และพนักงานบริการหน้าร้าน

สำหรับบทบาทของการอุดมศึกษาไทยในยุค AI นั้น นางสาวสุชาดา กล่าวว่า กระทรวง อว. ขับเคลื่อนผ่านกรอบความร่วมมือ 3 ฝ่าย ได้แก่

1. ภาครัฐในฐานะผู้สนับสนุนเชิงนโยบาย

2. ภาคธุรกิจในฐานะผู้กำหนดความต้องการกำลังคน และ

3.สถาบันอุดมศึกษาในฐานะผู้พัฒนาเนื้อหาหลักสูตรให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน

โครงการสำคัญที่ได้รับการผลักดัน ได้แก่ โครงการ Higher Education Sandbox มีตัวอย่างการพัฒนาหลักสูตรวิศวกรรมคอมพิวเตอร์และดิจิทัลเทคโนโลยี ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

โดยออกแบบระบบ Block Course และฝึกงานแทนการเรียนบางวิชา ช่วยให้เรียนจบได้เร็วขึ้น ซึ่งสามารถผลิตกำลังแรงงานที่ตรงความต้องการของภาคเอกชน

นักศึกษาปี 1 จากหลักสูตรดังกล่าว 33% ได้รับการประเมินว่าสามารถทำงานได้ดีกว่านักศึกษาปี 3 จากหลักสูตรปกติ

โครงการ National Credit Bank ระบบสะสมหน่วยกิตจากการเรียนรู้ทั้งในระบบ นอกระบบ และจากประสบการณ์ตรง ซึ่งสอดรับกับแนวคิดที่ต้องการสร้างโอกาสในการเรียนรู้ให้กับประชาชนทุกกลุ่ม รองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตและรับรองสมรรถนะจากการเรียนรู้นอกห้องเรียน

โครงการ GenNX Model โมเดล เป็นการฝึกอบรมเข้มข้นเพื่อเข้าสู่การจ้างงาน โดยเชื่อมคนว่างงานเข้ากับบริษัทที่ต้องการแรงงานคุณภาพ ช่วยแก้ปัญหาการว่างงานเชิงโครงสร้าง

นอกจากนี้ ยังได้จับมือกับบริษัท Microsoft พัฒนาโครงการ"AI for All" เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจด้าน AI ให้แก่คนไทยทุกช่วงวัย ผ่านการจัดทำหลักสูตร การอบรมครู แพลตฟอร์มการเรียนรู้ออนไลน์ และพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อเตรียมความพร้อมของประเทศเข้าสู่โลกแห่งเอไออย่างเท่าเทียมและยั่งยืน

ด้านดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า การขับเคลื่อนประเทศท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน ทั้งเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ และวิกฤตสิ่งแวดล้อม นวัตกรรมเชิงนโยบายจึงเป็นกุญแจสำคัญสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างที่ยั่งยืน

สอวช. ได้เร่งพัฒนากลไกและเครื่องมือนโยบายใหม่ ๆ ตั้งแต่ต้นทางของการออกแบบนโยบายจนถึงการประเมินผล เช่น Design Thinking, Strategic Foresight, Regulatory Sandbox, Policy Accelerator และการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ เพื่อให้ระบบนโยบายตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงได้อย่างคล่องตัว

อีกบทบาทสำคัญคือการผลักดันนวัตกรรมเพื่อพัฒนาประเทศ โดย กระทรวง อว. ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จัดทำยุทธศาสตร์ AI แห่งชาติ (Thailand National AI Strategy 2022–2027)

โดยยึด 5 แกนหลัก ได้แก่ 1. การเตรียมความพร้อมด้านจริยธรรม กฎหมาย และกฎระเบียบ 2. การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเอไออย่างยั่งยืน 3. การพัฒนาทุนมนุษย์และการศึกษาด้าน AI 4. การส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยี AI 5. การผลักดันการประยุกต์ใช้เอไอในทุกภาคส่วน

ดร.สุรชัย ยังได้กล่าวย้ำว่า ความสำเร็จของยุทธศาสตร์ AI ต้องเกิดจากความร่วมมือแบบบูรณาการ ระหว่างหน่วยงานรัฐทุกระดับ การแบ่งปันข้อมูลอย่างปลอดภัย การประสานทรัพยากรและองค์ความรู้เพื่อสร้างบริการสาธารณะอัจฉริยะที่เข้าถึงคนไทยทุกคนอย่างเท่าเทียม

เพื่อให้ AI กลายเป็นพลังแห่งการเติบโตอย่างทั่วถึงและเป็นธรรมของประเทศไทยในอนาคต

ขณะที่ ศ.ดร.สุรินทร์ คำฝอย รองผู้อำนวยการ สอวช. ร่วมการเสวนา “ทางเลือกของประเทศไทย: ใช้ AI ขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่มนุษย์เป็นศูนย์กลาง” โดยกล่าวว่า ประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาใหญ่ด้านการศึกษา ทั้งจากจำนวนประชากรวัยเรียนที่ลดลง ตลอดจนอัตราการศึกษาต่อในระดับมัธยมและอุดมศึกษาที่ลดลงอย่างต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

จุดอ่อนหลักคือ จำนวนปีเฉลี่ยของการศึกษาในประเทศไทยยังคงอยู่ที่เพียง 9 ปี ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่มี HDI ในระดับสูงมาก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนที่ต้องเร่งแก้ไข

เพื่อรับมือกับความท้าทายนี้ สอวช. ได้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งสำนักงานปลัดกระทรวง อว. และ ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) เร่งขับเคลื่อนการนำเทคโนโลยี AI มาช่วยนักศึกษาในทุก ๆ ช่วงของการอุดมศึกษา ตั้งแต่

1. การสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย พัฒนาระบบ MyTCAS ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่ใช้ AI จับคู่นักเรียนกับสาขาวิชาที่เหมาะสมตามความถนัด ตั้งแต่ขั้นตอนสมัครจนถึงการยืนยันสิทธิ์เข้าศึกษา

2. ตรวจสอบรับรองหลักสูตรด้วย AI ผ่านระบบ CISA ช่วยลดระยะเวลาอนุมัติจาก 120 วันเหลือเพียง 30 วัน ส่งผลให้หน่วยงานสามารถปล่อยกู้เพื่อการศึกษาได้รวดเร็วยิ่งขึ้น และ

3. การแนะแนวอาชีพแบบเฉพาะบุคคลทั้งในระหว่างการศึกษาและหลังจบการศึกษา โดยใช้แบบทดสอบวิเคราะห์ความถนัด และเชื่อมโยงกับทักษะที่ตลาดแรงงานต้องการ (Skill Mapping) เพื่อสร้างเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและแม่นยำ ตลอดจนสนับสนุนการออกแบบหลักสูตรใหม่ให้สอดรับกับตลาดงาน

สอวช. ยังได้ร่วมพัฒนาเชิงนโยบายโดยใช้ AI เพื่อจัดกลุ่มหลักสูตร เช่น STEM และ Non-STEM ในการให้ทุนการศึกษา รวมทั้งประเมินและแนะนำหลักสูตรคุณภาพเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต

พร้อมทั้งพัฒนาระบบจับคู่ทักษะที่เชื่อมโยงช่องว่างด้านทักษะกับความต้องการของนายจ้างแบบเรียลไทม์ผ่านแพลตฟอร์มSTEMPlus

“เป้าหมายของเราคือ การใช้ AI เพื่อยกระดับประสิทธิภาพทางการศึกษา โดยไม่ละทิ้งความเป็นมนุษย์ ต้องยึดหลักมนุษยธรรม ให้เทคโนโลยีเข้ามาเสริมศักยภาพ ไม่ใช่แทนที่คน และเปิดโอกาสให้เยาวชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง ได้เข้าถึงการศึกษาในระดับสูง พร้อมปรับรูปแบบการเรียนรู้ให้ยืดหยุ่นและสอดคล้องกับอาชีพในอนาคต” ศ.ดร.สุรินทร์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...