โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

วิวัฒนาการของ ‘แวมไพร์’ จากผีร้ายในตำนานกลายเป็นหนุ่มรูปงามได้ยังไง?

Dek-D.com

เผยแพร่ 12 มิ.ย. 2568 เวลา 09.00 น. • DEK-D.com
แวมไพร์จากผี-สัตว์ประหลาดในตำนานเนี้ยเขากลายเป็นหนุ่มสาวรูปงามไปได้ยังไงกัน??” ทำไมถึงได้รับความนิยม

วิวัฒนาการของ ‘แวมไพร์’

จากผีร้ายในตำนานกลายเป็นหนุ่มรูปงามได้ยังไง?

สวัสดีครับเพื่อนๆ นักอ่านนักเขียนเด็กดีทุกคน ไม่นานนี้ผมได้มีโอกาสได้ดูหนังเงียบเรื่อง Nosferatuปี 1922 รวมกับว่าช่วงนี้ไม่รู้อย่างไร ผมเห็นหนัง-นิยาย-มังงะแนวแวมไพร์ผุดขึ้นมาให้เห็นบ่อยขึ้น… จริงๆ เรื่องที่ผมตามอยู่ก็ไม่ใช่ของมาใหม่สักเท่าไรหรอก ใช้คำว่าผมเพิ่งมาตามดีกว่า(ขำ)

ไม่ว่าจะเป็นแอนิเมชั่นCastlevania : Nocturne, มังงะ บันทึกแวมไพร์วานิทัส, หรือแม้แต่นิยาย Twilight ที่ผมกำลังโดนเพื่อนป้ายยาอยู่… คือผมค่อนข้างเป็นแฟนหนังสยองขวัญแนวสัตว์ประหลาดน่ะครับ แล้วก็มองว่า ‘แวมไพร์’ ถูกจัดหมวดหมู่ในประเภท ‘มอนสเตอร์’นะ แต่ส่วนใหญ่เลยในหลายๆ เรื่องที่ผมติดตามอยู่และของเพื่อนๆ หลายๆ คนเขาก็มี ‘แวมไพร์ที่หล่อ ที่สวย’กันทั้งนั้น แบบนี้จะเป็น ‘มอนสเตอร์’ ไปได้ยังไง…?

ผมเลยเกิดสงสัยครับว่า “เอ… แวมไพร์จากผี-สัตว์ประหลาดในตำนานเนี่ยเขากลายเป็นหนุ่มสาวรูปงามไปได้ยังไงกัน??” ทำไมถึงได้รับความนิยม ผมจึงจะถือโอกาสไปค้นเรื่องราวดูและมาเล่าให้ฟังกัน

แวมไพร์มีหลายตำนาน หลายวัฒนธรรม และหลายหน้าตา!

ตำนานของแวมไพร์มีจุดกำเนิดที่ไม่ชัดเจน รู้เพียงแค่มีมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย จนถึงกรีกโบราณ ถูกบันทึกว่าเป็นหนึ่งในสัตว์ประหลาดในเทพนิยายและอาจจะมีตัวตนในหลายๆ วัฒนธรรมด้วย อย่างในยุโรป รัสเซีย หรือแม้แต่อียิปต์(?) และคาดว่าแวมไพร์เองก็เป็นต้นแบบให้กับสัตว์ประหลาดตัวอื่นๆ ด้วยในวัฒนธรรมต่างๆ ด้วยเช่นกัน

แต่จุดร่วมที่เด่นที่สุดของ ‘แวมไพร์’คือมักถูกกล่าวถึงในฐานะ ‘อันเดด’ หรือผีดิบที่กินเลือดของสิ่งมีชีวิตอื่นเพื่อดำรงชีพ พวกมันเกิดจากศพที่กลับมามีชีวิตเพราะถูกสาป หรือถูกทำให้คืนชีพโดยแวมไพร์ตนอื่น หรืออาจเกี่ยวกับมนตร์ดำก็แล้วแต่เรื่องเล่า พวกมันออกล่าเหยื่อตอนกลางคืน เพราะแสงอาทิตย์ทำให้พวกมันอ่อนแอเล่าว่าเป็นตัวแทนของความชั่วร้ายและเภทภัย ส่วนใหญ่จะเป็นความหมายด้านลบ

แวมไพร์ในแต่ละตำนานเองก็มีการบรรยายรูปลักษณ์ไม่เหมือนกันบ้างก็บรรยายเป็นปีศาจน่ากลัว บ้างก็ว่าเหมือนมนุษย์ อย่างในตำนานกรีกโบราณ บรรยายว่า แวมไพร์เป็นตัวประหลาดคล้ายสัตว์เลื้อยคลาน หรือไม่ก็เป็นค้างคาวยักษ์ที่มีหัวเป็นคนมีชื่อเรียกว่า “วริคโคลัคคาส”เกิดจากศพของคนที่ถูกขับไล่ออกจากศาสนา หรือศพที่ฝังอย่างไม่ถูกประเพณี เมื่อตายวิญญาณจึงไม่ไปสู่สุขติและกลับมาล้างแค้นผู้คนที่ตนเคยรู้จักโดยการดูดเลือดและพลังชีวิตคนผู้นั้น

หรือในแถบยุโรป ซึ่งเป็นแวมไพร์ที่เรารู้จักกันดี เพราะพวกมันถูกบรรยายว่าเหมือนมนุษย์ทุกอย่าง เพียงแต่มีเขี้ยวที่แหลมคมและไม่ชอบแสงอาทิตย์ที่สำคัญเจ้านี่เกี่ยวข้องกับศาสนาตริสต์ด้วย เรื่องการที่แวมไพร์กลัวไม้กางเขน กระเทียม ไม่มีเงาในกระจก หรือเข้าบ้านใครไม่ได้ถ้าไม่ได้รับเชิญก็มาจากเรื่องเล่าของแวมไพร์ยุโรปนี่แหละครับ นับว่าเป็นแวมไพร์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุดเลยก็ว่าได้ นอกจากนี้ยังเป็นต้นแบบให้นวนิยาย “แดร็กคูล่า”อีกด้วย

ภาพจำ ‘ผู้ดี’ ของแวมไพร์มาจากนิยายและหนัง “แดร็กคูล่า”

แม้ว่าแวมไพร์จะเป็นตำนานเรื่องเล่ามานานแม้แต่กับสมัยก่อน ทว่าว่าพวกมันก็เป็นเพียงแค่นิทานพื้นบ้าน ไม่ได้เป็นที่รู้จักอย่างทั่วไปแต่การมาถึงของนวนิยาย Bram Stoker’s Dracula ในปี 1897และหนัง Draculaปี 1931นับว่าเป็นการปรากฎตัวของราชาผีดูดเลือดที่สร้างภาพจำและกำหนดคำนิยามของ “แวมไพร์” จนเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลายยิ่งขึ้น แถมการเปลี่ยนภาพลักษณ์ของสัตว์ประหลาดให้เป็นสุภาพบุรุษผู้สูงศักดิ์และมีเสน่ห์ก็ดูจะเป็นที่ชื่นชอบของทั้งคนดูและผู้อ่านไม่น้อย จนผู้คนต่างยอมรับและมีภาพจำว่า “แวมไพร์ต้องมีเสน่ห์และดูดีเข้าไว้ เพื่อซ่อนความน่ากลัวของตน”จนมาถึงปัจจุบัน

ปล. บางคนยังสับสน แดร็กคูล่า กับแวมไพร์ต่างกันยังไง? ตอบ : แดร็กคูล่า คือ ชื่อ ของแวมไพร์ตนหนึ่งเท่านั้นครับ

***************

เขาว่าเวลาเปลี่ยน คนก็เปลี่ยน แวมไพร์ก็เช่นกัน(ขำ) สำหรับผม ผมเข้าใจนะสาเหตุที่คนเขาชอบรูปลักษณ์ใหม่ของแวมไพร์เพราะมันช่วยเพิ่มความโรแมนติก และเข้าถึงได้ง่ายกว่า หรือว่า ‘ล่อซื้อเหยื่อ’ นั่นแหละครับ พอเป็นรูปลักษณ์แบบคนธรรมดาก็สามารถใส่จินตนาการของผู้แต่งได้มากขึ้นด้วย เอาจริงเป็นผม ถ้าได้เจอแวมไพร์จริงๆ นะ… ขอเจอแบบคนธรรมดามันดีกว่าเจอแบบร่างค้างคาวยักษ์อีกนะผมว่า!

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...