โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

เพราะโลกนี้มี “ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช”

สยามรัฐ

อัพเดต 29 มิ.ย. 2568 เวลา 09.22 น. • เผยแพร่ 29 มิ.ย. 2568 เวลา 09.22 น.

ทวี สุรฤทธิกุล

ประวัติวีรบุรุษไซร้ เตือนใจ เรานา

ว่าอาจจะยังชนม์ เลิศได้

และยามจะบรรลัย ทิ้งซึ่ง

รอยบาทเหยียบแน่นไว้ แทบพื้นทรายสมัย

พระราชนิพนธ์แปลในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช แม้ร่างกายจะล่วงลับจากโลกนี้ไปเมื่อ 30 ปีที่ผ่านมานั้นแล้ว แต่ “รอยเท้าบนพื้นทราย” ที่ท่านฝากไว้ให้กับสังคมไทยและสังคมโลก ยังประทับแน่นตราตรึง

ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2517 เวียดนามเหนือบุกยึดเวียดนามใต้ สหรัฐอเมริกาที่มาช่วยรบอยู่เกือบ 20 ปีต้องหนีกระเจิดกระเจิง ประเทศเวียดนามกลายเป็นรัฐคอมมิวนิสต์ หลังปีใหม่ พ.ศ. 2518 เวียดนามบุกเขมร พอเดือนเมษายนเขมรก็กลายเป็นคอมมิวนิสต์ พวกคอมมิวนิสต์ในลาวก็ฉลองชัยร่วมด้วย และประกาศจะนำลาวให้เป็นคอมมิวนิสต์อีกประเทศหนึ่งต่อไป

26 มกราคม 2518 ประเทศไทยมีการเลือกตั้ง แต่กว่าจะได้รัฐบาลก็ตอนกลางเดือนมีนาคม พอเดือนถัดมาในวันที่ 18 เมษายน เวียดนามก็ยึดกรุงพนมเปญ ทหารเข้ารายงานนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ว่ากองทัพเวียดนามมาตั้งทัพประชิดอยู่ที่ชานแดนแล้ว นายกรัฐมนตรีก็ให้เรียกประชุมสภาความมั่นคงทันที นายกรัฐมนตรีถามผู้นำเหล่าทัพว่า ถ้าเวียดนามและเขมรแดงบุกเข้ามา กองทัพไทยจะต้านได้กี่วันกว่าที่จะมาถึงกรุเทพฯ ผู้นำเหล่าทัพตอบว่า “3 วัน” พอปิดประชุมวันนั้น นายกรัฐมนตรีขอเชิญรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ พลตรีชาติชาย ชุณหวัน มาพบทันที

แล้วนายกรัฐมนตรีก็พูดขึ้นว่า “พี่ชาติ เราต้องบินไปจีนแดงแล้วหละ”

พลตรีชาติชายให้กระทรวงการต่างประเทศเรียกเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงวอชิงตัน ดีซี นายอานันท์ ปันยารชุน กลับมาประเทศไทยและเข้ามาที่กระทรวงโดยด่วน และขอให้เตรียมการเพื่อเดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยเร็ว ซึ่งสามารถจัดการได้เรียบร้อยในอีก 2 เดือนต่อมา โดยในวันที่ 28 มิถุนายน 2518 คณะตัวแทนรัฐบาลไทย ที่นำโดยนายกรัฐมนตรี ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ก็เดินทางไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ไทยได้ลงนามสถาปนาความสัมพันธ์กับจีน ให้ฟื้นความสัมพันธ์กลับมาเป็นปกติ หลังจากที่ได้ระงับความสัมพันธ์ไปตั้งแต่หลังสงครามโกลครั้งที่ 2 ที่จีนได้มีรัฐบาลจากพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นปกครองประเทศ นำโดยเหมาเจ๋อตง ใน พ.ศ. 2492 ผลจากการสร้างสัมพันธ์ขึ้นใหม่ในครั้งนั้นได้ทำให้กองทัพเวียดนามและเขมรแดงไม่ได้รุกรานเข้ามายังไทย แต่ที่สำคัญกว่านั้นก็คือความอ่อนแอที่เกิดขึ้นกับพรรคคอมมิวนิสต์ของไทย อันเป็นผลจากการลดการสนับสนุนจากพรรคคอมมิวนิสต์จีน ทำให้สงครามการก่อการร้ายโดยพรรคคอมมิวนิสต์ไทยในภูมิภาคต่าง ๆ ที่ดำเนินมากว่า 10 ปี ต้องหมดประสิทธิภาพไป แผนการของคอมมิวนิสต์ที่จะแยกประชาชนคนไทยออกจากรัฐบาลไทยก็ค่อย ๆ สลายไป ทำให้รัฐบาลในสมัยต่อ ๆ มาได้ใช้ยุทธวิธี “การเมืองนำการทหาร” อย่างที่พรรคคอมมิวนิสต์เองก็ใช้มาก่อนนั้น เข้าจัดการกับพวกคอมมิวนิสต์ และในที่สุดคอมมิวนิสต์ก็สิ้นพลังลงไปในทุกภูมิภาคใน พ.ศ. 2525 ที่รัฐบาลไทยได้ให้คนที่เคยไปเข้าด้วยกับพวกคอมมิวนิสต์นั้น กลับมาเป็น “ผู้ร่วมพัฒนาชาติไทย” ตามนโยบาย 66/2523

ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช เล่าถึงการเดินทางไปเปิดสัมพันธไมตรีทางการทูตกับจีนในวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 นั้นว่า ทางจีนมีความกระตือรือร้นที่จะเปิดสัมพันธไมตรีกับไทยเป็นอย่างยิ่ง ตั้งแต่มีการต้อนรับอย่างยิ่งใหญ่ ที่ดูเหมือนว่าจะยิ่งใหญ่กว่าการต้อนรับที่จีนจัดให้กับประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ของสหรัฐอเมริกา ที่เดินทางมาใน พ.ศ. 2515 นั้นเสียอีก อีกทั้งได้ลงนามฟื้นความสัมพันธ์ไทยจีนกับนายกรัฐมนตรีโจวเอนไหล ที่ตอนแรกคิดว่าท่านจะมาลงนามไม่ได้เพราะป่วยหนัก แต่ในวันที่ 1 กรกฎาคมก็แข็งแรงขึ้นมาเหมือนเกิดอภินิหาร และการลงนามก็สำเร็จไปได้อย่างราบรื่นสวยงาม ที่สำคัญมีความยั่งยืนและพัฒนาก้าวหน้ามาโดยตลอด ที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เชื่อว่าน่าจะเป็นด้วย “ความเคารพนับถือ” ที่คนจีนมีต่อคนไทยมานับพัน ๆ ปีนั่นเอง

“ความเคารพนับถือ” นี้เป็นภาษาทางการทูต แต่ในในภาษาชาวบ้านก็คือ “ความรัก - ความผูกพัน” ที่คนจีนกับไทยมีต่อกันมาตั้งแต่โบราณ ดังที่มีคำพูดในหมู่คนจีนและคนไทยมาแต่ครั้งอดีตว่า “คนจีนคนไทย ใช่อื่นไกล พี่น้องกัน”

ท่านอาจารย์อธิบายถึง “ความรัก - ความผูกพัน” นี้โดยเล่าถึงเหตุการณ์ในเรื่องที่ท่านได้เข้าพบกับท่านประธานพรรคคอมมิวนิสต์ของจีน เหมาเจ๋อตง ในตอนเช้าวันที่ 1 กรกฎาคม 2518 ก่อนที่จะได้ไปลงนามรับรองสัมพันธไมตรีทางการทูตกับนายกรัฐมนตรีโจวเอนไหลในเวลาต่อมา

ท่านประธานเหมาใน พ.ศ.นั้นอยู่ในวัย 82 ปี อยู่ในอาการป่วยกระเสะกระแสะมาเป็นระยะ ตอนแรกก็ไม่ได้มีนัดหมายที่จะให้ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เข้าพบ แต่เมื่อได้เข้าพบ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็บอกว่าท่านประธานเหมาดีใจเหมือนได้พบหน้าญาติพี่น้องที่ไม่ได้เจอกันมานาน การสนทนาเป็นไปอย่างมีความสุขเป็นเวลาเกือบ 1 ชั่วโมง โดยที่ท่านประธานเหมาได้ให้ข้อคิดที่ดีมาก ๆ ในการแก้ไขปัญหาของประเทศไทย โดยเฉพาะเรื่องของคอมมิวนิสต์ในประเทศไทย ข้อแรก ท่านประธานเหมาบอกว่า คอมมิวนิสต์อย่าไปฆ่ามัน มันอยากดัง ยิ่งฆ่ายิ่งเหมือนยุ ข้อสอง รัฐบาลของไทยต้องไปทำให้ประชาชนมีอยู่มีกิน แล้วคอมมิวนิสต์ก็จะหมดไปเอง ซึ่งเมื่อท่านอาจารย์คึกฤทธิ์กลับมาไทย ก็ได้ทราบว่าเรื่องนี้มีคนทำมาแล้วในประเทศไทย และได้ทำมานานแล้ว นั่นก็คือโครงการแก้ไขปัญหาให้แก่ประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ โดยพระราชอุตสาหะของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ทรงมาตั้งแต่ที่ทรงลงพื้นที่ในภูมิภาคต่าง ๆ ของประเทศไทยมาตั้งแต่ที่ทรงขึ้นครองราชย์ใหม่ ๆ

ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เชื่อว่าท่านประธานเหมาน่าจะติดตามชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยในทุกระดับมาโดยตลอด ทำให้มีความรู้เกี่ยวกับคนไทยและประเทศไทยเป็นอย่างดี อันแสดงถึง “ความรัก - ความผูกพัน” ที่คนจีนมีต่อคงไทยมาอย่างแน่นแฟ้น นี่คือสิ่งที่เป็น “เกราะป้องกัน” ที่อยู่ภายนอก ที่คอยปกป้องและอุปถัมภ์อุ้มชูคนไทยและประเทศไทยเสมอมา จนล่วงเข้า 50 ปีในปีนี้

จีนเองก็ได้ประโยชน์จากไทยมากเช่นกัน เพราะการแสดงความรักความผูกพันกับไทยอย่างลึกซึ้งในครั้งนั้น ได้ทำให้นานาชาติที่เริ่มตั้งแต่ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ขยายไปทั่วเอเชีย ตลอดจนยุโรป (ส่วนสหรัฐอเมริกานั้นได้ไปเปิดสัมพันธ์กับจีนมาก่อนไทยแล้ว) มีความไว้วางใจและเชื่อมั่นในรัฐบาลจีน จนเกิดความสัมพันธ์ที่ดีเพิ่มขึ้นอย่างแข็งแรง และได้ทำให้จีนได้กลายเป็นประเทศที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกในที่สุด

วลีสุภาษิตของจีนบทหนึ่งกล่าวว่า “ตักน้ำอย่าลืมคนขุดบ่อ” ซึ่งทางการของจีนได้ใช้คำ ๆ นี้ทุกครั้งเมื่อพูดถึง ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ผู้ริเริ่ม “ขุดบ่อ” ให้คนไทยแลจีนได้อิ่มเอมกับ “น้ำ” แห่งสัมพันธภาพอันใสสะอาดของประเทศทั้งสองมาอย่างยาวนานและมั่นคงตลอดไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...