โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เด็กจบใหม่ในไทยแย่อย่างที่เขาว่าจริงไหม ?

Reporter Journey

อัพเดต 15 มิ.ย. 2568 เวลา 12.17 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2568 เวลา 05.17 น. • Reporter Journey

หลังจากที่สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ออกรายงาน ‘ภาวะสังคมไทย ไตรมาสหนึ่ง ปี 2568’ ซึ่งมีทั้งเอกสารและรายงานฉบับเต็มบนเว็บไซต์ รายงานดังกล่าวทำหน้าที่ฉายภาพให้เห็นสถานการณ์ทางสังคมของประเทศไทย เช่น อัตราการว่างงาน, สถานการณ์ปลาหมอคางดำ, การให้บริการของสื่อในไทย ฯลฯ ทว่ามีส่วนหนึ่งของรายงานที่เป็นประเด็นพูดถึงอย่างกว้างขวาง (และถูกพูดถึงมาอย่างยาวนาน) นั่นคือประเด็นเกี่ยวกับ ’เด็กจบใหม่’

“เด็กจบใหม่เสี่ยงต่อการตกงาน ผู้บริหาร 89% มีแนวโน้มเลี่ยงการจ้างงานบัณฑิตจบใหม่ มากกว่าครึ่งมองว่าเด็กจบใหม่ขาดประสบการณ์จริง ไม่มีทักษะที่เหมาะสม ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และมีมารยาทธุรกิจที่ไม่ดีนัก”

เรียกได้ว่าเป็นประโยคจัดหนักจัดเต็มเด็กจบใหม่อย่างเต็มที่

ถึงแม้ประโยคดังกล่าวจะปรากฎในรายงานของสภาพัฒฯ แต่แท้จริงแล้วสภาพัฒน์ฯ ก็ไปอ้างถึงมาจากผลสำรวจของ Hult ที่ร่วมกับ Workplace Intelligence อีกที เพื่อยกมาอธิบายสถานการณ์และแนวโน้มการว่างงานของคนไทย

ข้อมูลที่ยกมาอธิบายสถานการณ์ของเด็กจบใหม่ มีเพียงประโยคสั้น ๆ และตัวเลขร้อยละเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุว่าอาจจะขาดบริบทหรือข้อมูลเชิงลึก ที่กำลังชวนให้สังคมไทยมีความเข้าใจว่าบัณฑิตจบใหม่ไทยดูจะไร้ความสามารถ ในขณะเดียวกัน ในมุมของเด็กจบใหม่ที่กำลังหางานอยู่เมื่อเจอข้อความลักษณะดังกล่าวอาจทำให้ท้อ บั่นทอนจิตใจทั้ง ๆ ที่ตัวเราก็กำลังพยายามอย่างเต็มที่ในการหางานอยู่

บทความนี้จะชวนมาตั้งข้อสังเกตุกับผลสำรวจเกี่ยวกับเด็กจบใหม่ที่สภาพัฒน์ฯ ยกมา ประกอบกับชวน ‘เอ๊ะ’ ว่าจริง ๆ แล้วเด็กจบใหม่ในไทยตอนนี้ขาดประสบการณ์ ขาดทักษะที่เหมาะสม ขาดทักษะการทำงานเป็นทีมจริงหรือ ?

.

ชวนทำความเข้าใจผลสำรวจ และวาระซ่อนเล้น

ผลสำรวจดังกล่าวเกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกาภายใต้เงินสนับสนุนจาก ‘สถาบันการศึกษาธุรกิจระหว่างประเทศฮัลท์’ สำรวจโดยใช้กลุ่มประชากรเป็นคนวัยทำงาน เป็นพนักงานออฟฟิศ โดยมีกลุ่มตัวอย่างเป็นคนที่ทำงานแผนก HR 800 คน และพนักงานประจำ 800 คน รวมกลุ่มตัวอย่าง 1,600 คน โดยทุกคนทำงานในองค์กรต่าง ๆ ที่สหรัฐฯ โดยผู้ตอบแบบสอบถาม ‘ส่วนใหญ่’ คือกลุ่มวัยรุ่นอายุ 22-27 ปี ที่สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี (ไม่ได้แปลว่าจะไม่มีคนกลุ่มช่วงอายุอื่น วุฒิอื่น เป็นผู้ตอบแบบสอบถาม)

ผลการศึกษาที่ได้รับจากการสำรวจครั้งนี้เป็นเหมือนเสียงสะท้อนจากคนทำงานที่พึ่งเรียนจบ เช่น

  • 77% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าทำงาน 6 เดือน เหมือนได้เรียนรู้มากกว่าที่เรียนมา 4 ปี หรือ

  • มีเพียง 24% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่าตนมีทักษะเพียงพอต่อการทำงานในตำแหน่งที่ได้รับมอบหมาย หรือ

  • 85% ของผู้ตอบแบบสอบถามระบุว่า ตนคิดว่าสถาบันศึกษาของตนน่าจะทำได้ดีกว่านี้ในการเตรียมพร้อมให้ตนพร้อมสำหรับโลกของการทำงาน

  • ฯลฯ

คือเป็นการฉายภาพสถานการณ์และความรู้สึกของคนทำงานในองค์กรจริง ๆ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็จะเป็นผลสำรวจในมุมของทีมทรัพยากรณ์มนุษย์และนายจ้าง เช่น

98% ของผู้นำองค์กร หรือห้วหน้าแผนก (leaders) ระบุว่าตอนี้องค์กรหาคนที่เหมาะสมมาทำงานด้วยกันยากมาก หรือ 89% ระบุว่าองค์กรเลี่ยงที่จะจ้างงานเด็กจบใหม่ ด้วยสาเหตุต่าง ๆ นา ๆ เช่น เด็กจบใหม่ขาดประสบการณ์ทำงาน ชาดทักษะที่เหมาะสม ฯลฯ

ถึงแม้ผลสำรวจจะฉายให้เห็นภาพสถานการณ์ตลาดแรงงานจากทั้งฝั่งของคนทำงานและผู้ว่าจ้าง ทว่าผู้เขียนตั้งข้อสังเกตุว่า #ข้อมูลดังกล่าวไม่อาจนำมาเหมารวม ถึงสถานการณ์เด็กและคนทำงานในประเทศไทยได้ ด้วยสาเหตุของ ‘กลุ่มตัวอย่าง’ ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ดี ที่สะท้อนกลุ่มประชากรคนทำงานในประเทศไทยได้ ถ้าอยากเห็นสถานการณ์ที่แท้จริงในไทบย ต้องมีหน่วยงานในไทยทำการศึกษาในลักษณะนี้บ้าง ซึ่งอาจเป็นหน้าที่ของสภาพัฒน์ฯ หรือกรมแรงงานก็ว่ากันไป ซึ่งควรเป็นหน่วยงานในลักษะนี้เท่านั้น ไม่ใช่สถาบันศึกษาทำเองเนื่องจากเลี่ยงการมีวาระแฝง (Hidden Agenda) ซึ่งนำไปสู่ข้อสังเกตุประการถัดไป

สถาบันที่ให้ทุนในการสำรวจสถานการณ์แรงงานในสหรัฐฯ คือ สถาบันการศึกษาธุรกิจระหว่างประเทศฮัลท์ (Hult International Business School) ทุก ๆ การกระทำย่อมมีวาระแอบแฝงเสมอ เฉกเช่นที่สื่อทุกสื่อ ศิลปะทุกแขนงย่อมมีวาระแอบแฝง มีความตั้งใจบางประการซ่อนอยู่

การที่สถาบันศึกษาด้านธุรกิจ สนับสนุนงบประมาณให้เกิดการสำรวจตลาดแรงงานในสหรัฐฯ ย่อมส่งผลให้มีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ภายใน และสร้างแรงกระเพื่อมแก่สังคม ให้สังคมได้รับรู้ว่าตอนนี้ปัญหาของแรงงานอเมริกาอยู่ตรงไหน คนที่สำเร็จการศึกษาและไปทำงานเจอปัญหาอะไร ผู้บริหารองค์กรเจอปัญหาอะไร เพื่อที่จะได้นำเสนอทางออก มาเรียนกับสถาบันของตนเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น เป็นการ Narrative เรื่องราวแก่สังคมที่ฟังขึ้น สมเหตุสมผล เพราะคุณผู้อ่านต้องอย่าลืมว่านี่คือสถาบันที่สอนด้านธุรกิจนะ

(เพียงแค่ search Hult International Business School ไม่นานถ้าคุณกลับมาเปิด social media คุณก็มีสิทธ์โดน Ad ของสถาบันนี้ทันที)

อนึ่งผู้เขียนไม่ได้มองว่าผลสำรวจเป็นเท็จประการใด เพราะก็มีสถานการณ์ที่ผู้ประกอบการในไทยออกมาแบ่งปันเรื่องราวความไม่น่ารักและความผิดหวังต่อเด็กรุ่นใหม่ที่เป็น First Jobber ให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง ทว่าข้อมูลดังกล่าวจาก Hult ก็มีความเอ๊ะ ไม่มากก็น้อย ที่อาจจะตั้งข้อสังเกตุและถูกขยายความเพิ่มเติม และการจะสำรวจสถานการณ์แรงงานในไทยเพื่อฉายภาพปัญหาและสถานการณ์แรงงานในไทยควรถูกจัดทำขึ้นที่ไทยผ่านการสำรวจทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ผ่านประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่เป็นคนไทยอีกที

.

เด็กจบใหม่ในไทยแย่อย่างที่เขาว่าจริงไหม ?

คำที่ถูกเรียก ‘เด็กสมัยนี้…’ อาจเริ่มมานานมากแล้วในทุกยุคทุกสมัย แต่ในลูปการเรียกรอบนี้อาจเริ่มขึ้นในปี 2563 ปีแรกที่ประชากรวัย GenZ เริ่มเข้าสู่ตลาดแรงงาน ซึ่งประชากรกลุ่มนี้และกลุ่มต่อ ๆ ไป คือกลุ่ม Gen ที่แตกต่างไปจาก Gen ก่อน ๆ อย่างมากจากการวิเคราะห์โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย

หนึ่งในเรื่องต่างสำคัญที่เป็นที่พูดถึงคือเรื่องของ Mind-Set เช่น ‘ดนุชา พิชยนันท์’ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ออกมาให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2568 ว่า คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญกับ Work Life Balance แต่พอเข้ามาทำงานในระบบจริง ๆ ต้อง Work ก่อนแล้วค่อยไป Balance ทีหลัง

ประเด็นดังกล่าวฉายภาพที่คน Gen ก่อน ๆ และผู้ใหญ่มองมาที่เด็กสมัยนี้ คนรุ่นใหม่ได้ดี ความต่างแค่ประการนี้ประการเดียวก็ส่งผลต่อการทำงานแล้ว คนหนึ่งพยายามทำงานอย่างหนักเพื่อผลลัพธ์ แต่เด็กสมัยนี้เลือกที่จะพยายามบาลานซ์การทำงานและการใช้ชีวิต การตั้งต้นคนละแบบ ย่อมส่งผลต่อการทำงานและการใช้ชีวิตในองค์กรไม่มากก็น้อย

Mind-Set คือความต่างประการแรก ที่อาจถูกนำมาตัดสินว่าเด็กจบใหม่สมัยนี้แย่จริงไหม ทว่าเรื่องนี้ต้องมองไปที่ทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กรุ่นใหม่ ๆ ด้วย

ในตอนหนึ่งของหนังสือ ‘เพราะฉะนั้นฉันจึงถาม’ โดย พี่ตุ้ม-หนุ่มเมืองจันท์ หนึ่งในนักเขียนที่พูดคุยกับนักธุรกิจเยอะที่สุดคนหนึ่งในประเทศไทย พี่ตุ้มเล่าให้ฟังว่าครั้งหนึ่งเคยถูกคนรุ่นใหม่สัมภาษณ์ ซึ่งเป็นการพูดคุยที่เต็มไปด้วย “ไฟฝัน” เหมือนพาพี่หนุ่มลงไปสู่สนามเล่นอีกครั้ง สิ่งที่พี่พี่ตุ้มยอมรับคือ คนที่มีอายุ “กรอบประสบการณ์จะแข็ง เห็นความเป็นไปไม่ได้ มากกว่า ความเป็นไปได้” เรื่องนี้สะท้อนคาแรคเตอร์บางประการของเด็กรุ่นใหม่ได้ดี นั่นคือความคิดและทักษะ

หรือมีหลายบริษัท หลายองค์กร หรือแม้แต่พรรคการเมือง ที่กำลังเชื่อและให้ความสำคัญกับพลังของคนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่ และถึงแม้ผู้เขียนจะยังอายุไม่เยอะมาก แต่ก็ได้มีโอกาสทำงานกับเด็กจบใหม่ เด็กรุ่นใหม่หลายคน ซึ่งมีหลายครั้งหลายคราที่ทั้งทักษะและความคิดสร้างสรรค์ของน้อง ๆ ได้สร้างความประทับใจอยู่บ่อยครั้ง

เช่นนั้นแล้วการระบุว่าเด็กจบใหม่ขาดประสบการณ์จริง ไม่มีทักษะที่เหมาะสม ขาดทักษะการทำงานเป็นทีม และมีมารยาทธุรกิจที่ไม่ดีนัก ประโยคดังกล่าวผู้เขียนมองว่าไม่อาจนำมาเหมารวมเด็กในไทยได้เสียทั้งหมดด้วยเหตุของกลุ่มประชากร วาระซ่อนเล้น นอกเสียจากมีการสำรวจขึ้นในไทยอีกรอบหนึ่ง และคำถามที่ว่าเด็กจบใหม่ในไทยแย่จริงหรือไม่ ? อาจจะต้องมองประกอบกันทั้งด้าน Mind-Set และ Skill บทความนี้ไม่มีคำตอบแต่มอบเลนส์และข้อสังเกตุบางประการ

เราต่างเห็นข้อความติเตียนบน Social Media เสมอ แต่น้อยมากที่จะเห็นข้อความชื่นชม
ถ้าไม่ใช่เพราะไม่มีเรื่องดีให้ชม ก็อาจจะเป็นเพราะการติเตียนเป็นเรื่องที่ง่ายกว่าที่จะทำ
กอปรกับสังคมไทยอาจจะชอบเรื่องดราม่า มากกว่าเรื่องดีมาก ก็เป็นได้

อ้างอิง

สภาพัฒน์ฯ
Hult
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย
กรุงเทพธุรกิจ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...