เปิดคำวินิจฉัย กกต. ฟัน ส.ว.หมอเกศ ใช้ศาสตราจารย์สมัคร ยื่นศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
เปิดคำวินิจฉัย กกต. ฟัน ส.ว.หมอเกศ ใช้ศาสตราจารย์สมัคร ยื่นศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
จากกรณี นายภัทรพงศ์ ศุภักษร หรือทนายอั๋น บุรีรัมย์ เปิดเผยถึงมติคำวินิจฉัยของกกต. กรณีสอบวุฒิการศึกษาของ พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย ส.ว. โดยกกต. มีมติให้ดำเนินคดีกับ พญ.เกศกมล ในความผิดตามกฎหมายเลือกตั้งและคดีอาญา กรณีใช้คำว่า“ศาสตราจารย์” ซึ่งจะมีอัตราโทษจำคุกเป็นเวลา 10 ปี และตัดสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 20 ปี
ทั้งนี้ ตามคำวินิจฉัยคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อ 30 เมษายน 2568 ระบุว่า ก่อนการประกาศผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งได้รับคำร้องและรายงาน กรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือปรากฏต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งว่า นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ผู้มีสิทธิเลือกระดับประเทศ กลุ่ม 19 หมายเลข 3 ผู้ถูกร้อง ได้มีการกระทำอันฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 77 (4) กล่าวคือ ผู้ถูกร้องหลอกหลวงหรือจูงใจให้บุคคลอื่น เข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ และ ชื่อเสียงเพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ร้อง
คณะกรรมการเลือกตั้ง ได้พิจารณารายงานการไต่สวนตลอดจนพยานหลักฐานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง พบว่า ผู้ถูกร้องสมัครรับเลือกเป็นส.ว.กลุ่ม 19 โดยระบุในข้อมูลแนะนำของผู้สมัครว่า “แพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน กรมสุขภาพจิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังและความงาม” ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง และเป็นกรณีสงสัย หรือความปรากฏรายงานผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดเพชรบุรี
ที่ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในแอพพ์ไลน์กลุ่มชื่อ“เส้นทางส.ว.67 ตะวันตก” ด้วยข้อความว่า“สวัสดีค่ะ หมอเกศค่ะ ศาสตราจารย์ ดร.พญ.เกศกมล เปลี่ยนสมัย เป็นหมอด้านสุขภาพจิตชุมชนและผิวพรรณความงามค่ะ กลุ่ม 19 ผู้ประกอบวิชาชีพ จ.เพชรบุรีค่ะ” ซึ่งเข้าข่ายหลอกลวง หรือ จูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ
จากการตรวจสอบข้อมูลการประกอบวิชาชีพเวชกรรม (แพทย์) แพทยสภาได้มีหนังสือ ลับ แจ้งข้อมูลว่า ผู้ถูกร้องเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมหรือแพทย์ โดยสำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากวิทยาลัยแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต และได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม เลขที่ 34832 ออกให้เมื่อวันที่ 12 เมษายน พ.ศ.2550 จากแพทยสภา และผู้ถูกร้องได้รับหนังสืออนุมัติแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาเวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน ออกให้เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ.2566 จากแพทยสภาและแพทยสภาออกหรือรับรองวุฒิบัตรหรือหนังสืออนุมัติแสดงว่าผู้ถูกร้องเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมสาขาและอนุสาขา จำนวนทั้งสิ้น 94 สาขา แต่ไม่ปรากฏสาขาหรืออนุสาขาด้านผิวพรรณและความงาม ทั้งนี้แพทยสภาไม่มีข้อมูลของผู้ถูกร้องในส่วนของประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานเป็นแพทย์เวชศาสตร์ป้องกัน แขนงสุขภาพจิตชุมชน และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม
อย่างไรก็ตามในประเทศไทยมีคลินิกเวชกรรม หรือสถานประกอบการที่ให้บริการด้านผิวพรรณและความงามอยู่เป็นจำนวนมาก ซึ่งอาจทำให้วิญญชนเข้าใจได้ว่าแพทย์ที่ประกอบอาชีพในคลินิกเวชกรรมหรือสถานประกอบการที่ให้บริการด้านความงามและผิวพรรณมีความชำนาญในการประกอบอาชีพดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องมีวุฒิบัตร หรือหนังสืออนุมัติแสดงว่าเป็นผู้มีความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรมด้านผิวพรรณและความงาม
ดังนั้น การที่ผู้ถูกร้องระบุในข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) ในส่วนของประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า ผู้ถูกร้องเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณและความงาม จึงมิได้มีลักษณะเป็นการหลอกลวงหรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง ประกอบกับไม่ปรากฏพยานหลักฐานอื่นที่ยืนยันได้ว่ามีการกระทำฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา ข้อเท็จจริงจึงรับฟังไม่ได้ว่า ผู้ถูกร้องกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา77 (2)
ในส่วนประเด็นคำร้องที่ว่า พญ.เกศกมล ระบุข้อมูลแนะนำตัวในส่วนประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S.A. และศาสตราจารย์ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และ ระบุประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย ซึ่งอาจไม่ตรงกับความเป็นจริง และ มีเหตุอันควรสงสัย
จากการไต่สวน ผู้ร้องที่ 1 ให้ถ้อยคำว่า ได้ตรวจสอบข้อมูลทำเนียบผู้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการแห่งชาติผ่านทางเว็บไซต์ของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาและราชกิจจานุเบกษาแล้ว ไม่พบว่าผู้ถูกร้องได้รับการโปรดเกล้า ฯ แต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ศาสตราจารย์
ขณะที่ผู้ร้องที่ 7 ให้ถ้อยคำว่า ตำแหน่งศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University และปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S.A. ไม่ใช่วุฒิการศึกษาจากการเรียน แต่เป็นเอกสาร รับรองเทียบวุฒิจากหน่วยงานเอกชนในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งหน่วยงานราชการในประเทศไทย ทั้งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนไม่รับรอง
อีกทั้ง ผู้ถูกร้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท จากมหาวิทยาลัยเกริก เมื่อเดือนกันยายน พ.ศ.2565 ปัจจุบันอยู่ระหว่างศึกษาระดับปริญญาเอก มหาวิทยาลัยแม่โจ้ โดยผู้ถูกร้องได้นำเอกสารที่อ้างว่าเป็นปริญญาเอกจาก California University ซึ่งในเอกสารระบุว่า ได้รับปริญญาเอกเทียบวุฒิเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ.2567
แต่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องใช้คำนำหน้าชื่อว่า ดร.พญ.เกศกมล เมื่อเดือนมีนาคม พ.ศ.2566 ก่อนได้รับเอกสารปริญญาเอกตามที่อ้าง ต่อมาเริ่มใช้คำนำหน้าชื่อว่า รศ.ดร.พญ.เกศกมล เมื่อเดือนเมษายน พ.ศ.2567 และเริ่มใช้คำนำหน้าชื่อว่า ศาสตราจารย์ ดร.พญ.เกศกมล เมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2567 ซึ่งผู้ถูกร้องได้ใช้คำนำหน้าชื่อเหล่านี้ประชาสัมพันธ์ตนเองต่อสาธารณชนหลายช่องทาง ทั้งบัญชีผู้ใช้เฟซบุ๊กส่วนตัวปักข้อความที่เสื้อสครับใส่ที่คลินิกของผู้ถูกร้อง รวมถึงแสดงต่อหน่วยงานภายนอก
นอกจากนี้ยังแสดงตำแหน่งทางวิชาการว่า ศาสตราจารย์ ดร.พญ.เกศกมล ในการแนะนำตัวต่อผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาด้วยกันผ่านทางแอพพลิเคชันไลน์กลุ่มหลายกลุ่มที่มีสมาชิกซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาประมาณ 1,000 คน อีกทั้งตนได้ค้นรายงานที่ผู้ถูกร้องอ้างว่าได้รับการตีพิมพ์เกิน 5 เล่มแล้วจึงส่งเทียบวุฒิต่อ California University FCE เพื่อให้ได้เอกสารรับรองวุฒิ“ดร. รศ.และ ศ.” ต่อเนื่องภายในระยะเวลาไม่กี่เดือน
ทั้งนี้ จากการไต่สวนพยานของผู้ร้องที่ 7 ซึ่งเป็นผู้มีสิทธิเลือกสมาชิกวุฒิสภาระดับจังหวัด จังหวัดร้อยเอ็ด ให้ถ้อยคำว่า ตนได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา กลุ่มที่ 19 โดยศึกษาจากข้อมูลแนะนำตัวของผู้สมัคร (สว.3) และเห็นข้อมูลของผู้ถูกร้องน่าสนใจเนื่องจากระบุประวัติการศึกษาว่าเป็นแพทย์ความงามและที่ปรึกษาคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีผลจูงใจให้ลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง
จากการไต่สวนผู้ถูกร้องชี้แจงข้อกล่าวหาเป็นหนังสือว่า มิได้กระทำการฝ่าฝืนกฎหมายตามข้อกล่าวหา ตนสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต และได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์จาก California University ซึ่งเป็นสถาบันอุดมศึกษาที่จดทะเบียนถูกต้องและได้รับการรับรองจากกระทรวงศึกษาธิการของประเทศสหรัฐอเมริกาและรัฐบาลสหรัฐอเมริกา
โดยเมื่อปี พ.ศ.2564 ขณะตนกำลังศึกษาระดับปริญญาโทที่มหาวิทยาลัยเกริก ตนได้พบกับพยานที่ไต่สวนประกอบคนที่ 2 ซึ่งเป็นผู้แทนของ California University FCE ประจำประเทศไทย ชักชวนให้ตนเรียนปริญญาเอก ซึ่งตนสนใจเข้าศึกษาปริญญาเอก ใช้ระยะเวลาในการศึกษาประมาณ 3 ปี และชำระค่าใช้จ่ายในการศึกษา 5 ภาคเรียน ภาคเรียนละ 2,000 ดอลลาร์สหรัฐ รวมค่าใช้จ่าย 12,000 ดอลลาร์สหรัฐ
โดยตนได้ทำดุษฎีนิพนธ์ เรื่อง GOOD GOVERNANCE PRINCIPLES AFFECTING ORGANNIZATION EFFICIENCY OF PUBLIC COMPANIES IN ASEAN COUNTRIES โดยส่งผ่านพยานที่ไต่สวนประกอบคนที่ 2 และมีคณะกรรมการในการสอบดุษฎีนิพนธ์จำนวน 3 ท่าน เป็นผู้ตรวจสอบ โดยตนได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการระดับศาสตราจารย์ สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
ส่วนที่ตนระบุว่า ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย เพราะตนมีหลักฐานการสำเร็จการศึกษาดุษฎีบัณฑิตและได้รับตำแหน่งศาสตราจารย์ สาขาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ แต่ไม่เคยทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย แต่อย่างใด
จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมได้มีหนังสือ ลับ แจ้งข้อมูลว่า การพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งทางวิชาการ “ศาสตราจารย์” สำหรับกรณีข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา ทั้งนี้ การกำหนดคุณสมบัติเกี่ยวกับการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งผู้ช่วยศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ พ.ศ.2564 และระเบียบคณะกรรมการการอุดมศึกษาที่เกี่ยวข้อง และสำหรับกรณีตำแหน่งศาสตราจารย์ที่มีสถานภาพเป็นพนักงานในสถาบันอุดมศึกษานั้น เป็นอำนาจของสภาสถาบันอุดมศึกษาในการออกข้อบังคับและดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับ
จากการตรวจสอบข้อมูลของผู้ถูกร้อง ปรากฏข้อเท็จจริงว่าผู้ถูกร้องไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด ประกอบกับไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงาน ปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์แต่อย่างใด
และจากการตรวจสอบข้อมูล ปรากฏว่าสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังไม่เคยพิจารณาเทียบคุณวุฒิการศึกษาจาก California University และ California University FCE
กรณีนี้จึงต้องพิจารณาเป็น 2 กรณีว่า การที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาในส่วนของประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University,U.S.A. และแนะนำตัวเกี่ยวกับประวัติการทำงานหรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย เป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 มาตรา 77 (4) หรือไม่
กรณีวุฒิการศึกษา ผู้ถูกร้องระบุประวัติการศึกษาว่า “ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University, U.S…” พิจารณาแล้วเห็นว่า จากพยานหลักฐานการเรียนที่ California University FCE และ พยานไต่สวนประกอบคนที่ 2 ให้ถ้อยคำว่า California University FCE ตั้งอยู่ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นสถาบันการศึกษาที่ให้บริการประเมินและเทียบวุฒิการศึกษาโดยได้รับอนุญาตจากกระทรวงศึกษาธิการรัฐบาลกลางของสหรัฐอเมริกา รวมถึงกระทรวงศึกษาธิการแห่งรัฐแคลิฟอร์เนีย แต่ไม่มีการเรียนการสอน ซึ่งหากผู้ต้องการเทียบวุฒิการศึกษามีคุณสมบัติไม่ครบ สถาบันจะมีการแนะนำให้ศึกษาต่อกับมหาวิทยาลัยในเครือที่ทำข้อตกลงร่วมกัน และมีการทำวิจัย ทำวิทยานิพนธ์ และตีพิมพ์บทความทางวิชาการเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของทางสถาบัน เพียงแต่ยังไม่ได้การรับรองจากคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน เนื่องจากยังไม่มีบุคคลใดหรือองค์กรใดนำวุฒิการศึกษาจาก California University FCE ไปยื่นเพื่อเทียบวุฒิต่อคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเพื่อเข้ารับราชการ
กรณีจึงน่าเชื่อว่าการที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในส่วนของประวัติการศึกษาว่า ปริญญาเอก รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต (Doctor of Political Science) California University,U.S.A. ยังไม่เป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง
กรณีศาสตราจารย์ ผู้ถูกร้องระบุประวัติการศึกษาว่า “ศาสตราจารย์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ (Professor in Human Resource Development) California University” และระบุประวัติการทำงาน หรือประสบการณ์ในการทำงานในกลุ่มที่สมัครว่า “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย”
พิจารณาเห็นแล้วว่า จากการไต่สวนปรากฏข้อเท็จจริงว่า กระทรวงอว.ได้มีหนังสือ แจ้งข้อมูลเรื่องพิจารณาแต่งตั้งบุคคลให้ดำรงตำแหน่งวิชาการ “ศาสตราจารย์” ต้องเป็นไปตามประกาศคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา จากการตรวจสอบข้อมูล ปรากฏข้อเท็จจริงว่า ผู้ถูกร้องไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลผู้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ที่คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) และคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กำหนด ประกอบกับไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีสถาบันอุดมศึกษาใดเคยขอให้สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พิจารณาดำเนินการเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งบุคคลดังกล่าวให้ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ และจากการตรวจสอบข้อมูลปรากฏว่าสำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ยังไม่เคยพิจารณาเทียบคุณวุฒิการศึกษาจาก California University และ California University FCE ประกอบกับผู้ถูกร้องก็ให้ถ้อยคำว่า ไม่เคยทำงานในตำแหน่งศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย
ข้อเท็จจริงจึงเป็นที่ยุติว่า ผู้ถูกร้องมิได้มีตำแหน่งทางวิชาการศาสตราจารย์ตามหลักการและขั้นตอนที่กำหนดไว้ในกฎหมายดังกล่าวข้างต้นของประเทศไทย
ดังนั้นการที่ผู้ถูกร้องแนะนำตัวในการเลือกสมาชิกวุฒิสภาว่าเป็น “ศาสตราจารย์ ดร.แพทย์หญิง เกศกมล เปลี่ยนสมัย” โดยที่ผู้ถูกร้องมิได้ดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์ตามกฎหมายของประเทศไทย จึงเป็นการหลอกลวง หรือจูงใจให้บุคคลอื่นเข้าใจผิดในคุณสมบัติ ความรู้ความสามารถ หรือชื่อเสียงหรือเกียรติคุณของผู้ถูกร้อง เพื่อจูงใจให้ผู้สมัครหรือผู้มีสิทธิเลือกลงคะแนนให้แก่ผู้ถูกร้อง ซึ่งเป็นการทุจริตในการเลือก และทำให้การเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 และมาตรา 77(4)
จึงมีคำสั่ง กรณีศาสตราจารย์ ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของนางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา 62 และรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 226 และให้ดำเนินคดีอาญาแก่นางสาวเกศกมล เปลี่ยนสมัย ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2561 มาตรา77(4) และกรณีมีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏจาก รายงานการไต่สวนเพิ่มเติม (จำนวน 3 กรณี) ให้ยุติเรื่อง
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดคำวินิจฉัย กกต. ฟัน ส.ว.หมอเกศ ใช้ศาสตราจารย์สมัคร ยื่นศาลฎีกาสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th