โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

โลกภายใต้เงาทรัมป์: ไทยในระเบียบโลกใหม่ ภาษี 36% และเกมการลงทุน

TODAY Bizview

อัพเดต 14 ก.ค. 2568 เวลา 11.10 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2568 เวลา 04.10 น. • workpointTODAY

ในปี 2025 โลกไม่ได้เปลี่ยนเพียงจากพลังของเทคโนโลยีหรือสภาพภูมิอากาศ หากแต่กำลังพลิกผันด้วยน้ำมือของนักการเมืองระดับโลกอย่าง ‘โดนัลด์ ทรัมป์’ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาอีกครั้ง

การส่งจดหมายเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากประเทศไทยในอัตราสูงถึง 36% ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค. 2568 คือหมากก้าวใหญ่ที่เขาเดินในนโยบายเศรษฐกิจเชิงรุก พร้อมขยี้หลักการการค้าเสรี และสร้างแรงสั่นสะเทือนแก่ประเทศคู่ค้าอย่างไทยโดยตรง

Finnomena Group ในฐานะผู้นำด้านคำแนะนำการลงทุน ได้จัดงานแถลงข่าวหัวข้อ‘Looking Ahead Together: The Trump Effect on 2025 Market’ เพื่อวิเคราะห์และหาทางออกสำหรับนักลงทุนไทยในยุคที่นโยบายของทรัมป์ส่งผลต่อโครงสร้างเศรษฐกิจและตลาดทุนทั้งโลก

[ ทรัมป์กับการเก็บภาษี 36%: แรงผลักดันและเบื้องหลัง ]

‘กรณ์ จาติกวณิช’ ประธานกรรมการและกรรมการอิสระของ Finnomena Group วิเคราะห์ว่า การเดินหน้าประกาศภาษีของทรัมป์ครั้งนี้เป็นผลจากความเชื่อฝังรากลึกเรื่อง ‘ความเสียเปรียบทางการค้า’ ของสหรัฐฯ

โดยทรัมป์ต้องการแก้ปัญหาการขาดดุลการค้า ด้วยการตั้งกำแพงภาษี เพื่อดึงฐานการผลิตกลับมายังประเทศ

ความมั่นใจของทรัมป์ไม่ได้มาเพียงเพราะแนวคิดนี้ แต่ยังได้แรงสนับสนุนจากข้อเท็จจริงว่า

• การเก็บภาษีตั้งแต่ 3 เดือนก่อนหน้านี้ ยังไม่ส่งผลชัดเจนต่ออัตราเงินเฟ้อของสหรัฐฯ

• มีรายได้เข้าคลังเพิ่มขึ้นกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์ และคาดว่าสิ้นปีจะทะลุ 300,000 ล้านดอลลาร์

ยิ่งไปกว่านั้น ทรัมป์ใช้ประเด็นนี้เป็นเครื่องมือกดดัน Fed ให้ลดอัตราดอกเบี้ย ด้วยการอ้างว่าเงินเฟ้อไม่ปรากฏ

อย่างไรก็ตาม กรณ์เตือนว่า สินค้าที่นำเข้าอาจยังไม่ขึ้นราคา เพราะผู้ค้า ‘ตุนนำเข้าไว้’ แต่เมื่อของเก่าหมด ราคาสินค้าในสหรัฐฯ จะปรับตัวขึ้นแน่นอนในช่วงครึ่งหลังของปี

[ ไทยในเส้นด้าย: การเจรจาที่ช้าเกินไป? ]

กรณ์ชี้ว่า หากเขาได้เป็นทีมเจรจา จะไม่กลับจากสหรัฐฯ จนกว่าจะได้ข้อสรุป เพราะการเจรจาครั้งนี้ควรเป็นเชิงรุก ไม่ใช่รอเวลาให้ถึงเส้นตาย

ในขณะที่เวียดนามเสนอภาษี 0% ตั้งแต่เริ่ม ไทยกลับเฉื่อย และเริ่มส่งข้อเสนอหลังจากเหลือเวลาเจรจาเพียงไม่กี่วัน ทำให้โอกาสในการต่อรองลดน้อยลง

ข้อเสนอของกรณ์ คือ

• เปิดโต๊ะเจรจาร่วมกับประเทศอาเซียน

• ใช้เวที WTO เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง

• สื่อสารให้คนไทยเข้าใจว่าผลของการเจรจาจะมีทั้งผู้ได้และผู้เสีย ไม่มี Win-Win

[ ไทยคือหนึ่งในผู้แพ้ที่ชัดเจน? ]

ตลาดสหรัฐฯ คือหนึ่งในปลายทางหลักของสินค้าไทย การที่ต้นทุนเพิ่มขึ้นจากภาษีนำเข้า 36% ทำให้ความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยลดลงโดยตรง

กรณ์เตือนว่า หากไม่สามารถเจรจาลดภาษีได้ ไทยจะกลายเป็นประเทศที่นักลงทุนหลีกเลี่ยง ไม่มีใครมาสร้างฐานการผลิตในไทยเพื่อส่งออกไปยังสหรัฐฯ เพราะต้นทุนจะสูงกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามและอินเดีย

ผลกระทบที่คาดว่าไทยจะเผชิญ:

• การลงทุนโดยตรงจากต่างชาติ (FDI) ลดลง

• การจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมและเกษตรหดตัว

• จีดีพีอาจถูกกระทบระหว่าง 0.4-2%

[ ความเงียบของจีน และแผนหลังบ้านของเวียดนาม ]

แม้จีนจะดูไม่เคลื่อนไหวทางการเมืองมากนักในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา แต่ผู้ส่งออกจีนได้ปรับตัวด้วยการเร่งส่งสินค้าไปยังประเทศในอาเซียนเพื่อเลี่ยงภาษี เช่น ไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย

การที่เวียดนามเสนอภาษี 0% ได้ทันที เป็นเพราะมีการปฏิรูปและวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ไว้ล่วงหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ไทยยังขาด

[ ตลาดหุ้นในความผันผวน: จังหวะนี้ยังน่าลงทุนหรือไม่? ]

‘วศิน ปริธัญ’ กรรมการผู้จัดการ Definit Investment Advisory Securities กล่าวชัดว่า ตลาดครึ่งหลังของปี 2568 จะผันผวนสูง เพราะนโยบายของทรัมป์กระทบความมั่นใจของนักลงทุนทั่วโลก

อย่างไรก็ตาม วศินเชื่อว่า:

• ตลาดหุ้นโลก (โดยเฉพาะสหรัฐฯ) อาจ Sideway up หากไม่มีภาวะถดถอย

• ตลาดหุ้นไทย แม้เศรษฐกิจอ่อนแรง แต่ Valuation ต่ำสุดในรอบ 10 ปี เป็นโอกาสทยอยสะสม

• หุ้นปันผลสูงยังเป็นทางเลือกหลัก เพราะให้รายได้ประจำท่ามกลางความไม่แน่นอน

[ กลยุทธ์การลงทุนในโลกใหม่: มองไกลและยืดหยุ่น ]

‘เจษฎา สุขทิศ’ CEO ของ Finnomena Group เปรียบภาพปี 2025 คล้ายกับปี 2019 ที่ตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับลงช่วงต้นปี 20% ก่อนจะกลับขึ้น 30% ทำสถิติใหม่

เขาเชื่อว่า:

• ตลาดสหรัฐฯ จะได้รับประโยชน์จากการที่ฐานการผลิตกลับเข้าประเทศ

• อินเดียและเวียดนามจะได้ประโยชน์จากการโยกย้ายการผลิตออกจากจีน

• ประเทศที่ไม่อยู่ในจีน แต่อยู่ใน Emerging Markets จะกลายเป็น ‘ดินแดนแห่งโอกาส’

Finnomena เสนอพอร์ตลงทุนใหม่:

• Multi Asset Funds กระจายความเสี่ยงทั่วโลก

• Global Defensive Equities พร้อม Option Strategy

• Hedge Fund แบบ Long-Short เพื่อเก็บโอกาสทั้งขาขึ้นและขาลง

[ Better Together: ความร่วมมือคือคำตอบ ]

ภายใต้แนวคิด ‘Better Together’ Finnomena เดินหน้าสร้างระบบ ‘Wealth Together’ ที่มอบประสบการณ์การลงทุนครบวงจรให้กับนักลงทุนไทย

‘กสิณ สุธรรมมนัส’ CSO ของกลุ่ม กล่าวว่า วิกฤตคือเรื่องปกติในโลกการลงทุน แต่สิ่งที่ช่วยให้เราผ่านมันไปได้ คือเพื่อนร่วมทางที่เข้าใจและเดินไปด้วยกัน

บริการ Wealth Together:

• ผู้แนะนำการลงทุน (FA) ส่วนตัว

• วางแผนพอร์ตหุ้น-ตราสารหนี้-กองทุน

• ปรับกลยุทธ์ตามสถานการณ์จริง

ขณะนี้ Finnomena มีลูกค้า 50,000 คน และตั้งเป้า FA 1,000 คนเพื่อดูแลนักลงทุนให้ครบถ้วน

[ ไทยในจุดตัด – จะเลือกต่อรอง หรือรอถูกตัดขาด? ]

การเก็บภาษี 36% จากสหรัฐฯ อาจไม่ใช่จุดจบของการค้าเสรี แต่มันคือจุดเริ่มต้นของโลกแบบใหม่ ที่ประเทศเล็กต้องตัดสินใจว่า จะรวมกลุ่มเพื่อรักษาอำนาจต่อรอง หรือแยกเดี่ยวให้ถูกกลืน

ไทยมีโอกาส หากกล้าสื่อสาร กล้าตัดสินใจ และกล้าปฏิรูป

ในฝั่งนักลงทุน นี่คือช่วงเวลาที่ต้องมีพาร์ทเนอร์ มี FA ที่เข้าใจสถานการณ์ และมีพอร์ตการลงทุนที่พร้อมรับทุกคลื่นลม

‘Better Together – Wealth Together’ จึงไม่ใช่แค่คำขวัญ แต่คือหลักการเอาตัวรอดในโลกใหม่ที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...