‘อัครา’ ขยายเหมืองชาตรี เร่งขุดทองรับราคาขาขึ้น
เหมืองทองคำอัครา ตั้งเป้าขุดทองปีนี้ให้ได้ 75,000 ออนซ์ หลังราคาทองคำในตลาดโลกพุ่งทะลุ 3,000 เหรียญ/ออนซ์ จูงใจเปิดเหมืองไปกินแร่เกรดต่ำที่เดิมทำเหมืองไม่คุ้ม เร่งยื่นแผนขยายบ่อเหมืองเพิ่มเติมกับ กพร. คาดได้รับอนุมัติภายในปีนี้ พร้อมโชว์จ่ายเงิน “ค่าภาคหลวง” ให้รัฐสูงสุดถึง 650 ล้านบาท
บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) ได้กลับมาดำเนินการทำเหมืองแร่ทองคำที่ แหล่งแร่ทองคำชาตรี จ.พิจิตร อีกครั้งหนึ่งในวันที่ 23 มีนาคม 2566 หลังจากที่ถูกคำสั่งของ หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 72/2559 สั่งปิดเหมืองทองอัครา เมื่อเดือนธันวาคม 2559 จากข้ออ้างที่ว่า ได้รับการร้องเรียนการทำเหมืองทองคำก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน จนกลายเป็นข้อพิพาทระหว่าง รัฐบาลไทย กับบริษัท คิงส์เกต คอนโซลิเดเต็ด (Kingsgate Consolidated) ออสเตรเลีย บริษัทแม่ของบริษัท อัคราฯ จนมีการยื่นเรื่องเข้าสู่กระบวนการอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศตั้งแต่ปี 2560 จนกระทั่งถึงปัจจุบันนั้น
ล่าสุดผลการดำเนินการทำเหมืองทองคำของบริษัท อัคราฯ นับจากวันที่เปิดทำเหมืองอีกครั้งตลอด 2 ปี 6 เดือน ปรากฏเหมืองทองคำชาตรีสามารถสร้างรายได้ให้กับบริษัทถึง 3,265 ล้านบาท (ปี 2567) รวมถึงยังมีการนำส่ง “ค่าภาคหลวง” ให้กับรัฐบาลไทยสูงเป็นประวัติการณ์ ท่ามกลางราคาทองคำ “ขาขึ้น” ในตลาดโลก จนบริษัทได้ตัดสินใจที่จะขยายเหมืองทองคำชาตรีออกไปอีก
ตั้งเป้าขุดทอง 75,000 ออนซ์
นายเชิดศักดิ์ อรรถอารุณ ผู้จัดการทั่วไป ฝ่ายความยั่งยืนขององค์กร บริษัท อัครา รีซอร์สเซส จำกัด (มหาชน) หรือเหมืองทองคำอัครา กล่าวถึงตัวเลขผลประกอบการในปี 2567 มีรายได้หลักจากการทำเหมืองถึง 3,265 ล้านบาท แต่ต้นทุนของการทำเหมืองก็ยังสูงถึง3,014 ล้านบาท ส่งผลให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 251 ล้านบาท โดยบริษัทได้นำส่ง “ค่าภาคหลวง” ให้กับรัฐบาลไปแล้วถึง 650 ล้านบาท หรือประมาณ 520 บาท/กรัม ณ ราคาทองประมาณ 3,500 บาทกว่า/กรัม และยังจ่ายเงินบำรุงพิเศษอีก 32.5 ล้านบาท
โดยการนำส่งค่าภาคหลวงในอัตราขั้นบันไดขณะนี้ถือว่า “ส่งในอัตราสูงสุดของขั้นบันไดแล้ว” และมีความเป็นไปได้ว่า หากราคาทองคำในตลาดโลกยังคงพุ่งทะยานต่อไป กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) น่าจะทำการปรับอัตราเรียกเก็บค่าภาคหลวงแร่ทองคำเพิ่มขึ้น
“เราทำเหมืองทองคำมีรายได้จากปริมาณทองเพิ่มมากขึ้นก็ตาม แต่บริษัทมีค่าใช้จ่ายในการกลับมาดำเนินการเปิดเหมืองหลังจากที่ถูกคำสั่ง คสช.ปิดเหมืองมาตั้ง 6 ปี โดยเราต้องซ่อมบำรุงเครื่องจักร ซื้อเครื่องจักรใหม่ จัดทำพื้นที่โรงงาน การป้องกันเรื่องสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมือง ตามข้อกำหนดของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายในการเปิดเหมืองที่สูงมาก ประกอบการค่าภาคหลวงที่รัฐบาลไทยเรียกเก็บจัดเป็นอัตราค่าภาคหลวงที่สูงที่สุดในโลก หรือ 20% ของราคาทอง
จากปัจจุบันที่เราจ่ายค่าภาคหลวงทุกวันนี้อยู่ระหว่าง 17 ถึง 18% ของราคาทองคำ และยังนำเงินส่งเข้ากองทุนรวม จ่ายผลประโยชน์ตอบแทนพิเศษให้กับทางภาครัฐอีก 21% ของค่าภาคหลวง ซึ่งสูงมากเมื่อเทียบกับในประเทศอื่น ที่เขาจ่ายเพียง 3 ถึง 5% แต่มันก็สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทอัคราฯสามารถทำรายได้เข้าประเทศไทยเป็นจำนวนมาก ทั้งหมดนี้มีผลทำให้บริษัทมีกำไรขั้นต้นอยู่ที่ 251 ล้านบาท” นายเชิดศักดิ์กล่าว
ทั้งนี้ หลังจากที่บริษัทกลับมาดำเนินการทำเหมืองในเดือนมีนาคม 2566 บริษัทมีการลงทุนไปกับการบำรุงรักษาซ่อมแซมฟื้นฟูเครื่องจักร การเปิดโอเปอเรตโรงงานที่ 2 ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหม่กว่า-ใหญ่กว่า และค่าซ่อมแซมน้อยกว่า เพื่อที่จะเจเนอเรตเงินให้เข้ามา แล้วเอา “รายได้” ที่เกิดขึ้นจากการเปิดโรงงานที่ 2 มาสมทบไปซ่อมโรงงานที่ 1 ซึ่งเป็นโรงงานเก่าที่บริษัทใช้มาตั้งแต่ปี 2544 จนมาถึงกลางปี 2567 บริษัทจึงสามารถโอเปอเรตทั้ง 2 โรงได้ ซึ่งหวังว่าจะมีรายได้จากการทำเหมืองแร่ทองคำเพิ่มขึ้น
ประกอบกับช่วงที่ปีที่ผ่านมา ราคาทองคำในตลาดโลกขยับขึ้นมาเรื่อย ๆ แต่กระโดดสูงขึ้นมาจริง ๆ ในปี 2568 ที่ราคาทองทะลุ 2,500-3,300 เหรียญ/ออนซ์ ซึ่งเป็นผลพวงมาจากสงครามและนโยบายการเงิน การซื้อทองคำเข้าเก็บของธนาคารกลางคือ เป็นจังหวะที่บริษัท อัคราฯ กลับมาทำเหมืองกับราคาทองขาขึ้นพอดี ซึ่งตอนที่เปิดทำเหมืองใหม่ก็ไม่คิดว่าราคาทองจะสูงขนาดนี้
“ณ เวลานี้ ถือว่าบริษัท อัคราฯ กลับมาเปิดทำเหมืองทองเต็มรูปแบบแล้ว เมื่อปี 2567 เราทำทองคำออกไปได้ 50,000 กว่าออนซ์ มาปีนี้ 2568 เราจะขยับเป้าประมาณ 75,000 ออนซ์ ซึ่งจะเห็นว่ากำลังการผลิตของเรายังไม่กลับไปที่เดิมทั้งหมด เพราะช่วงเวลาก่อนที่จะถูกปิดเหมือง เรามีโปรดักชั่นอยู่ที่ 120,000 ออนซ์ ตอนนี้อยู่ที่ระหว่าง 70,000-80,000 ออนซ์ ก็เป็นช่วงที่เรากำลังจะไต่เต้าขึ้นไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าเกรดทองที่เจอเป็นเกรดที่ไม่ค่อยดีนัก แม้ว่ากำลังการผลิตของปริมาณจะเท่าเดิม แต่ความสมบูรณ์ของแร่มันไม่เยอะมาก ดังนั้นถ้าคิดเป็นตัวเนื้อทองคำก็ยังไม่ได้เท่าของเดิม” นายเชิดศักดิ์กล่าว
ขยายเหมืองรับทองขาขึ้น
ล่าสุดบริษัท อัคราฯ ได้ดำเนินการยื่นเรื่องขอแก้ไข แผนผังโครงการทำเหมือง ไปตั้งแต่ปี 2567 โดยจะขอขยาย “บ่อเหมือง” ออกไปข้าง ๆ อีกนิดหนึ่ง เพื่อให้สามารถเข้าไปทำเหมืองกินแร่ที่เกรดต่ำกว่าแร่ปัจจุบัน ซึ่งเดิมทีบริษัทคำนวณจากราคาทองคำแล้วคิดว่า “มันไม่คุ้ม” แต่จากราคาทองปัจจุบันสามารถขยายเหมืองออกไปสู่แหล่งแร่ที่เกรดต่ำได้ “ตอนนี้แผนการขยายเหมืองผ่านการพิจารณาของ สผ.แล้ว เหลือเพียงการพิจารณาของกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) ถ้าได้รับการอนุมัติ จะทำให้บริษัท อัคราฯ มีความสามารถที่จะผลิตทองคำจากการทำเหมืองให้ขึ้นสู่ระดับที่ 75,000 ออนซ์ได้
อย่างไรก็ตาม แหล่งแร่หลักที่ใช้ทำเหมืองในปัจจุบัน (บ่อ A) จะหมดอายุสัมปทานในปี 2571 หรืออีก 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ตัวบ่อเองยังมีศักยภาพในการทำเหมืองต่อไปได้อีก 7-8 ปี ดังนั้น บริษัท อัคราฯ จึงได้ยื่นเรื่องขอต่ออายุประทานบัตรอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งจะต่อไปได้อีกประมาณ 10 ปี “นอกจากสำรวจที่ จ.พิจิตรแล้ว ในพื้นที่อื่นเรายังไม่มีอาชญาบัตรพิเศษ แต่หากดูตามแนวแร่ทองคำในประเทศไทย ก็จะมีที่ จ.เลย เพชรบูรณ์ พิจิตร สระบุรี สระแก้ว ปราจีนบุรี ซึ่งพบว่ามีทองคำอยู่แล้วจากการสำรวจในระยะเริ่มต้น
แต่ปัญหาก็คือ ถึงเราอยากทำเหมือง แต่ประเทศเรามันเล็ก ทำให้แนวแร่ทองคำเป็นพื้นที่ป่าบ้าง พื้นที่สงวนและเป็นพื้นที่ชุมชน เพราะฉะนั้น มันจะมีเรื่องปัญหาการจัดการพื้นที่ เพราะว่าการทำเหมืองทองคำต้องใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะ และจะต้องไปดูแลเรื่องของความปลอดภัยเรื่องผลกระทบกับชุมชนกับสิ่งแวดล้อม” นายเชิดศักดิ์กล่าว
ส่วนกองทุนพิเศษที่บริษัท อัคราฯ ต้องจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนอีก 4 กองทุนนั้น จะได้แก่ 1) กองทุนฟื้นฟูพื้นที่เหมืองแร่ต้องจ่าย 10% ของค่าภาคหลวง ซึ่งกำหนดไว้ว่า ปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 30 ล้านบาท 2) กองทุนพัฒนาหมู่บ้านพื้นที่รอบเหมือง 5% ของค่าภาคหลวง ปีหนึ่งต้องจ่ายไม่น้อยกว่า 15 ล้านบาท 3) กองทุนเฝ้าระวังสุขภาพ
และ 4) กองทุนประกันความเสี่ยง ทั้ง 2 กองทุนนี้ บริษัทต้องจ่ายในอัตราเท่ากัน คือ 3% ของค่าภาคหลวง หรือปีหนึ่งต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนไม่น้อยกว่า 10 ล้านบาท โดยรวมแล้วทั้ง 4 กองทุน บริษัทต้องจ่ายเงินสมทบ ต้องไม่น้อยกว่า 65 ล้านบาท “แต่ในความเป็นจริง เราจ่ายเกินเงินสมทบไปแล้ว”
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ‘อัครา’ ขยายเหมืองชาตรี เร่งขุดทองรับราคาขาขึ้น
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net