โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ผงะดัชนีค่าเงินบาทของไทยแข็งค่าทะลุสูงสุดตั้งแต่วิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้งปี 40 สุดแข็งในรอบ 28 ปี ไทยเจอ 3 หด

BTimes

อัพเดต 11 ก.ค. 2568 เวลา 12.49 น. • เผยแพร่ 10 ก.ค. 2568 เวลา 05.23 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ดร. พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ บล.เกียรตินาคินภัทร เผยว่า ปัจจัยพื้นฐานของไทยไม่ได้ทำให้เงินบาทต้องมีแข็งขนาดนี้เลย ทั้งในแง่ของส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเราเกินดุลน้อยลงกว่าในอดีต แม้มีการส่งออกที่ดีขึ้น แต่ว่าดุลการค้าก็ไม่ได้ดีนัก ปัจจุบันดัชนีค่าเงินบาท หรือ NEER ปรับตัวแข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง และแข็งค่ามากที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997 ซึ่งเป็นเรื่องของความสามารถในการแข่งขันทั้งสินค้าและบริการ แม้แนวโน้มในระยะสั้นอาจจะเห็นดอลลาร์อ่อนค่า บาทอาจจะแข็งค่า แต่ในระยะกลาง ระยะยาวน่าจะเห็นเงินบาทอ่อนค่าลงไปกว่านี้ กรอบเงินบาท 32-36 ต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งก็เป็นกรอบที่กว้าง ความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศยังคงสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ขณะเดียวกัน ค่าเงินบาทยังคงมีปัจจัยพื้นฐานที่อ่อนแอ สะท้อนถึงความเปราะบางทางเศรษฐกิจในภาพรวมด้วย

KKP คาดการณ์การเติบโตของเศรษฐกิจไทยปี 2568 ไว้ที่ 1.6% ซึ่งปรับลงจาก 1.7% และปี 2569 เหลือ 1.5% เศรษฐกิจไทยจะเผชิญกับปัญหาที่แตกต่างกับโลกใน 3 ประเด็นกดดัน เรื่องที่ 1 คือ นักท่องเที่ยวที่หายไป ตั้งแต่ต้นปีนี้นักท่องเที่ยวจีนหายประมาณ 40% และนักท่องเที่ยวจากทุกประเทศทั้งหมดตั้งแต่ต้นปีหายประมาณ 4% เครื่องจักรด้านท่องเที่ยวที่คอยผลักดันเศรษฐกิจใน 2 ปีที่ผ่านมา วันนี้จะไม่เป็นเครื่องจักรที่ส่งอีกแล้ว แต่จะเป็นเครื่องที่ดึงเศรษฐกิจเพราะ economic population หรือประชากรทางเศรษฐกิจไม่ได้โตขึ้นอย่างที่ในช่วงที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นในช่วงครึ่งหลังของ ปีค่อนข้างเป็นห่วงว่าตรงนี้จะเป็นตัวฉุดที่ทำให้ภาวะเศรษฐกิจค่อนข้างหนืด น่าเป็นห่วงในช่วงครึ่งหลังของปีและคาดว่าเศรษฐกิจจะถึงจุดต่ำสุด (bottom) ได้ในช่วงไตรมาส 3 ไตรมาส 4 ก็น่าจะกลับไปดีขึ้นได้"

ก่อนเกิดโควิด ไทยมีนักเที่ยวจีนมา 11

ล้านคน ปีที่แล้วเข้ามาประมาณ 6-7 ล้านคน ปีนี้คาดว่าอาจจะเหลือแค่ 4 ล้านคน นักเที่ยวจีนก็หายไป 2 ล้านคนแล้ว วันนี้

สัญญาณที่เราประเมินก็คือ ปีที่แล้วมี 35.5 ล้านคน ปีนี้เราประเมินว่าอาจจะเหลือแค่ 34 ล้านคนกว่า จะเป็นประเด็นที่สำคัญที่สุดที่จะทำให้เป็นแรงกดดันต่อเศรษฐกิจครึ่งปีหลัง

เรื่องที่ 2 ความสามารถในการแข่งขันของภาคอุตสาหกรรมของไทย เดือนเมษายนพฤษภาคม การส่งออกต่อเพิ่มขึ้น 18% การส่งออกไปสหรัฐฯประเทศเดียวเพิ่มขึ้นประมาณ 45% แต่ในช่วงเดียวกันดัชนีการผลิตอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นแค่ 1.9% ก็เกิดคำถามว่า เราเอาอะไรไปส่งออก เพราะไม่ได้ถูกรวมอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม ส่วนหนึ่งก็คือนำเข้ามาแล้วส่งออกไป หรือไม่ก็นำออกมาจากสินค้าคงคลัง ซึ่งหากเป็นการดึงออกมาจากสินค้าคงคลัง หรือลดสต็อกลง ก็น่าจะมีการผลิตทดแทนเพิ่ม ก็เป็นส่วนที่เราหวังว่าน่าจะมีตัวเลขที่ดีขึ้นได้ แต่ตัวเลขเดือนเมษายน พฤษภาคมก็ยังไม่ดี ประกอบกับอุตสาหกรรมที่ใหญ่สุด 3 กลุ่ม คือ รถยนต์ปิโตรเคมี และอิเล็กทรอนิกส์ทั้ง 3 กลุ่มยังเผชิญปัญหาอยู่ค่อนข้างมาก แต่รถยนต์ก็เห็นภาพได้ชัดรถยนต์ ICE เจอรถยนต์ EV ปิโตรเคมีก็ประสบการแข่งขันจากจีน กลายเป็นถึงแม้มีการผลิตทดแทนกลับขึ้นมา ตัวอื่นที่ยังไม่มี ก็ยังเป็นปัญหาอยู่

เรื่องที่ 3 การหดตัวของสินเชื่อภาคธนาคาร การปล่อยสินเชื่อของภาคธนาคารติดลบต่อเนื่องหลายไตรมาสแล้ว ภาคธนาคารกังวลต่อภาวะเศรษฐกิจว่า ถ้าปล่อยกู้ในสถานะปัจจุบันอาจจะเจอปัญหามากกว่าเดิม ทุกรายก็ค่อนข้างระวัง ปริมาณเงิน M2ต่อ GDP อยู่ในขาลงก็จะกลายเป็นการตั้งคำถามว่าแล้วอะไรจะมาทำให้เศรษฐกิจหมุนไป ข้างหน้า

นอกจากนี้ ยังมีความไม่แน่นอน 3 ด้านที่ไม่ได้ประเมินรวมไว้ แต่เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหญ่ เรื่องแรกคือการเมือง ถ้าการเมืองมีปัญหาจนกระทั่งร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2569 ไม่สามารถผ่านไปได้ เจอความล่าช้าแบบที่เคยเกิดขึ้น ในปี 2566 แล้ว จีดีพีไตรมาส 4 มีโอกาสติดลบได้อีก ในกรณีที่งบประมาณล่าช้าเหมือนที่เคยเกิดในปี 2566 จะมีผลต่อการเติบโตเมื่อเทียบรายปีของจีดีพีลดลงไปได้ 1%

ความไม่แน่นอนเรื่องที่สอง คือ การเจรจาการค้า ปัจจุบันสินค้าไทยส่งออกไปสหรัฐเสียภาษี 10% ถ้าถูกเก็บภาษีสูงขึ้น อุปสงค์จะหายไป สิ่งที่จะเลวร้ายกว่าคือ ถ้าโดนอัตราภาษีสูงกว่าคู่แข่ง ไม่เพียงแค่ความสามารถในการข่งขันของเราได้รับผลกระทบความน่าสนใจของไทยในการเป็นฐานในการผลิตก็จะได้รับผลกระทบ สิ่งที่เราจะต้องจับตาก็ไม่ใช่ว่าเราโดนเท่าไหร่ เพื่อนบ้านเราเวียดนามตอนนี้โดน 20%ไปแล้ว มาเลเซียจะโดนเท่าไหร่ จีนสุดท้ายจะโดนเท่าไหร่ เป็นความเสี่ยงที่ตอบไม่ได้เลย เป็นความไม่แน่นอนจริงๆ

ความไม่แน่นอนเรื่องสุดท้าย คือ ภูมิรัฐศาสตร์โลก ความไม่แน่นอนทางการเมืองะหว่างประเทศ ทั้งนี้ อาจเห็นการลดดอกเบิ้นโยบายได้อีก ในอีก 12 เดือนข้างหน้าลงสู่ระดับ 1.0% เป็นไปได้ และเชื่อว่าบทบาทนโยบายการเงินอาจจะมีบทบาทเพิ่มมากขึ้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...