โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทั่วไป

ศบ.ทก. เผยหลังหยุดยิง ไทยรักษาได้ 11 พื้นที่ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง บอกสถานการณ์ยังเปราะบาง ขอประชาชนอดทนรออยู่ในศูนย์พักพิงก่อน

THE STANDARD

อัพเดต 29 ก.ค. 2568 เวลา 07.57 น. • เผยแพร่ 29 ก.ค. 2568 เวลา 07.57 น. • thestandard.co
ศบ.ทก. เผยหลังหยุดยิง ไทยรักษาได้ 11 พื้นที่ ประณามกัมพูชาละเมิดข้อตกลง บอกสถานการณ์ยังเปราะบาง ขอประชาชนอดทนรออยู่ในศูนย์พักพิงก่อน

วันนี้ (29 กรกฎาคม) ที่ตึกนารีสโมสร ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล พล.ร.ต.สุรสันต์ คงสิริ โฆษกศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.) พร้อมด้วย มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศและรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ ร่วมแถลงผลการประชุมศูนย์เฉพาะกิจบริหารสถานการณ์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา (ศบ.ทก.)

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวถึงการตกลงหยุดยิงของทั้ง 2 ประเทศ เมื่อเวลา 24:00 น. ของวันที่ 28 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยทางการไทยยืนยันว่าจะปฏิบัติตามเงื่อนไขของข้อตกลงหยุดยิงในพื้นที่ต่างๆ อย่างเคร่งครัด โดยยึดมั่นในคำสัญญาที่รัฐบาลทั้งสองฝ่ายได้ร่วมกันให้ไว้

อย่างไรก็ตามช่วงเวลาที่ผ่านมา เมื่อเวลา 24:00 น. ได้มีการพิสูจน์ทราบว่าทางฝ่ายกัมพูชายังคงใช้อาวุธยิงเข้ามาในเขตแดนของประเทศไทยในหลายพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการกระทำที่จงใจละเมิดข้อตกลง และบ่อนทำลายความเชื่อมั่นที่ควรมีต่อกันในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน และการกระทำของฝ่ายกัมพูชาทำให้ฝ่ายไทยมีความจำเป็นต้องใช้มาตรการในการโต้ตอบภายใต้สิทธิในการป้องกันตนเอง ตามหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยฝ่ายไทยไม่ได้ใช้กำลังเพื่อรุกราน แต่ทำเพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

นอกจากนี้ฝ่ายกัมพูชายังมีการใช้โบราณสถานเป็นโล่กำบัง ซึ่งเป็นการละเมิดพันธะกรณีในการคุ้มครองทางวัฒนธรรมของสหประชาชาติ และอนุสัญญาภายใต้ยูเนสโกอีกด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ทำให้เห็นว่า ฝ่ายกัมพูชายังมีการละเมิดเงื่อนไขข้อตกลงที่กันไว้ จึงขอประณามการกระทำดังกล่าวไว้ ณ ที่นี้

ส่วนสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนนั้น ตั้งแต่เวลา 06.00 น. ของวันนี้ พื้นที่ที่ฝ่ายไทยสามารถควบคุมได้มีทั้งสิ้น 11 พื้นที่ ประกอบด้วย ภูมะเขือ, ช่องอานม้า, ปราสาทตาเมือนธม, ปราสาทตาควาย, แนวเขตแดนช่องบก, โดนตวล, ช่องสัตตะโสม, ช่องจอม, ช่องสายตะกู, พระวิหาร และพลาญยาว

ขณะนี้มีผู้อพยพรวมทั้งสิ้น 188,729 คน และพลเรือนผู้ได้รับผลกระทบมีดังนี้:

  • เสียชีวิต 15 คน
  • บาดเจ็บสาหัส 12 คน
  • บาดเจ็บปานกลาง 13 คน
  • บาดเจ็บเล็กน้อย 13 คน

รวมผู้บาดเจ็บทั้งหมด 53 คน โดยเพิ่มขึ้นอีก 1 รายในจังหวัดสุรินทร์ ในจำนวนนี้มีผู้ที่ยังรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล 14 ราย ซึ่งแบ่งเป็นผู้บาดเจ็บสาหัส 11 ราย
ขณะที่ สถานพยาบาลที่ได้รับผลกระทบมีทั้งสิ้น 20 แห่ง ปิดบริการทั้งหมด 13 แห่งและเปิดบางส่วน 7 แห่ง ส่วนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลได้รับผลกระทบทั้งสิ้น 175 แห่ง

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวว่า ช่วงเช้าวันนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในระดับผู้บังคับบัญชาทหารในพื้นที่ เพื่อกำหนดกรอบปฏิบัติการทางทหาร ภายหลังการเจรจาอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีข้อตกลงร่วมกัน 5 ประเด็น ได้แก่

  • หยุดยิง
  • ห้ามยิงใส่ประชาชน
  • หยุดเสริมกำลังพลเพิ่มเติม
  • ห้ามเคลื่อนย้ายกำลังทหาร
  • อำนวยความสะดวกในการส่งกลับผู้ป่วย ผู้บาดเจ็บ และผู้เสียชีวิต

พล.ร.ต.สุรสันต์ กล่าวทิ้งท้ายว่า ขอให้ทุกฝ่ายเฝ้าระวังการโจมตีทางไซเบอร์ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในช่วงที่ผ่านมา เนื่องจากพบการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) และข่าวปลอมจำนวนมาก จึงขอเตือนประชาชนให้ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร พร้อมทั้งแจ้งเบาะแสต่อเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง หากพบการละเมิดทางไซเบอร์ โดยกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมจะเป็นหน่วยงานหลักในการติดตามและดำเนินการในเรื่องนี้

ส่วน มาระตี นะลิตา อันดาโม รองอธิบดีกรมสารนิเทศ และรองโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวว่า เรียกร้องให้ทางฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด และโดยทันที และย้ำว่าการหยุดยิงเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญ กับการดำเนินการที่เกี่ยวข้องต่อไป เพื่อลดความตึงเครียดระหว่างสองประเทศได้

อย่างไรก็ตามขอให้ทางกัมพูชาดูแลคนไทยที่อาศัยอยู่ในกัมพูชา เช่นเดียวกับไทยที่จะดูแลคนกัมพูชาที่อยู่ในประเทศไทยเช่นกัน อย่างไรก็ตามขอให้ประชาชนที่อยู่ในศูนย์พักพิงอดทนรอจนกว่าสถานการณ์จะสามารถให้กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่สถานการณ์ขณะนี้ยังมีความเปราะบางอยู่

จากนี้ไทยต้องการเห็นความสุจริตใจของกัมพูชาในเรื่องของการหยุดยิงและการโจมตี โดยเฉพาะต่อพลเรือน และย้ำว่าการดำเนินการทุกอย่างของรัฐบาล ให้ความสำคัญกับการรักษาธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน บนผลประโยชน์ของชาติและความปลอดภัยของประชาชน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...