โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บันเทิง

หรือเราจะมูฟออนเป็นวงกลม? ศิลปะของการรับมือความสูญเสียใน ‘Clair Obscur: Expedition 33’

The MATTER

อัพเดต 29 พ.ค. 2568 เวลา 07.41 น. • เผยแพร่ 29 พ.ค. 2568 เวลา 11.00 น. • Entertainment

“For Those Who Come After”

ในโลกของเกม ‘Clair Obscur: Expedition 33 (2025)’ ดินแดนลูเมียร์ (Lumière) คือผืนแผ่นดินสุดท้ายของมนุษยชาติ ที่แห่งนี้คือเกาะที่ถูกแยกออกมาจากทวีปทั้งหมดหลังหายนะ The Fracture เลยไปทางตอนเหนือของทวีปทั้งหลายมีเสาหินสูงใหญ่เขียนตัวเลข 100 และจิตรกรหญิง (The Paintress) ปรากฏตัวขึ้น ทุกปีเธอจะวาดตัวเลขนับถอยหลัง ใครที่มีอายุมากกว่าหรือเท่ากับตัวเลขนั้นจะต้องสลายหายไป

ชาวลูเมียร์กลุ่มหนึ่งเต็มใจเข้าพิธี ‘Gommage’ ในวันที่ตนต้องสูญสลายไป (Gommage น่าจะมาจากคำว่า gommer ซึ่งแปลว่า ลบทิ้ง) ส่วนอีกกลุ่มหนึ่งตัดสินใจใช้ปีสุดท้ายที่เหลือก่อนตายเพื่อออกเดินทางหยุดการวาดตัวเลขของ The Paintress เพื่อให้ทุกคนได้มีชีวิตอยู่ต่อ และเราในฐานะผู้เล่นเกมคือคนกลุ่มหลัง

Clair Obscur: Expedition 33 เกม turn-based RPG กำลังได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเหล่าเกมเมอร์ทั่วโลก และมีการเก็งกันไว้ว่าจะเป็น Game of the Year ตั้งต้นปี 2025 ตัวเกมให้ผู้เล่นรับบทเป็นนักสำรวจกลุ่มที่ 33 เดินทางออกจากเกาะลูเมียร์ไปยังทวีปใหญ่ที่เหลือเพียงซากปรักหักพัง มอนสเตอร์สุดอันตรายอย่าง ‘Nevron’ รวมถึงสิ่งมีชีวิตอัศจรรย์อื่นๆ

แต่แทนที่เกมจะเป็นแค่เรื่องราวการผจญภัยเพื่อความอยู่รอดของมนุษยชาติ ในช่วงท้ายเกมกลับเผยปมที่ใหญ่และซับซ้อนกว่า เมื่อเบื้องหลังการเดินทางของกลุ่มนักสำรวจคือกระบวนการรับมือกับความสูญเสียของใครบางคน

ศิลปะจะเยียวยาทุกสิ่ง?

สำหรับใครที่เล่นเกมไปถึงช่วงท้ายๆ หลังพากลุ่มนักสำรวจ 33 เดินทางไปกำจัด The Paintress ลงได้สำเร็จ เราจะได้รู้ว่าแท้จริงแล้วโลกที่ตัวละครกลุ่มนักสำรวจอาศัยอยู่เป็นเพียงโลกในภาพวาด (The Canvas) และ The Paintress แท้จริงแล้วบนโลกภายนอกมีชื่อว่า ‘อาลีน เดสเซนเดร (Aline Dessendre)’

เธอสูญเสียลูกชายสุดที่รักไปในเหตุไฟไหม้ ภาพวาดของลูกชายคือเศษเสี้ยวสุดท้ายที่เหลืออยู่ อาลีนที่ไม่อาจทำใจได้จึงใช้ความเชี่ยวชาญของอาชีพ Painter ที่เธอเป็น เอาตัวเองเข้าไปอยู่ในภาพวาด และวาด ‘เวอร์โซ เดสเซนเดร (Verso Dessendre)’ ลูกชายของเธอ (หนึ่งในตัวละครที่ผู้เล่นสามารถเลือกเล่นได้ในปาร์ตี้กลุ่มนักสำรวจ) ให้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง

ในทางหนึ่ง การทำงานหรือเสพผลงานศิลปะอาจช่วยให้ผู้สูญเสียมองเห็นความเจ็บปวดของตัวเองจากการสูญเสียคนสำคัญ และเยียวยาความเจ็บช้ำให้ค่อยๆ หายไป ทว่าใน Clair Obscur: Expedition 33 ภาพวาดกลับเป็นเหมือนกรงขังสำหรับอาลีน เธอจมอยู่กับความเสียใจและอยู่ในภาพวาดเป็นเวลานาน นานจน ‘เรอนัวร์ เดสเซนเดร (Renoir Dessendre)’ สามีต้องตามเข้าไปในภาพวาดและพยายามจะทำลายมันเพื่อดึงเธอออกมา

ส่วน ‘มาเอล (Maelle)’ เด็กสาวหนึ่งในสมาชิกกลุ่มนักสำรวจ 33 ก็เป็นตัวตนในภาพวาดที่ ‘อาลิเซีย เดสเซนเดร (Alicia Dessendre)’ เผลอสร้างขึ้นมา เธอลืมว่าตัวเองอยู่ในภาพวาด หลงใช้ชีวิตในฐานะมาเอล ต่อสู้และผจญภัยโดยไม่รู้เลยว่า ‘เวอร์โซ’ สมาชิกที่ร่วมเดินทาง คือพี่ชายแท้ๆ ของเธอบนโลกข้างนอก พี่ชายที่ช่วยเธอออกจากกองเพลิง พี่ชายที่เธอเองก็ไม่พร้อมจะเสียไป

เหตุการณ์ในโลกของชาวลูเมียร์จึงเป็นเหมือนสนามรบทางอารมณ์ในการรับมือความสูญเสียของตระกูลเดสเซนเดร ในภาพวาดคือการต่อสู้กันระหว่างความรู้สึกที่ต้องจมอยู่กับความเจ็บปวด (อาลีน) และความต้องการที่จะมูฟออน (เรอนัวร์)

มูฟออนเป็นวงกลม

หากเราจะนับเกมเป็นศิลปะสักชิ้น หรือวรรณกรรมสักเรื่องหนึ่ง คุณสมบัติที่ทำให้ผลงานสร้างสรรค์เช่นเกมโดดเด่นไปจากงานรูปแบบอื่นคือ การให้ผู้เล่นมีส่วนร่วมกับการดำเนินเรื่อง ผู้เล่นสามารถเลือกลำดับการทำภารกิจก่อนหลัง เลือกทำไม่ทำภารกิจใด หรือแม้กระทั่งเลือกตอนจบได้ด้วยตัวเอง ซึ่ง Clair Obscur: Expedition 33 ก็ให้สิทธิผู้เล่นเลือกตอนจบที่ต้องการ

เป็นจุดสุดท้ายนี่เองที่น่าจะเป็นการตัดสินใจที่หนักใจที่สุดของผู้เล่น มันคือการชั่งน้ำหนักว่าเราจะเห็นด้วยกับใครมากที่สุด ทางเลือกแรกคือมาเอล ทางเลือกที่สองคือเวอร์โซ

มาเอลยังอยากอยู่กับชาวลูเมียร์และสิ่งมีชีวิตในจินตนาการของพี่ชาย เธอยังอยากใช้ชีวิตกับเวอร์โซในโลกภาพวาด อาจเป็นเพราะส่วนหนึ่งของเธอเติบโตและผูกพันกับโลกใบนี้ และเธออาจต้องใช้เวลาเพื่อเยียวยาจิตใจ จดจำตัวตนของพี่ชายเพิ่มขึ้นอีกสักนิดก่อนก้าวต่อไปในโลกแห่งความเป็นจริง แต่วันที่เธอพร้อมปล่อยมือจากพี่ชายได้นั้นจะมาถึงเมื่อไหร่ ไม่มีใครรู้ มาเอลอาจจะติดอยู่ในภาพวาดนานหลายสิบปีเช่นเดียวกับแม่ของเธอก็ได้

ส่วนในกรณีของเวอร์โซ ชายที่ตายไปแล้วในโลกจริงและเป็นเพียงตัวละครในภาพวาด เขาอยากตัดตอนวงจรความเศร้าของครอบครัว เลือกจบวังวน (circle) ด้วยการลบทิ้ง หยุดการวาด The Canvas ต้องถูกทำลาย ทุกคนในตระกูลเดสเซนเดรควรมูฟออนจากการตายของเขาได้เสียที ซึ่งเลือกทางนี้ ก็ทำให้เข้าใจได้ว่าเวอร์โซดูจะคิดไปในทางเดียวกับเรอนัวร์

ถึงแม้ในตอนท้าย เรอนัวร์ที่บังคับให้คนอื่นมูฟออนมาตลอดก็ดูจะเข้าใจว่า แต่ละคนใช้เวลาและมีสภาวะในการเยียวยาต่างกัน โดยเฉพาะภรรยาของเขาที่เจ็บช้ำสาหัส การตาย/หายไปจากภาพวาดของเรอนัวร์ในฉากสุดท้าย อาจบ่งบอกถึงความเข้าใจ และปล่อยให้อาลิเซีย/มาเอลตัดสินใจมูฟออนด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะต้องใช้เวลาเท่าไหร่หรือด้วยวิธีใดก็ตาม ถึงอย่างนั้น เวอร์โซก็อยากให้มันจบ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะไม่อยากให้น้องสาวที่เขาเสียสละชีวิตช่วยต้องเอาเวลาชีวิตมาทิ้งในภาพวาดและความทรงจำปลอม

สำหรับผู้เล่นนี่เป็นการเลือกที่ยากแสนยาก เราจะยอมให้ตัวละครที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขมาทั้งเกมหายไปจริงๆ หรือ?

โลกนอกภาพวาด ความเป็นจริงเหนือผืนผ้าใบ

‘คลี เดสเซนเดร (Clea Dessendre)’ เป็นตัวละครที่อยู่นอกภาพวาด เธอพี่สาวคนโตของตระกูลที่พยายามหาทางให้ทุกคนในครอบครัวได้ออกมาจากภาพวาดเสียที นอกจากเรอนัวร์พ่อของเธอแล้ว คลีเป็นตัวแทนคนของคนที่อยู่กับความเป็นจริงมากที่สุด เธอไม่เอาตัวเองไปจมอยู่กับภาพวาด ทว่าช่วยพ่อให้ได้เปรียบแม่นิดหน่อย เพื่อที่จะพาแม่กลับมาได้ไวขึ้น

คลีคือคนที่เตือนผู้เล่นว่าบนโลกข้างนอกภาพวาดมีศึกที่กำหนดความเป็นความตายของคนจำนวนมากอยู่ อาลีนมีบทบาทสำคัญในฐานะหัวหน้าสมาคม Painters ที่กำลังมีข้อพิพาทคาราคาซังกับสมาคม Writers ซึ่งหนึ่งในผลลัพธ์ของความขัดแย้งนั้นก็คือเหตุไฟไหม้ที่ทำให้เวอร์โซเสียชีวิตนั่นเอง ในเวลานี้ทุกคนต้องการแม่ของเธอที่ยังจมอยู่กับการสูญเสียลูกชาย การมูฟออนเป็นวงกลมจนกว่าจะเยียวยาอาจสายเกินไปที่จะหยุดยั้งหายนะที่เกิดขึ้นในโลกนอกผืนผ้าใบ

สุดท้าย การเลือกจบแบบไหนยังอยู่ที่ตัวผู้เล่น และผู้พัฒนาก็ให้อำนาจนั้นโดยสมบูรณ์ ผู้เล่นมีส่วนกำหนดความเป็นไปและจุดจบได้ แต่ดูแล้วไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็เจ็บ ยิ่งได้ลองทำความเข้าใจทุกตัวละครอย่างรอบด้านก็ยิ่งยาก ไม่แน่ อาจจะเป็นตัวผู้เล่นเองที่คอยต่อสู้และเล่นซ้ำจนกว่าจะหาคำตอบให้กับตัวเองได้ว่าอยากจบแบบไหน

แต่ไม่ว่าจะเลือกอย่างไร ความเศร้าจะจากไป วันพรุ่งนี้จะมาถึงในท้ายที่สุด

“Tomorrow Comes”

อ้างอิงจาก

clair-obscur.fandom.com

doi.org

Graphic Designer: Phitsacha Thanawanichnam
Editorial Staff: Paranee Srikham

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...